นายันมาร์ : เหล่าสุนัขผู้ภักดีของพระศิวะ / ผี พราหมณ์ พุทธ : คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
ผี พราหมณ์ พุทธ
คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
นายันมาร์
: เหล่าสุนัขผู้ภักดีของพระศิวะ
“แม้พวกเขาจะให้เพชรพลอยจากวิมานองค์อินทร์ แม้พวกเขาจะยกแผ่นดินแผ่นฟ้ามาให้ครอง หากพวกเขามิได้เป็นมิตรหมายปองของพระมหาเทพไซร้ ใยต้องสนใจสมบัติที่ยื่นจากมือล้างผลาญพวกนั้น ทว่าหากพวกเขารักพระศิวะผู้ทรงคงคาธรของฉัน ต่อให้เป็นคนโรคเรื้อนหรืออวรรณะ หรือกระทั่งเป็นคนฆ่าโคฆ่าปศุสัตว์ ฉันขอน้อมบังคมคัล ถือท่านเป็นเทวัญอันควรบูชา”
อัปปาร์สวามีหรือติรุนาวุกกรสุสวามี (Tirunavukkarasu Swami) นักบุญหนึ่งในกลุ่ม “นายันมาร์” (Nayanmar) หรือนายันนาร์ (Nayannar-รูปคำเอกพจน์ของนายันมาร์) เขียนบทประพันธ์ข้างต้นไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่า สำหรับท่านแล้ว ผู้ภักดีต่อพระศิวะมีคุณค่ามากกว่าสถานภาพหรือความร่ำรวยใด
หากกล่าวถึงนักบุญในกลุ่มอาฬวาร์หรือผู้นับถือพระวิษณุทั้งสิบสองคน ก็คงจะละเลยที่จะกล่าวถึงนักบุญกลุ่มนายันมาร์มิได้ เพราะสองกลุ่มนี้ล้วนขับเคลื่อนขบวนการภักติในภาคใต้ของอินเดียและอยู่ร่วมยุคสมัยกัน
เพียงแต่กลุ่มอาฬวาร์นับถือพระวิษณุ ส่วนนายันมาร์นับถือพระศิวะ อาฬวาร์มีสิบสองคน นายันมาร์มีถึงหกสิบสามคน ต่างชนชั้นวรรณะกัน มีตั้งแต่พราหมณ์และกษัตริย์ไปจนถึงนายพรานป่าไม่รู้หนังสือ
นายันนาร์แปลว่า “สุนัข (รับใช้) ของพระศิวะ” (hounds of Shiva) ซึ่งแสดงถึงความนอบน้อมอย่างสูงสุด เรื่องราวของนายันมาร์ทั้งหกสิบสามได้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ชื่อ “เปริยาร์ปุราณัม” เขียนขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 12
ในบรรดานายันมาร์ มีสามท่านที่เป็นกวีเอกได้แก่ อัปปาร์สวามี, ติรุชญานสัมพันธร์ และสุนทรมูรติ แต่ไศวะนิกายฝ่ายใต้มักจะนำเอานักบุญชื่อมาณิกกวาจกร์จากศตวรรษที่เก้า ซึ่งไม่ได้เป็นนายันมาร์เข้าไปรวมกับทั้งสามท่านข้างต้น เป็นสี่นักบุญคนสำคัญของนิกายไศวสิทธานตะ
บรรยากาศแห่งยุคสมัยนั้น พุทธศาสนาและศาสนาไชนะ (เชน) กำลังรุ่งเรืองอยู่ในอินเดียภาคใต้ ฮินดูก็เริ่มแยกออกเป็นนิกายต่างๆ ทั้งหมดล้วนแข่งขันต่อสู้กัน ไม่ว่าจะด้วยวาจา ด้วยคัมภีร์หรือการโต้คารมที่จัดโดยกษัตริย์ นักบุญสัมพันธร์กล่าวถึงความขัดแย้งนี้ในบทกวีไว้ว่า
