ธปท. เร่งหนุน SMEs เข้าสู่ Green แบงก์ปล่อยเม็ดเงินเปลี่ยนผ่านใกล้เป้าหมาย 1 แสนลบ.
ธปท. เร่งส่งเสริม SMEs ให้เข้าสู่แนวทาง Green Economy เผยโครงการร่วม 8 ธนาคาร หนุนปล่อยสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านทำได้เกิน 60% ของเป้าหมาย 100,000 ล้านบาทในปีนี้แล้ว พร้อมเดินหน้า Taxonomy ระยะที่สอง
นางรุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าว ใน Spotlight interview. Catching up with the regulators ของงาน The Economist Sustainability Week ครั้งที่ 4 ว่า
การจัดหาเงินทุนสำหรับการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2561 โดยเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงเวลาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างที่สำคัญ เนื่องจากในปัจจุบันมีเพียง 1 ใน 5 ของเงินทุนที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้เงินทุนส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาผลกระทบมากกว่าการปรับตัว ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น ประเทศไทย แม้ว่าการสนับสนุนจากระดับโลกจะมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การลดบทบาทของสหรัฐอเมริกา
“แรงผลักดันภายในประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีร่างกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังจะมีผลบังคับใช้ ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ เช่น การรายงานข้อมูลและระบบซื้อขายคาร์บอน เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน”
ทั้งนี้หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการเงินด้านสภาพภูมิอากาศคือความพร้อมของข้อมูล แม้ว่าจะมีข้อมูลอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่มักกระจัดกระจาย ทำให้ยากต่อการนำไปใช้โดยนักลงทุน ผู้ให้บริการทางการเงิน ตลอดจนภาคธุรกิจ
อีกหนึ่งอุปสรรคที่สำคัญคือความเชี่ยวชาญ เนื่องจากหลายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ขาดความรู้ในการจัดทำข้อเสนอทางการเงินและการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับตัว
“SMEs มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของการจ้างงาน แต่กลับเผชิญกับอุปสรรคสำคัญทั้งในด้านการเงิน ความเชี่ยวชาญ และการเข้าถึงข้อมูล การสร้างความมั่นใจให้ SMEs มีส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน”
นางรุ่ง กล่าวอีก ว่า ธปท.ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินการด้านนโยบายนี้ และคาดหวังให้สถาบันการเงินบูรณาการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้าสู่โมเดลธุรกิจของตน โดยมีแนวทางสำคัญสองด้าน
ด้านแรกคือการสร้างรากฐานสำคัญ เช่น การพัฒนากรอบการจำแนกประเภทกิจกรรมที่ยั่งยืน (Taxonomy) การทดสอบภาวะวิกฤตของธนาคาร (Stress Testing) และการพัฒนาศักยภาพ ซึ่งการทดสอบภาวะวิกฤตเริ่มดำเนินการกับธนาคารหลักในปี 2567 และจะดำเนินการต่อไปในปี 2568
ด้านที่สองเน้นคือการดำเนินการทันทีเพื่อสนับสนุน SMEs โดยธนาคารมองว่าการรอให้ทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์นั้นไม่ใช่ทางเลือก
ด้วยเหตุนี้ ธปท.จึงร่วมมือกับสถาบันการเงิน 8 แห่ง ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ธุรกิจที่กำลังปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“ผลลัพธ์เบื้องต้นจากโครงการสนับสนุน SMEs แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่มีแนวโน้มเชิงบวก โดยสามารถจัดสรรเงินทุนไปแล้วกว่า 60% จากเป้าหมาย 100,000 ล้านบาท”
อย่างไรก็ตาม มีบทเรียนสำคัญเกิดขึ้น ประการแรก เงินทุนอย่างเดียวไม่เพียงพอ ธุรกิจต้องมีความตั้งใจและพร้อมเข้าร่วมในโครงการด้านความยั่งยืน ประการที่สอง ความเชี่ยวชาญมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเงิน ธุรกิจจำนวนมากยังคงประสบปัญหาในการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและวางกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ
ประการสุดท้าย การขยายความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรทางการเงินและเทคโนโลยีสามารถให้การสนับสนุน SMEs ในห่วงโซ่อุปทานของตนได้ นอกจากนี้ แรงจูงใจจากภาครัฐ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี ยังสามารถช่วยกระตุ้นให้ SMEs ปรับตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
แม้ว่าเศรษฐกิจของไทยยังคงพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิมเป็นหลัก แต่แนวทางในปัจจุบันคือการลดความเข้มข้นของคาร์บอนอย่างเป็นขั้นตอนและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
ระยะต่อไปของแผนงานจะเน้นการขยายความร่วมมือและมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น โรงแรมที่ให้บริการนักท่องเที่ยวจากยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ด้วยแนวทางที่เป็นรูปธรรมและค่อยเป็นค่อยไป ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งเป้าที่จะผลักดันให้ SMEs และภาคธุรกิจสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมั่นคงและทั่วถึง
นางรุ่ง กล่าวอีกว่า Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ครอบคลุมกิจกรรม 4 กลุ่ม คือ ภาคเกษตร ภาคการผลิต ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ และภาคการจัดการของเสีย
สำหรับภาคเกษตร ด้วยข้อจำกัดด้านการวัด GHG emission ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่และแต่ละพันธุ์พืชและสัตว์ จึงใช้วิธีระบุเป็นแนวปฏิบัติที่ดีหรือ best practice ที่ยอมรับได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าสามารถช่วยลดการปล่อย GHG ได้
โดยแนวปฏิบัติแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Basic, Intermediate และ Advanced ตามความยากง่ายของเทคโนโลยีและความต้องการเงินลงทุน
ทั้งนี้ ร่าง Taxonomy ระยะที่ 2 ได้ผ่านการทำ public hearing แล้ว โดยได้รับความเห็น เช่น ต้องการให้เพิ่มประเภทพันธุ์พืชและสัตว์ที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย และเสนอให้มีแนวทางปฏิบัติที่ยืดหยุ่นในการนำไปใช้งาน เช่น จากที่ให้ใช้รถตัดอ้อยที่เป็น EV เท่านั้น ให้ปรับเป็นแบบ hybrid หรือ biofuel ได้ด้วย เป็นต้น
คณะทำงาน Taxonomy จะนำความเห็นที่ได้รับจาก public hearing ไปพิจารณาปรับปรุง Taxonomy ระยะที่ 2 ก่อนเผยแพร่ฉบับสมบูรณ์ช่วงปลายเดือน พ.ค. 68 หลังจากนั้นจึงจะนำไปใช้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้