โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โจทย์ใหม่‘ทันตกรรมประกันสังคม’ อาจเป็นเพียง‘เพิ่มทางเลือกในเชิงทฤษฎี’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นโยบายขยายสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมของสำนักงานประกันสังคม ที่เมื่อเร็วๆ นี้ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประกาศให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ถือเป็นความพยายาม “แก้จุดอ่อนเดิม” ของระบบประกันสังคมในเรื่องที่ผู้ประกันตนเผชิญมานาน นั่นคือสิทธิด้านทันตกรรมที่มีอยู่ แต่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของต้นทุนและความจำเป็นทางการแพทย์

ในโครงสร้างเดิม ผู้ประกันตนมีวงเงินทันตกรรมเพียง “900 บาทต่อปี” ซึ่งเพียงพอสำหรับบริการพื้นฐาน เช่น ขูดหินปูน อุดฟัน หรือถอนฟันทั่วไป แต่ไม่ครอบคลุมหัตถการที่มีความซับซ้อนสูง โดยเฉพาะ “การผ่าฟันคุด” ที่ในทางปฏิบัติแทบไม่สามารถใช้สิทธิประกันสังคมได้เลย ทำให้ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเองเต็มจำนวน หรือเลื่อนการรักษาออกไป

จุดนี้เองที่กลายเป็น “แรงกดดันเชิงนโยบาย” ให้ต้องมีการปรับปรุง เพราะการปล่อยให้ปัญหาสะสมไม่เพียงกระทบสุขภาพช่องปาก แต่ยังเพิ่มต้นทุนการรักษาในระยะยาว นโยบายใหม่จึงเข้ามา “อุดช่องว่าง” ดังกล่าว โดยกำหนดให้สามารถใช้สิทธิผ่าฟันคุดได้ในอัตรา 1,500 และ 2,500 บาท ตามระดับความยากของหัตถการ ขณะเดียวกันยังคงวงเงิน 900 บาทต่อปี สำหรับบริการทันตกรรมทั่วไปในคลินิกเอกชนไว้เหมือนเดิม

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกประการคือ การเปิดให้ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการใน “โรงพยาบาลรัฐคู่สัญญา” โดยไม่จำกัดวงเงิน ซึ่งในเชิงนโยบายถือเป็นการ “ปลดล็อกเพดานงบประมาณ” สำหรับบริการบางประเภท และสะท้อนความพยายามผลักภาระการรักษาที่มีต้นทุนสูงไปอยู่ในระบบรัฐมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างบริการจริง ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างยิ่งคือ “การเข้าถึงบริการในโรงพยาบาลรัฐ” ซึ่งแม้จะไม่จำกัดวงเงิน แต่ในทางปฏิบัติกลับมีข้อจำกัดด้านกำลังการให้บริการที่ชัดเจนอยู่แล้ว

ปัญหาคลาสสิกของโรงพยาบาลรัฐคือ “คิวนาน” โดยเฉพาะในงานทันตกรรมที่ต้องใช้เวลาต่อเคสสูง และมีบุคลากรจำกัด ในหลายพื้นที่ผู้ป่วยต้องรอคิวตั้งแต่หลายสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือนสำหรับหัตถการที่ซับซ้อนอย่างการผ่าฟันคุด เมื่อมีนโยบายใหม่ที่ “เปิดสิทธิแบบไม่จำกัดวงเงิน” ย่อมมีแนวโน้มสูงที่ผู้ประกันตนจะหันไปใช้บริการในโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ต้องการจ่ายส่วนต่างในคลินิกเอกชน

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ระบบโรงพยาบาลรัฐมี “ขีดความสามารถของระบบบริการ” เพียงพอหรือไม่ที่จะรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้

หากไม่มีการเพิ่มกำลังคน เพิ่มห้องผ่าตัดทันตกรรม หรือปรับระบบคิวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นโยบายที่ตั้งใจให้ “เข้าถึงได้มากขึ้น” อาจกลายเป็น “เข้าถึงได้ยากขึ้น” ในทางปฏิบัติ เพราะคิวจะยิ่งยาวกว่าเดิม ในอีกด้านหนึ่ง ภาคเอกชนซึ่งเคยเป็นตัวเลือกหลักของผู้ประกันตนภายใต้วงเงิน 900 บาท ก็กำลังเผชิญโจทย์ใหม่เช่นกัน นั่นคือ “อัตราชดเชยผ่าฟันคุด” ที่กำหนดไว้ที่ 1,500 และ 2,500 บาท

แม้อัตราดังกล่าวจะช่วยให้เกิดสิทธิที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนจริงในตลาด ซึ่งอาจสูงถึง 3,000-6,000 บาทในบางเคส ก็ยังมีช่องว่างที่ต้องพิจารณา

คำถามเชิงปฏิบัติจึงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า “จะมีคลินิกเอกชนกี่แห่งที่ยอมรับอัตรานี้” โดยไม่เรียกเก็บเงินเพิ่ม หรือหากมีการเก็บส่วนต่าง ผู้ประกันตนจะยังมองว่าสิทธินี้ช่วยลดภาระได้จริงหรือไม่ หากคลินิกเอกชนเข้าร่วมในสัดส่วนจำกัด ภาระจะยิ่งไหลไปสู่โรงพยาบาลรัฐมากขึ้น ซึ่งจะย้ำปัญหาคอขวดด้านคิวให้รุนแรงขึ้นอีก