“เหล่าชาวพุทธและไชนะคลุ้มคลั่งอาจกล่าวใส่ร้าย คำพูดเช่นนี้มีประโยชน์ก็แค่ดึงคนจรออกไปจากหนทาง ทว่า พระผู้มาสู่โลกเพื่อภิกขา ผู้เป็นจอมโจราขโมยใจของข้า อ้า! ช่างน่าอัศจรรย์ ผู้ที่สังหารและเอาหนังช้างตกมันมาห่ม คนคิดว่าพระองค์บ้า ทว่า พระองค์คือปรเมศวร ผู้สถิตในพรหมปุรัม”
ความขัดแย้งนี้ยังสะท้อนในตำนานของนายันนาร์บางท่านด้วย เช่น ฑัณฑิอาทิคัลนายันนาร์เป็นชายตาบอด ซึ่งทำหน้าที่ขุดลอกแหล่งน้ำ ท่านจะสวดศิวมนต์ไปด้วยขณะทำงาน วันหนึ่งพวกนักบวชเชนพากันมากลั่นแกล้งโดยขโมยไม้เท้าและเชือกที่ช้ทำงาน ฑัณฑิอาทิคัลจึงขอให้พระศิวะช่วยและกล่าวกับพวกนักบวชเชนว่า หากท่านตาดีดังเดิมพวกนักบวชจะต้องออกจากเมืองไป
พระศิวะบันดาลให้นายันนาร์กลับมาตาดีดังเดิม ส่วนพวกนักบวชเชนทั้งหมดกลับตาบอดแทน และกษัตริย์โจฬะที่ทราบเรื่องนี้จากในความฝันก็ได้บัญชาให้พวกนักบวชเชนออกจากเมืองไป
นายันนาร์อีกท่านหนึ่งเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาชื่อสากกียะ (มาจากคำว่า “ศากยะ” นั่นเอง) บางตำรากล่าวว่า สากกียะจำใจต้องบวชเป็นภิกษุด้วยอิทธิพลของพุทธศาสนาซึ่งกษัตริย์นับถือในเวลานั้น ทว่า เมื่อได้ศึกษาคำสอนของไศวะนิกายก็เกิดความเลื่อมใส แต่ยังคงอยู่ในเพศภิกษุ
วันหนึ่งสากกียะเดินผ่านพระศิวลึงค์ จู่ๆ ท่านก็ตกภวังค์และคว้าเอาก้อนหินใกล้มือขว้างไปที่ศิวลึงค์เป็นการสักการะโดยไม่รู้ตัว จากนั้น ท่านก็ทำเช่นนี้ทุกวันและหากไม่ได้ทำก็จะไม่ยอมฉันอาหาร
พระศิวะทรงพอพระทัยก้อนหินที่ขว้างมาด้วยศรัทธายิ่งกว่าดอกไม้ที่ไร้ความภักดี จึงประทานความหลุดพ้นให้สากกียะในท้ายที่สุด
ผมคิดว่า ตำนานเหล่านี้มีขึ้นเพื่อ “ข่ม” กันระหว่างศาสนาต่างๆ ในสมัยนั้น ตำนานแปดสิบสี่สิทธาของฝ่ายวัชรยานก็กล่าวถึงพระศิวะที่ต้องสยบยอมต่อนักสิทธิ์ของพุทธ หรือชาวไวษณพก็มักกล่าวว่าพระศิวะนับถือพระรามนามมาก ส่วนฝ่ายไศวะก็เชื่อว่า พระวิษณุนับถือพระศิวะเป็นอย่างสูง เป็นต้น
นายันนาร์ส่วนหนึ่งเป็นนักบวชหรือปราชญ์ แต่ก็มีหลายท่านที่มีอำนาจและมีพฤติกรรมดุร้าย เช่น โกตปุรินายันนาร์ผู้เป็นเสนาบดีของกษัตริย์โจฬะ ได้ฆ่าญาติพี่น้องตนซึ่งนำเอาอาหารที่เก็บไว้สำหรับแจกจ่ายสาวกพระศิวะมาทานเอง ศักตินายันนาร์ผู้ถืออาวุธศักติคอยตัดลิ้นคนที่ว่าร้ายสาวกของพระศิวะ กษัตริย์กาลสิงคะผู้ตัดมือราชินีของตนเอง หลังจากที่เธอถูกลงโทษตัดจมูกโดยนายันนาร์ผู้ทำหน้าที่ดูแลวิหาร เพียงเพราะเธอหยิบเอาดอกไม้บูชาพระศิวะมาดม!
