CHG กลับสู่ธีมลูกค้าในประเทศปี 65 โบรกฯ หั่นเป้าใหม่ที่ 3.90
ทันหุ้น - บล.กสิกรไทย จำกัด ส่องหุ้น บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG ปรับลดคำแนะนำเป็น “ถือ” จาก “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 3.90 บาท (ลดจากเดิมที่ 4.50 บาท) จากสมมติฐานอัตรากำไรที่ลดลงและ SG&A ที่สูงขึ้น CHG ดูเหมือนจะเข้าสู่วงจรการลงทุนอีกครั้ง แม้ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลกระทบจากการเปิดรพ. ใหม่ 2 แห่ง ในช่วงปลายปี 2565-66 จะลดลง โดยหุ้น CHG ซื้อขายที่ -1SD น่าจะสะท้อนการเติบโตของกำไรที่อ่อนแอแล้ว ขณะที่ปัจจัยบวกต่อราคาหุ้นคือยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่กลับมาขาขึ้นและโครงการใหม่
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2564 และปี 2565 จากการประชุมนักวิเคราะห์ ผู้บริหารเห็นความต้องการการรักษาโรคโควิด-19 ในไตรมาส 4/2564 ที่มากกว่าคาด แม้ตัวเลขจะเริ่มลดลงก็ตาม โดยทาง CHG ยังไม่มีการปิดโรงแรมที่ใช้รักษาโควิด (hospitel) เลย เนื่องจากผู้บริหารกังวลว่าการระบาดอาจกลับมาอีกครั้งหลังปีใหม่ ขณะที่ผู้บริหารมองเห็นโมเมนตัมที่ดี่จากคนไข้ปกติทั้งแบบจ่ายเงินสดและภายใต้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) โดยเฉพาะความต้องการผ่าตัด ในปี 2565 การเติบโตของรายได้จะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของจำวนผู้ป่วยปกติ รายได้เต็มปีของศูนย์หัวใจ/ธุรกิจการบริหารโรงพยาบาล และการกลับมาของผู้ป่วยต่างชาติ/เด็กรวมถึงวัคซีนทางเลือก
จะเปิดโรงพยาบาลแบบสร้างใหม่ 2 แห่งในปี พ.ศ. 2565-66 ฝ่ายวิจัยคาดว่าโรงพยาบาลมะเร็งจะถูกเปิดตัวในไตรมาส 4/2565 และโรงพยาบาลแม่สอดในไตรมาส 3/2566 เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ในปี 2567 อย่างไรก็ตาม คาดว่าแรงกดดันต่อกำไรสุทธิของ CHG ในปี 2565-66 จะน้อยกว่าในปี 2561-62 ที่มีการเปิดโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 304 อินเตอร์ และโรงพยาบาลรวมแพทย์ฉะเชิงเทรา (RPC) ซึ่งมีขนาดการลงทุนใกล้เคียงกัน
ประการแรก ฐานกำไรสุทธิของ CHG น่าจะอยู่ที่ 1 พันลบ. ในปี 2565-66 เทียบกับ 600-700 ลบ. ในปี 2561-62 ประการที่สอง คาดว่า รพ. มะเร็งน่าจะถึงจุดคุ้มทุนอย่างรวดเร็วเนื่องจากเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทาง ใช้พนักงานน้อยกว่าโรงพยาบาลทั่วไป นอกจากนี้ ยังสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกและให้บริการผู้ป่วยโรคมะเร็งของจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่ติดกัน ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้วัคซีนทางเลือกในปี 2565 กาไรปกติน่าจะเติบโต 7% ในปี 2566 แทนที่จะเป็น 1% เทียบกับการเติบโตของกำไรปกติ 12% ในปี 2561 และ 6% ในปี 2562
ซื้อขายอิงวิธี PER ล่วงหน้า ที่ -1SD ซึ่งเป็นแนวรับแข็งแกร่ง ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา CHG ซื้อขายที่ระดับ -1SD 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2561 ถึงต้นปี 2562 เมื่อ CHG รายงานอัตรากำไรที่ลดลงหลังเปิดตัวโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 304 อินเตอร์ในไตรมาส 3/2561 รวมถึงข่าวเชิงลบที่ยาถูกจัดเป็นสินค้าควบคุม ส่วนครั้งที่สองเกิดจากการเริ่มต้นการระบาดของโควิด-19 ในเดือน กพ. 2563 ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันของ CHG ซื้อขายที่ -1SD อีกครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นผลจากความกังวลของตลาดเกี่ยวกับรายได้จากโควิด-19 ที่ลดลง