อีกมุมหนึ่งที่เริ่มมี “เสียงสะท้อนหน้างาน” จากผู้ให้บริการ โดยเฉพาะคลินิกทันตกรรมเอกชนและทันตแพทย์ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบ หากพิจารณาจากโครงสร้างอัตราชดเชยใหม่ หลายฝ่ายมองตรงกันว่า การกำหนดค่าผ่าฟันคุดที่ 1,500 และ 2,500 บาท แม้จะเป็นพัฒนาการจากเดิมที่ไม่มีสิทธิเลย แต่ยัง “ต่ำกว่าต้นทุนจริง” ในหลายกรณี โดยเฉพาะเคสที่มีความซับซ้อน ต้องใช้เวลานาน เครื่องมือเฉพาะทาง และบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะ

ทันตแพทย์บางส่วนสะท้อนว่า หากรับเคสในอัตราดังกล่าวโดยไม่เรียกเก็บเพิ่ม อาจไม่คุ้มต้นทุนการดำเนินงาน ขณะที่หากเรียกเก็บส่วนต่างก็อาจทำให้ผู้ประกันตนรู้สึกว่าสิทธิที่เพิ่มขึ้น “ไม่ช่วยลดภาระจริง” ส่งผลให้คลินิกเอกชนจำนวนหนึ่งอาจเลือก “ไม่เข้าร่วม” หรือจำกัดจำนวนเคสที่จะรับ

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลในเรื่อง “ระบบเบิกจ่าย” จากสำนักงานประกันสังคม ว่าจะมีความรวดเร็วและชัดเจนเพียงใด เพราะในมุมของผู้ประกอบการ ความล่าช้าเพียงไม่กี่สัปดาห์อาจกระทบสภาพคล่องของคลินิกได้ โดยเฉพาะรายขนาดเล็กที่มีต้นทุนหมุนเวียนจำกัด

เสียงจากภาคเอกชนจึงสะท้อนโจทย์สำคัญของนโยบายนี้อย่างชัดเจนว่า การกำหนดสิทธิ “เพียงด้านผู้รับบริการ” อาจไม่เพียงพอ หากไม่สร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมให้ “ผู้ให้บริการ” เข้าร่วมอย่างเพียงพอ เพราะท้ายที่สุดแล้วการเข้าถึงบริการจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่ามีคลินิกและทันตแพทย์พร้อมให้บริการมากน้อยเพียงใด ไม่ใช่เพียงตัวเลขสิทธิที่ประกาศออกมาเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณา “พฤติกรรมการจัดคิว” ของโรงพยาบาลรัฐเอง เมื่อมีผู้ป่วยจากหลายระบบเข้ามาใช้บริการ ทั้งบัตรทอง ข้าราชการ และประกันสังคม การบริหารจัดลำดับความสำคัญของผู้ป่วยจะกลายเป็นประเด็นที่ต้องออกแบบให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือความไม่พึงพอใจ

ในมิติของงบประมาณ การไม่จำกัดวงเงินในโรงพยาบาลรัฐ อาจช่วยลดภาระของผู้ประกันตน แต่ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนจะหายไป เพียงแต่ “ย้ายไปอยู่ในระบบรัฐ” ซึ่งต้องมีการชดเชยงบประมาณให้เหมาะสม มิฉะนั้นจะกลายเป็นภาระสะสมของโรงพยาบาล ขณะเดียวกัน หากระบบเบิกจ่ายระหว่างสำนักงานประกันสังคมกับโรงพยาบาลรัฐไม่มีความชัดเจน หรือมีความล่าช้า ก็อาจทำให้แรงจูงใจในการเข้าร่วมเป็นคู่สัญญาลดลง

เมื่อพิจารณาภาพรวม นโยบายใหม่นี้สะท้อนความพยายาม “แก้ของเดิมที่ไม่พอ” อย่างตรงจุด โดยเฉพาะการยอมรับว่าการผ่าฟันคุดเป็นบริการจำเป็น และไม่ควรถูกกันออกจากสิทธิ แต่ในขณะเดียวกัน การออกแบบที่ “เพิ่มสิทธิ” โดยยังไม่แน่ชัดว่า “ระบบบริการรองรับได้แค่ไหน” ทำให้เกิดโจทย์ใหม่ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม ความสำเร็จของนโยบายจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 1,500 หรือ 2,500 บาท หากแต่อยู่ที่การทำให้ผู้ประกันตน “สามารถเข้าถึงบริการได้จริงภายในเวลาที่เหมาะสม”

หากโรงพยาบาลรัฐยังคงมีคิวยาวและคลินิกเอกชนเข้าร่วมไม่มากพอ นโยบายนี้อาจกลายเป็นเพียงการ “เพิ่มทางเลือกในเชิงทฤษฎี” แต่ไม่ได้เปลี่ยนประสบการณ์จริงของผู้ประกันตนอย่างมีนัยสำคัญ ท้ายที่สุดคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “สิทธิครอบคลุมอะไรบ้าง” แต่คือ “ผู้ประกันตนต้องรอนานแค่ไหนกว่าจะได้ใช้สิทธินั้น” ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริงว่านโยบายนี้ตอบโจทย์ได้มากน้อยเพียงใดในโลกความเป็นจริง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โจทย์ใหม่‘ทันตกรรมประกันสังคม’ อาจเป็นเพียง‘เพิ่มทางเลือกในเชิงทฤษฎี’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...