"พระยารัษฎานุประดิษฐฯ"สร้างเมืองภูเก็ตใหม่โดยไม่ใช้เงินหลวง
ตอนที่แล้ว เขียนเรื่องพระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี (คอซิมบี๊ ณ ระนอง พ.ศ. 2400- 2456) เทศามณฑลภูเก็ต ได้รับความไว้วางใจ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ให้หาเงินนอกงบประมาณ มาพัฒนาเมืองภูเก็ต เมื่อเก็บได้ไม่ต้องส่งเข้าคลัง แต่ลงบัญชีแจ้งคลังตามระเบียบ
ส่วนเงินนั้นเก็บในคลังเมืองภูเก็ต เมื่อจะใช้ สามารถเบิก จ่ายโดยตรง ไม่ต้องผ่าน ระเบียบการคลังแต่อย่างใด
พระยารัษฎานุประดิษฐฯ หาเงินนอกงบประมาณ แต่ถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับการสนับสนุนจากนายเหมืองแร่ทุกคน เพราะเงินที่พระยารัษฎานุประดิษฐฯหาได้และเก็บไปใช้นั้น สร้างประโยชน์แก่ท้องถิ่น และชาวเหมือง เช่นทำถนนท่าเรือและอื่นๆ จึงไม่มีใครขัดขวาง
ในเรื่องนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงกล่าวไว้ในสาส์นสมเด็จ เล่มที่ 7 ว่า เป็นอุบายอันลึกซึ้ง ของ พระยารัษฎานุประดิษฐฯ
ท่านเล่าว่า พระยารัษฎานุประดิษฐฯใช้วิธีแปลกประหลาดแต่ง่าย เพราะ พ.ร.บ.เหมืองแร่ มีมาตราบังคับว่า ผู้ทำเหมืองแร่ ทำให้เกิดความเสียหายแก่วัตถุอันเป็นสาธารณประโยชน์ต้องชดใช้พอแก่ความเสียหายนั้น
พระยารัษฎานุประดิษฐฯเอาความข้อนี้มาใช้หาเงินบำรุงบำรุงบ้านเมือง เพราะการทำเหมือนแร่ ต้องกินถึงที่อันอาจอ้างว่าเป็นสาธารณประโยชน์เช่นถนนหนทาง ลำธาร ทางน้ำ อันราษฎรอาศัยใช้น้ำเป็นต้น
ก่อนนั้นรัฐบาลไม่ได้เอาใจใส่ เรื่องนี้ แต่พระยารัษฎานุประดิษฐฯเอาจริงเอาจัง ทำให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่ต้องทำการป้องกันความเสียหายก่อน จึงจะทำเหมืองแร่ได้
แต่คนทำเหมืองไม่อยากเสียเวลา จึงเอาเงินไปมอบให้พระยารัษฎานุประดิษฐฯไปจัดการแม้จะตั้งจำนวนเงินไว้สูงก็ไม่รังเกียจ
พระยารัษฎานุประดิษฐฯเรียกเงินนั้นว่าเงินคอมเมนเสชั่น (compensation)
เมื่อได้เงินมา ก็นำไปแก้ไข ป้องกันความเสียหาย ที่เหลือ เอาไปทำถนน หนทางที่เป็นประโยชน์ แก่พวกทำเหมืองแร่ ทำให้พวกทำเหมืองแร่เดินทางสะดวก เมื่อชี้แจงเข้าใจดีแล้ว ชาวเหมืองแร่ ยินดีจ่าย คอมเมนเสชั่นสูงเท่าไหร่ก็ยินดี
นอกจากทำถนนทั่วเกาะภูเก็ต ยังสร้างถนนไปถึงหัวเมืองใกล้เคียง เช่นตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง พังงา และกระบี่ จนถึงเมืองตรัง
สมเด็จกรมพระดำรงราชานุภาพ ทรงเล่า นอกจากสร้างถนนและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ แล้ว พระยารัษฎานุประดิษฐฯยังสร้างเมืองภูเก็ตใหม่ได้ทั้งเมือง อย่างน่าอัศจรรย์
เรื่องนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงเล่าว่าเป็นอุบายน่าอัศจรรย์
กล่าวคือ บ้านพระยาภูเก็ตอันเป็นของหลวงและเป็นที่ว่าการมณฑล และที่พักข้าราชการนั้น
ปรากฏว่าที่ตั้งบ้านหลวงนี้ ใต้ดินอุดมด้วยแร่
บริษัทฝรั่งมาถามว่าหากเขาจ่ายเงิน คอมเมนเสชั่นให้ตามสมควร จะอนุญาตให้ขุดแร่ตรงนั้นหรือไม่
พระยารัษฎาฯ มาเฝ้าสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทูลว่า โชคดีมาถึงแล้ว พร้อมทั้งขออนุญาตขายที่ทำการมณฑล และจะไปสร้างที่ใหม่ พร้อมกับบ้านพักข้าราชการให้สมสมัย
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงอนุญาต
ภูเก็ตจึงมีเมืองใหม่โดยรัฐบาลมิได้ใช้งบประมาณแผ่นดินในการก่อสร้างแต่อย่างใด และมีกำไรอีกต่อหนึ่ง
ทั้งนี้ตามสัญญานั้น รัฐบาลขายเฉพาะที่ดินให้ทำเหมืองแร่อย่างเดียว เมื่อหมดสัญญาฝรั่ง จึงคืนที่ดินให้รัฐบาลโดยมิได้เรียกร้องอะไร
สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงเล่าว่า เมื่อตอนตามเสด็จรัชกาลที่ 7 ที่เสด็จเยือน เมืองภูเก็ตนั้นพบว่า ที่ดินที่ฝรั่งคืนมา เป็นที่ว่างเปล่าอยู่กลางตลาด รัฐบาลจะขายหรือสร้างตึกแถว ให้เช่าก็จะได้เงินอีกครั้งหนึ่ง จากที่แห่งเดียวนั้น
แต่ที่ประหลาดอย่างยิ่งนั้นปรากฏว่าบริษัทที่ได้รับซื้อ(ที่ดิน)ไปได้กำไรงามเพราะแร่เนื้อดีมาอยู่ตรงนั้นมาก
รัฐบาลยังได้ค่าภาคหลวงมากขึ้นจากการทำเหมืองแร่ในที่นั้นด้วยอีกส่วนหนึ่ง
พระยารัษฎานุประดิษฐฯหาเงิน คอมเมนเสชั่น ได้เกินความคาดหมาย จนสามารถทำถนนในเมืองอื่นๆเช่นถนนที่เมืองกระบี่ต่อจากบ้านปากจั่นไปถึงทับหลีอันเป็นท่าเรือใหญ่สายหนึ่ง
ช่วยกันกับพระยายมราชและสมเด็จชายเมื่อยังเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชทำถนนจากเมืองตรังถึงเมืองนครศรีธรรมราชสายหนึ่ง
จากเมืองตรังข้ามภูเขามาถึงเมืองพัทลุงสายหนึ่ง
ย้ายเมืองตะกั่วป่าลงมาตั้งใหม่ที่น้ำลึกให้เรือไปมาได้สะดวก
นอกจากนั้นสามารถต่อเรือไฟสำหรับใช้ในราชการ 2 ลำ คือเรือถลาง(ลำเก่า) ลำหนึ่ง และเรือเทพสตรีลำหนึ่ง
และมีตัวเงินเหลืออยู่ในคลังเมืองภูเก็ตกว่าสองแสนบาท เมื่อพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯถึงอนิจกรรม ( 10 เมษายน 2456 ที่ปีนัง)
การที่พระยารัษฎานุประดิษฐฯบำรุงหัวเมืองฝ่ายตะวันตก ครั้งนั้นได้พระราชทาน บำเหน็จ ความชอบเครื่องอิสริยาภรณ์มหาสุราภรณ์มงกุฎสยาม เป็นสายสะพายสายที่สุด ที่สมเด็จ พระพุทธเจ้าหลวงพระราชทานแก่ผู้มีความชอบ เมื่อก่อนเสด็จสวรรคตเพียง 3 เดือน
ผัน จัทรปาน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 32 พ.ศ.2532-2533
เสนอเอกสารการวิจัย
"แนวคิด และยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเมืองชายฝั่งทะเลอันดามัน ของพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี๊ ณ ระนอง ) ศึกษาเฉพาะจังหวัดตรัง"
ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า จากสามัญชนที่อ่านและเขียน(หนังสือไทย)ไม่ได้ เขียนได้เฉพาะชื่อ "รัษฎา" และเมื่อได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตรัง และต่อมาได้รับ โปรเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง เทศามณฑลภูเก็ต ท่านใช้ความสามารถอย่างยอดเยี่ยมพัฒนาเมืองตรังและเมืองอื่นๆ ด้านทะเลอันดามัน จนกล่าวได้ว่าเมืองด้านทะเลอันดามัน ได้แก่ระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรังสตูล มีความเจริญรุ่งเรืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเกิดจากฝีมือนักปกครองที่มีชื่อว่าพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี
นักปกครองสามัญชนธรรมดาและคนเดียวของประเทศที่รัฐบาลสร้างอนุสาวรีย์ไว้เป็นอนุสรณ์
และท่านเป็นหนึ่งใน 5 ข้าราชการพลเรือนดีเด่นในรอบ 200 ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่คณะทำงานกิจการวันข้าราชการพลเรือนดีเด่นสาขาการปกครองคัดเลือก
ทั้ง 5 ท่านได้แก่
1 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
2 เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)
3 พระยาสุนทรพิพิธ (เชย สุนทรพิพิธ)
4 พระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี (คอซิมบี๊ ณ ระนอง)
และ 5 หลวงนรกิจบริหาร (แดงกนิษฐสุทธิ์)
ผัน จันทรปาน ว่า พระยารัษฎานุประดิษฐฯ เป็นผู้ส่งเสริมการปลูกยางพาราครั้งแรก ปี พ.ศ.2442 ที่อำเภอกันตัง
จากนั้น 90 ปี (พ.ศ 2532) ประเทศไทย มียางพาราปลูกทุกภาคถึง 12 ล้านไร่ ผลผลิตอย่างต่ำ 2 กิโลกรัม(ต่อไร่) หรือวันละ 24 ล้านกิโลกรัม ราคา กก. ละ 15 บาท(พ.ศ.2532) เฉลี่ยวันหนึ่งมีรายได้ 360 ล้านบาท
จึงเป็นที่ภูมิใจของนักปกครองรุ่นหลังๆว่าเราเคยมีผู้นำที่ 1 ของประเทศมาแล้ว