แม้จะมีนักบุญนายันมาร์ไม่กี่คนที่ดุร้ายเพียงนี้ แต่ผมคิดว่าบุคลิกเด็ดขาดและความดุร้ายที่ถูกขับเน้นมีไว้เพื่อที่จะขู่ว่า คนที่ลบหลู่สาวกของพระศิวะจะต้องพบเจอกับอะไร อีกทั้งเป็นภาพลักษณ์ในเชิงการเมืองว่าหากอาณาจักรใดคิดจะต่อกรกับกษัตริย์ผู้เป็นไศวะ จะต้องเผชิญความเด็ดเดี่ยวชนิดที่ต้องสยดสยองแน่นอน
ที่จริงคำสอนของฝ่ายนี้ก็ไม่ได้ต่างกับนักบุญในไวษณพนิกายที่ผมเคยกล่าวถึงเท่าใดนัก นายันนาร์ส่วนใหญ่นอบน้อมถ่อมตน รับใช้พระเจ้าและสาวกด้วยความจริงใจ มองพระศิวะในฐานะองค์แห่งความรัก
ชาวไศวะเชื่อว่า พระศิวะเป็นพระเจ้าสูงสุด เป็นทั้งผู้สร้าง ผู้รักษา ผู้ทำลายสกลจักรวาล ทรงประกอบด้วยพระกรุณาธิคุณทุกอย่าง
หลักปรัชญาของนายันนาร์ถือว่า พระศิวะเป็น “ปศุปติ” พระองค์เป็นนาย (ปติ) ของเหล่าสัตว์ (ปศุ) ซึ่งหมายถึงจิตวิญญานของเราเอง เราเป็นเพียงสัตว์ซึ่งถูกจองจำผูกมัดไว้โดยอวิชชา กรรม และมายาของโลก เราจึงควรมีศรัทธาภักดีเพื่อให้เจ้านายของเราปลดปล่อยเราจากพันธนาการนั้นเพื่อจะได้แนบสนิทกับพระองค์ โดยการควบคุมความประพฤติ บูชาพระองค์ บำเพ็ญโยคะและศึกษาเล่าเรียนให้มาก
กระนั้น แม้จะไม่มีจรรยามารยาทหรือไม่ได้เล่าเรียน แต่หากมีศรัทธาต่อพระศิวะด้วยความจริงใจ พระองค์ก็จะมอบความหลุดพ้นให้
ดังตำนานของนายันนาร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง คือกันนัปปัน นายันนาร์
กันนัปปันเป็นบุตรของพรานป่าหัวหน้าเผ่า ท่านไม่รู้หนังสือ เป็นชนชั้นต่ำนอกวรรณะ ได้แต่ล่าสัตว์เลี้ยงชีพอันพวกฮินดูถือว่าป่าเถื่อนและเป็นบาป ไม่มีวัฒนธรรมอย่างคนเมืองเขา ทว่า ในเผ่าก็ยังกราบไหว้พระขันทกุมารอันเป็นเทพท้องถิ่น
วันหนึ่งกันนัปปันได้พบพระศิวลึงค์มีพักตร์เดียวบนยอดเขา ท่านทราบทันทีว่านี่คือพระบิดาของพระขันทกุมารที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง ด้วยความศรัทธาประสาซื่อ กันนับปันวิ่งลงจากเขาไปอมน้ำจากคลองมาบ้วนพ่นใส่พระศิวลึงค์เพื่อทำความสะอาด เพราะท่านไม่มีภาชนะสวยงามตักน้ำมาสรง วันไหนล่าสัตว์มาได้ ก็จะตัดเนื้อส่วนที่ดีที่สุดถวาย
พราหมณ์ผู้ดูแลมาพบเศษเนื้อและคราบน้ำบนพระศิวลึงค์ ก็รังเกียจว่ามีใครทำอุบาทว์หรือเล่นพิเรนลบหลู่พระเจ้า เพราะไม่พึงถวายเลือดเนื้ออันมีมลทิน แต่พระศิวะทรงเข้าฝันและห้ามไว้ เพื่อปล่อยให้กันนัปปันได้เผยศรัทธาสูงสุดออกมา
วันหนึ่ง กันนัปปันขึ้นไปบนเขาตามปกติ ท่านเห็นดวงเนตรข้างหนึ่งบนพระพักตร์ศิวลึงค์หายไปและมีเลือดไหล จึงตัดสินใจใช้ลูกศรควักดวงตาตนเองไปสวมแทน แต่ปรากฏว่าเนตรอีกข้างก็พลันหายไปเช่นกัน กันนัปปันจึงใช้เท้าวางลงตรงเนตรที่หลุดหายของพระศิวลึงค์เพื่อกำหนดตำแหน่ง เพราะเขาตัดสินใจควักดวงตาที่มีเหลืออีกข้างเดียวถวายไปด้วย!
