โจทย์ใหม่‘ทันตกรรมประกันสังคม’ อาจเป็นเพียง‘เพิ่มทางเลือกในเชิงทฤษฎี’
นโยบายขยายสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมของสำนักงานประกันสังคม ที่เมื่อเร็วๆ นี้ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประกาศให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ถือเป็นความพยายาม “แก้จุดอ่อนเดิม” ของระบบประกันสังคมในเรื่องที่ผู้ประกันตนเผชิญมานาน นั่นคือสิทธิด้านทันตกรรมที่มีอยู่ แต่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของต้นทุนและความจำเป็นทางการแพทย์
ในโครงสร้างเดิม ผู้ประกันตนมีวงเงินทันตกรรมเพียง “900 บาทต่อปี” ซึ่งเพียงพอสำหรับบริการพื้นฐาน เช่น ขูดหินปูน อุดฟัน หรือถอนฟันทั่วไป แต่ไม่ครอบคลุมหัตถการที่มีความซับซ้อนสูง โดยเฉพาะ “การผ่าฟันคุด” ที่ในทางปฏิบัติแทบไม่สามารถใช้สิทธิประกันสังคมได้เลย ทำให้ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเองเต็มจำนวน หรือเลื่อนการรักษาออกไป
จุดนี้เองที่กลายเป็น “แรงกดดันเชิงนโยบาย” ให้ต้องมีการปรับปรุง เพราะการปล่อยให้ปัญหาสะสมไม่เพียงกระทบสุขภาพช่องปาก แต่ยังเพิ่มต้นทุนการรักษาในระยะยาว นโยบายใหม่จึงเข้ามา “อุดช่องว่าง” ดังกล่าว โดยกำหนดให้สามารถใช้สิทธิผ่าฟันคุดได้ในอัตรา 1,500 และ 2,500 บาท ตามระดับความยากของหัตถการ ขณะเดียวกันยังคงวงเงิน 900 บาทต่อปี สำหรับบริการทันตกรรมทั่วไปในคลินิกเอกชนไว้เหมือนเดิม
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกประการคือ การเปิดให้ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการใน “โรงพยาบาลรัฐคู่สัญญา” โดยไม่จำกัดวงเงิน ซึ่งในเชิงนโยบายถือเป็นการ “ปลดล็อกเพดานงบประมาณ” สำหรับบริการบางประเภท และสะท้อนความพยายามผลักภาระการรักษาที่มีต้นทุนสูงไปอยู่ในระบบรัฐมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างบริการจริง ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างยิ่งคือ “การเข้าถึงบริการในโรงพยาบาลรัฐ” ซึ่งแม้จะไม่จำกัดวงเงิน แต่ในทางปฏิบัติกลับมีข้อจำกัดด้านกำลังการให้บริการที่ชัดเจนอยู่แล้ว
ปัญหาคลาสสิกของโรงพยาบาลรัฐคือ “คิวนาน” โดยเฉพาะในงานทันตกรรมที่ต้องใช้เวลาต่อเคสสูง และมีบุคลากรจำกัด ในหลายพื้นที่ผู้ป่วยต้องรอคิวตั้งแต่หลายสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือนสำหรับหัตถการที่ซับซ้อนอย่างการผ่าฟันคุด เมื่อมีนโยบายใหม่ที่ “เปิดสิทธิแบบไม่จำกัดวงเงิน” ย่อมมีแนวโน้มสูงที่ผู้ประกันตนจะหันไปใช้บริการในโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ต้องการจ่ายส่วนต่างในคลินิกเอกชน
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ระบบโรงพยาบาลรัฐมี “ขีดความสามารถของระบบบริการ” เพียงพอหรือไม่ที่จะรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้
หากไม่มีการเพิ่มกำลังคน เพิ่มห้องผ่าตัดทันตกรรม หรือปรับระบบคิวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นโยบายที่ตั้งใจให้ “เข้าถึงได้มากขึ้น” อาจกลายเป็น “เข้าถึงได้ยากขึ้น” ในทางปฏิบัติ เพราะคิวจะยิ่งยาวกว่าเดิม ในอีกด้านหนึ่ง ภาคเอกชนซึ่งเคยเป็นตัวเลือกหลักของผู้ประกันตนภายใต้วงเงิน 900 บาท ก็กำลังเผชิญโจทย์ใหม่เช่นกัน นั่นคือ “อัตราชดเชยผ่าฟันคุด” ที่กำหนดไว้ที่ 1,500 และ 2,500 บาท
แม้อัตราดังกล่าวจะช่วยให้เกิดสิทธิที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนจริงในตลาด ซึ่งอาจสูงถึง 3,000-6,000 บาทในบางเคส ก็ยังมีช่องว่างที่ต้องพิจารณา
คำถามเชิงปฏิบัติจึงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า “จะมีคลินิกเอกชนกี่แห่งที่ยอมรับอัตรานี้” โดยไม่เรียกเก็บเงินเพิ่ม หรือหากมีการเก็บส่วนต่าง ผู้ประกันตนจะยังมองว่าสิทธินี้ช่วยลดภาระได้จริงหรือไม่ หากคลินิกเอกชนเข้าร่วมในสัดส่วนจำกัด ภาระจะยิ่งไหลไปสู่โรงพยาบาลรัฐมากขึ้น ซึ่งจะย้ำปัญหาคอขวดด้านคิวให้รุนแรงขึ้นอีก