ปรับประมาณการกำไรปกติขึ้น 42% ในปี 2564 เพื่อสะท้อนผลประกอบการไตรมาส 3/2564 ที่ดีกว่าคาดและความต้องการรักษาโควิด-19 ในไตรมาส 4/2564 ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ปรับลดประมาณการกำไรปกติลง 9% และ 16% ในปี 2565-66 จากสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ปรับลดประมาณการรายได้เดี่ยวกับโควิด-19 และวัคซีนทางเลือกลง แต่ปรับเพิ่มรายได้ปกติจากโรงพยาบาลมะเร็งและโรงพยาบาลแม่สอดและการขยายจำนวนเตียงที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 304 อินเตอร์และโรงพยาบาลรวมแพทย์ฉะเชิงเทรา ซึ่งส่งผลให้ฝ่ายวิจัยต้องมีการปรับเพิ่มสมมติฐานต้นทุนและ SG&A สูงขึ้น
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยไม่ได้รวมแผนการขยายจำนวนเตียงที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ โรงพยาบาลระยอง หรือโรงพยาบาลแพรกษาในแผน 5 ปีของ CHG เนื่องจากผูบ้ ริหารยังไม่มั่นใจในช่วงเวลา คาดกำไรปกติจะเติบโต 368% ในปี 2564 ก่อนจะลดลง 63% ในปี 2565 จากนั้นจะเติบโต 1% ในปี 2566
ประเมินมูลค่าหุ้น CHG ด้วยวิธี DCF อิง WACC ที่ 6.6% ราคาเป้าหมายอิงวิธี DCF ปี 2565 ของฝ่ายวิจัยที่ 3.90 บาท สะท้อน PER ปี 2565 ที่ 37.1 เท่า และ 36.6 เท่า ในปี 2566 หรือเท่ากับ +1SD (38.5 เท่า) และค่าเฉลยี่ 7 ปีของ CHG (33.5 เท่า) และสะท้อนอัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ที่ 4.6% ในปี 2564
ปรับลดคำแนะนา CHG จาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” เนื่องจากไม่เห็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้นในระยะสั้น ขณะที่ราคาหุ้นซื้อขายที่แนวรับที่แข็งแกร่ง อัตราการฉีดวัคซีนและการพัฒนายารักษาโควิด-19 ที่เร็วกว่าคาด จะจากัดความต้องการการรักษาผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 อีกทั้งสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติที่ต่ำกว่า 5% ทำให้รายได้ของ CHG ส่วนใหญ่ขึ้นกับความต้องการของลูกค้าในประเทศ ซึ่ง รพ. มีแผนขยายเตียงเพิ่มในปี 2565-69 และมองหาแหล่งรายได้ใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญและที่ตั้งที่มียุทธศาสตร์ upside risk คือการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่และมีการลงนามในสัญญาบริการใหม่ๆ ส่วน downside risk คือ การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ และการควบคุมต้นทุนมีประสิทธิภาพลดลง
อยากลงทุนสำเร็จ เป็นเพื่อนกับเรา พร้อมรับข่าวสารได้ทุกช่องทางที่
APP ทันหุ้น ANDROID คลิก https://qrgo.page.link/US6SAAPP ทันหุ้น IOS คลิก https://qrgo.page.link/QJKT7LINE@ คลิก https://lin.ee/uFms4n5FACEBOOK คลิก https://www.facebook.com/Thunhoonofficial/YOUTUBE คลิก https://www.youtube.com/channel/UCYizTVGMealUUalT6VdUdNATELEGRAM คลิก https://t.me/thunhoon_newsTwitter คลิก https://twitter.com/thunhoon1