โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. เร่งหนุน SMEs เข้าสู่ Green แบงก์ปล่อยเม็ดเงินเปลี่ยนผ่านใกล้เป้าหมาย 1 แสนลบ.

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 มี.ค. 2568 เวลา 11.42 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. 2568 เวลา 04.42 น.

ธปท. เร่งส่งเสริม SMEs ให้เข้าสู่แนวทาง Green Economy เผยโครงการร่วม 8 ธนาคาร หนุนปล่อยสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านทำได้เกิน 60% ของเป้าหมาย 100,000 ล้านบาทในปีนี้แล้ว พร้อมเดินหน้า Taxonomy ระยะที่สอง

นางรุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าว ใน Spotlight interview. Catching up with the regulators ของงาน The Economist Sustainability Week ครั้งที่ 4 ว่า

การจัดหาเงินทุนสำหรับการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2561 โดยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงเวลาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างที่สำคัญ เนื่องจากในปัจจุบันมีเพียง 1 ใน 5 ของเงินทุนที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้เงินทุนส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาผลกระทบมากกว่าการปรับตัว ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น ประเทศไทย แม้ว่าการสนับสนุนจากระดับโลกจะมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การลดบทบาทของสหรัฐอเมริกา

“แรงผลักดันภายในประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีร่างกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังจะมีผลบังคับใช้ ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ เช่น การรายงานข้อมูลและระบบซื้อขายคาร์บอน เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน”

ทั้งนี้หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการเงินด้านสภาพภูมิอากาศคือความพร้อมของข้อมูล แม้ว่าจะมีข้อมูลอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่มักกระจัดกระจาย ทำให้ยากต่อการนำไปใช้โดยนักลงทุน ผู้ให้บริการทางการเงิน ตลอดจนภาคธุรกิจ

อีกหนึ่งอุปสรรคที่สำคัญคือความเชี่ยวชาญ เนื่องจากหลายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ขาดความรู้ในการจัดทำข้อเสนอทางการเงินและการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับตัว

“SMEs มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของการจ้างงาน แต่กลับเผชิญกับอุปสรรคสำคัญทั้งในด้านการเงิน ความเชี่ยวชาญ และการเข้าถึงข้อมูล การสร้างความมั่นใจให้ SMEs มีส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน”

นางรุ่ง กล่าวอีก ว่า ธปท.ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินการด้านนโยบายนี้ และคาดหวังให้สถาบันการเงินบูรณาการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้าสู่โมเดลธุรกิจของตน โดยมีแนวทางสำคัญสองด้าน

ด้านแรกคือการสร้างรากฐานสำคัญ เช่น การพัฒนากรอบการจำแนกประเภทกิจกรรมที่ยั่งยืน (Taxonomy) การทดสอบภาวะวิกฤตของธนาคาร (Stress Testing) และการพัฒนาศักยภาพ ซึ่งการทดสอบภาวะวิกฤตเริ่มดำเนินการกับธนาคารหลักในปี 2567 และจะดำเนินการต่อไปในปี 2568

ด้านที่สองเน้นคือการดำเนินการทันทีเพื่อสนับสนุน SMEs โดยธนาคารมองว่าการรอให้ทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์นั้นไม่ใช่ทางเลือก

ด้วยเหตุนี้ ธปท.จึงร่วมมือกับสถาบันการเงิน 8 แห่ง ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ธุรกิจที่กำลังปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ผลลัพธ์เบื้องต้นจากโครงการสนับสนุน SMEs แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่มีแนวโน้มเชิงบวก โดยสามารถจัดสรรเงินทุนไปแล้วกว่า 60% จากเป้าหมาย 100,000 ล้านบาท”

อย่างไรก็ตาม มีบทเรียนสำคัญเกิดขึ้น ประการแรก เงินทุนอย่างเดียวไม่เพียงพอ ธุรกิจต้องมีความตั้งใจและพร้อมเข้าร่วมในโครงการด้านความยั่งยืน ประการที่สอง ความเชี่ยวชาญมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเงิน ธุรกิจจำนวนมากยังคงประสบปัญหาในการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและวางกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ

ประการสุดท้าย การขยายความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรทางการเงินและเทคโนโลยีสามารถให้การสนับสนุน SMEs ในห่วงโซ่อุปทานของตนได้ นอกจากนี้ แรงจูงใจจากภาครัฐ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี ยังสามารถช่วยกระตุ้นให้ SMEs ปรับตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

แม้ว่าเศรษฐกิจของไทยยังคงพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิมเป็นหลัก แต่แนวทางในปัจจุบันคือการลดความเข้มข้นของคาร์บอนอย่างเป็นขั้นตอนและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

ระยะต่อไปของแผนงานจะเน้นการขยายความร่วมมือและมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น โรงแรมที่ให้บริการนักท่องเที่ยวจากยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ด้วยแนวทางที่เป็นรูปธรรมและค่อยเป็นค่อยไป ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งเป้าที่จะผลักดันให้ SMEs และภาคธุรกิจสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมั่นคงและทั่วถึง

นางรุ่ง กล่าวอีกว่า Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ครอบคลุมกิจกรรม 4 กลุ่ม คือ ภาคเกษตร ภาคการผลิต ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ และภาคการจัดการของเสีย

สำหรับภาคเกษตร ด้วยข้อจำกัดด้านการวัด GHG emission ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่และแต่ละพันธุ์พืชและสัตว์ จึงใช้วิธีระบุเป็นแนวปฏิบัติที่ดีหรือ best practice ที่ยอมรับได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าสามารถช่วยลดการปล่อย GHG ได้

โดยแนวปฏิบัติแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Basic, Intermediate และ Advanced ตามความยากง่ายของเทคโนโลยีและความต้องการเงินลงทุน

ทั้งนี้ ร่าง Taxonomy ระยะที่ 2 ได้ผ่านการทำ public hearing แล้ว โดยได้รับความเห็น เช่น ต้องการให้เพิ่มประเภทพันธุ์พืชและสัตว์ที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย และเสนอให้มีแนวทางปฏิบัติที่ยืดหยุ่นในการนำไปใช้งาน เช่น จากที่ให้ใช้รถตัดอ้อยที่เป็น EV เท่านั้น ให้ปรับเป็นแบบ hybrid หรือ biofuel ได้ด้วย เป็นต้น

คณะทำงาน Taxonomy จะนำความเห็นที่ได้รับจาก public hearing ไปพิจารณาปรับปรุง Taxonomy ระยะที่ 2 ก่อนเผยแพร่ฉบับสมบูรณ์ช่วงปลายเดือน พ.ค. 68 หลังจากนั้นจึงจะนำไปใช้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ วงการธนาคาร ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...