อีกมุมหนึ่งที่เริ่มมี “เสียงสะท้อนหน้างาน” จากผู้ให้บริการ โดยเฉพาะคลินิกทันตกรรมเอกชนและทันตแพทย์ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบ หากพิจารณาจากโครงสร้างอัตราชดเชยใหม่ หลายฝ่ายมองตรงกันว่า การกำหนดค่าผ่าฟันคุดที่ 1,500 และ 2,500 บาท แม้จะเป็นพัฒนาการจากเดิมที่ไม่มีสิทธิเลย แต่ยัง “ต่ำกว่าต้นทุนจริง” ในหลายกรณี โดยเฉพาะเคสที่มีความซับซ้อน ต้องใช้เวลานาน เครื่องมือเฉพาะทาง และบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะ
ทันตแพทย์บางส่วนสะท้อนว่า หากรับเคสในอัตราดังกล่าวโดยไม่เรียกเก็บเพิ่ม อาจไม่คุ้มต้นทุนการดำเนินงาน ขณะที่หากเรียกเก็บส่วนต่างก็อาจทำให้ผู้ประกันตนรู้สึกว่าสิทธิที่เพิ่มขึ้น “ไม่ช่วยลดภาระจริง” ส่งผลให้คลินิกเอกชนจำนวนหนึ่งอาจเลือก “ไม่เข้าร่วม” หรือจำกัดจำนวนเคสที่จะรับ
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลในเรื่อง “ระบบเบิกจ่าย” จากสำนักงานประกันสังคม ว่าจะมีความรวดเร็วและชัดเจนเพียงใด เพราะในมุมของผู้ประกอบการ ความล่าช้าเพียงไม่กี่สัปดาห์อาจกระทบสภาพคล่องของคลินิกได้ โดยเฉพาะรายขนาดเล็กที่มีต้นทุนหมุนเวียนจำกัด
เสียงจากภาคเอกชนจึงสะท้อนโจทย์สำคัญของนโยบายนี้อย่างชัดเจนว่า การกำหนดสิทธิ “เพียงด้านผู้รับบริการ” อาจไม่เพียงพอ หากไม่สร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมให้ “ผู้ให้บริการ” เข้าร่วมอย่างเพียงพอ เพราะท้ายที่สุดแล้วการเข้าถึงบริการจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่ามีคลินิกและทันตแพทย์พร้อมให้บริการมากน้อยเพียงใด ไม่ใช่เพียงตัวเลขสิทธิที่ประกาศออกมาเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณา “พฤติกรรมการจัดคิว” ของโรงพยาบาลรัฐเอง เมื่อมีผู้ป่วยจากหลายระบบเข้ามาใช้บริการ ทั้งบัตรทอง ข้าราชการ และประกันสังคม การบริหารจัดลำดับความสำคัญของผู้ป่วยจะกลายเป็นประเด็นที่ต้องออกแบบให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือความไม่พึงพอใจ
ในมิติของงบประมาณ การไม่จำกัดวงเงินในโรงพยาบาลรัฐ อาจช่วยลดภาระของผู้ประกันตน แต่ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนจะหายไป เพียงแต่ “ย้ายไปอยู่ในระบบรัฐ” ซึ่งต้องมีการชดเชยงบประมาณให้เหมาะสม มิฉะนั้นจะกลายเป็นภาระสะสมของโรงพยาบาล ขณะเดียวกัน หากระบบเบิกจ่ายระหว่างสำนักงานประกันสังคมกับโรงพยาบาลรัฐไม่มีความชัดเจน หรือมีความล่าช้า ก็อาจทำให้แรงจูงใจในการเข้าร่วมเป็นคู่สัญญาลดลง
เมื่อพิจารณาภาพรวม นโยบายใหม่นี้สะท้อนความพยายาม “แก้ของเดิมที่ไม่พอ” อย่างตรงจุด โดยเฉพาะการยอมรับว่าการผ่าฟันคุดเป็นบริการจำเป็น และไม่ควรถูกกันออกจากสิทธิ แต่ในขณะเดียวกัน การออกแบบที่ “เพิ่มสิทธิ” โดยยังไม่แน่ชัดว่า “ระบบบริการรองรับได้แค่ไหน” ทำให้เกิดโจทย์ใหม่ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม ความสำเร็จของนโยบายจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 1,500 หรือ 2,500 บาท หากแต่อยู่ที่การทำให้ผู้ประกันตน “สามารถเข้าถึงบริการได้จริงภายในเวลาที่เหมาะสม”
หากโรงพยาบาลรัฐยังคงมีคิวยาวและคลินิกเอกชนเข้าร่วมไม่มากพอ นโยบายนี้อาจกลายเป็นเพียงการ “เพิ่มทางเลือกในเชิงทฤษฎี” แต่ไม่ได้เปลี่ยนประสบการณ์จริงของผู้ประกันตนอย่างมีนัยสำคัญ ท้ายที่สุดคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “สิทธิครอบคลุมอะไรบ้าง” แต่คือ “ผู้ประกันตนต้องรอนานแค่ไหนกว่าจะได้ใช้สิทธินั้น” ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริงว่านโยบายนี้ตอบโจทย์ได้มากน้อยเพียงใดในโลกความเป็นจริง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โจทย์ใหม่‘ทันตกรรมประกันสังคม’ อาจเป็นเพียง‘เพิ่มทางเลือกในเชิงทฤษฎี’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th