พราหมณ์ผู้เห็นเหตุการณ์ได้แต่ตกตะลึง สุดท้ายพระศิวะทรงพอพระทัยมากและประทานความหลุดพ้นให้กันนัปปัน
ในบ้านเราถือกันว่าพราหมณ์สยามนับถือไศวะนิกายมาจากอินเดียใต้ แม้จะไม่รู้จักนักบุญเหล่านี้และไม่เคยมีชื่อปรากฏในตำราต่างๆ แต่ก็มีร่องรอยความเกี่ยวข้องอยู่ในพระราชพิธีอยู่ไม่น้อย
บทสวดมุไรย์ในพระเทวสถาน บทเปิด-ปิดประตูศิวาลัยไกรลาสในพระราชพิธีต่างๆ ของเรานั้น ท่านพราหมณ์ ป.ส.ศาสตรีชาวทมิฬได้ค้นคว้าและพบว่าเป็นบทประพันธ์บางส่วนของนักบุญนายันนาร์ทั้งสามท่านซึ่งผมได้กล่าวชื่อไว้ข้างต้น โดยเฉพาะจาก “เทวารัม” และติรุมุไร (ชื่อเดียวกันกับบทสวดของเรา) เพียงแต่ออกเสียงเพี้ยนไปอย่างไทยแล้ว
นอกจากนี้ ชื่อพระราชพิธี “ตรียัมปวาย” ก็เลือนมาจาก “ติรุเวมปาไว” (Tiruvempavai)” ชื่อบทประพันธ์ของนักบุญมาณิกกวาจกร์ ซึ่งแม้จะไม่ใช่หนึ่งในนายันมาร์ แต่ก็ถือกันว่าเป็นคนสำคัญในไศวะนิกาย
ดังนั้น เราควรทำความรู้จักกับนายันมาร์และเหล่านักบุญโดยเฉพาะในอินเดียภาคใต้ให้มากขึ้น เพื่อที่เราจะได้เข้าใจรากเหง้าของประเพณีและวัฒนธรรม “พราหมณ์” ของเราเอง เพื่อช่วยกันเต็มความรู้ที่ขาดหายไป
ผมขอจบบทความวันนี้ด้วยบทประพันธ์สั้นๆ ของสุนทรมูรตินายันนาร์ ดังนี้
“เจ้าคนบาป! ตัวข้าละทิ้งหนทางแห่งความรักและการปรนนิบัติอันพิสุทธิ์
บัดนี้ ข้าเข้าใจความหมายของความเจ็บป่วยและเจ็บปวดนี้ดีแล้ว
ข้าจักไปกระทำบูชา ทว่า ไอ้โง่เอ๋ย ข้าจะอยู่ห่างจากพระองค์ได้นานแค่ไหนกัน
พระองค์ผู้เป็นราชาแห่งอารูร์ ผู้เป็นดังมุกดาและมณีรัตนะของข้า” •
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022