โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถ้าธุรกิจไม่ปรับ อาจเสี่ยงติดกับดัก ‘ตัวเอง’ ผลสำรวจ 6 ชาติเอเชียเตรียมลงทุนใน ‘เชื้อเพลิงฟอสซิล’ แค่ระยะสั้น

TODAY Bizview

อัพเดต 15 พ.ย. 2567 เวลา 12.04 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2567 เวลา 08.25 น. • workpointTODAY

เรื่องของพลังงานทางเลือกหรือพลังงานทดแทนแม้ว่าจะถูกพูดถึงมานานจนแทบจะเอียน แต่สิ่งที่น่าเศร้ากว่าก็คือ การเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวในหลายประเทศที่ยังช้า รวมถึงในประเทศไทย

ผลสำรวจล่าสุดของ Climate Opinion Research Exchange (CORE) และ FT Longitude ของสื่อดังอย่าง The Financial Times ได้เปิดเผยความคิดเห็นเกี่ยวกับ ‘การลงทุน’ ในช่วงระยะสั้น และระยะยาวเกี่ยวกับพลังงาน ตั้งแต่เชื้อเพลิงฟอสซิล ไปจนถึงพลังงานทางเลือก

โดยเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในอุตสาหกรรมต่างๆ 426 รายจากตลาดเอเชีย 6 แห่ง คือ ฮ่องกง, สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งผู้ที่ทำการสำรวจมาจากระดับผู้นำ เช่น ภาคธนาคาร, การจัดการสินทรัพย์, ประกันภัย, กองทุนบำเหน็จบำนาญ และอื่นๆ

สิ่งที่น่าสนใจคือ นักลงทุนเตรียมทำกำไรจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ‘แค่ระยะสั้น’ โดยมองว่า ‘น้ำมัน’ น่าจะเป็นภาคส่วนพลังงานที่ทำกำไรให้มากที่สุด แต่โกยกำไรได้แค่ช่วง 1 ปีเท่านั้น

นักลงทุน 3 ใน 4 หรือราว 75% มองว่าอนาคตที่ไม่แน่นอนของเชื้อเพลิงฟอสซิล ตั้งแต่น้ำมันไปจนถึงถ่านหิน ทำให้การลงทุนในภาคส่วนนี้ไม่น่าดึงดูดใจ ประเมินว่านักลงทุนน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 5 ปีข้างหน้าเพื่อทำกำไร ก่อนหันไปพึ่งพาพลังงานทดแทน

ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจบางส่วนคาดหวังว่า พวกเขาน่าจะหยุดลงทุนใน‘ถ่านหิน’ ภายในปี 2031 และ‘น้ำมัน’ ภายในปี 2036

[ มุมมองการลงทุนจาก C-Level เกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล ]

ในรายงานฉบับนี้ได้ยกตัวอย่างมุมมองของคนระดับ C-Level เกี่ยวกับความกังวลที่พวกเขามีต่อการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลว่า หากภาคธุรกิจหรือการลงทุนยังไม่ปรับตัวจะเกิดอะไรขึ้น?

ความกังวลที่มากที่สุดคือ ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของนักลงทุนหรือธุรกิจมากถึง 43%, ความกังวลเรื่องการปรับตัวให้สอดคล้องกับนโยบาย ESG 38% และ 34% ที่คิดว่าน่าจะมีแรงกดดันจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากขึ้น เช่น ลูกค้า และภาคสังคมที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวทางการลงทุนที่ไม่อิงกระแสโลก

Christina Ng กรรมการผู้จัดการของ Energy Shift Institute ที่กล่าวว่า “อนาคตที่ไม่แน่นอนของเชื้อเพลิงฟอสซิลจะส่งผลกระทบต่อกฎระเบียบ, ชื่อเสียง และความเสี่ยงทางกฎหมาย รวมไปถึงนโยบายการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นสำหรับการลงทุนในแต่ละครั้ง”

“ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมอากาศกำลังส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนอย่างมาก ไม่ใช่แค่ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมหรือจริยธรรมทางสังคม แต่ธุรกิจหรือนักลงทุนต้องเข้าใจว่า มันโยงไปถึงความเสี่ยงทางการเงินและโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำด้วย เพราะเทคโนโลยีที่ดีกว่า สะอาดกว่า จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ”

Mark Campanaleผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการของ Carbon Tracker ซึ่งสำนักงานใหญ่อยู่ที่ลอนดอนของอังกฤษ เขาได้กล่าวว่า “เราได้เห็นสัญญาณมาสักระยะแล้ว ยืนยันว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังจะถึงจุดจบในอีก 5 ปีข้างหน้า ดังนั้น เราจะเห็นว่าช่วงระยะสั้นๆ นี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่ันักลงทุนจะทำกำไรจากน้ำมันและก๊าซ ขณะที่พลังงานหมุนเวียนจะกลายเป็นตัวที่สร้างความเชื่อมั่นด้านผลกำไร และความเสี่ยงในระยะยาวให้กับนักลงทุนแทน”

ทางด้าน Arjun Floraผู้อำนวยการฝ่ายยุโรปของ IEEFA ได้กล่าวว่า “จากนี้ไปเชื้อเพลิงจากถ่านหินกำลังจะหมดลง ส่วนน้ำมันก็แย่ลงเรื่อยๆ แต่พลังงานหมุนเวียนจะแข็งแกร่งขึ้น ในขณะที่ทั่วโลกจะปฎิวัติเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง”

[ ไทยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเกิน 80% ]

ในส่วนของประเทศไทยแม้ว่าหลายหน่วยงานพยายามผลักดันเรื่อง ‘พลังงานทดแทน’ อย่างจริงจัง ทั้งภาครัฐและเอกชนก็มีการพูดถึงช่วงที่ผ่านมา แต่ในแง่ของการทำได้จริงในภาพรวม ไทยอาจจะยังขยับตัวช้า

‘ธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์’ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายบริหารความเสี่ยงองค์กร เพื่อทดแทน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยพูดเอาไว้ในงานเสวนา COP 26 สู่ COP 28 ปีที่แล้วว่าอุตสาหกรรมในไทยยังใช้พลังงานฟอสซิลกว่า 80% ในประเทศ เป็นตัวเลขที่สูงทีเดียว

ขณะที่ในปีเดียวกันนั้น ธนาคารหลายแห่งก็พยายามผลักดัน ‘การปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มธุรกิจสีเขียว’ (Green Loan) สร้างแรงจูงใจมากมายเพื่อให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น

โดยข้อมูลของ KResearch ได้สรุปในปี 2023 เกี่ยวกับความคืบหน้าของไทยในเชิงนโยบายสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งภาครัฐตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจาก 13.3% เป็น 50% ของปริมาณผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในอีก 5 ปีข้างหน้า

ส่วนภาคเอกชนเริ่มมีการลงทุนและใช้พลังงานหมุนเวียนแล้ว โดยมี 91 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ RE100 (พลังงานหมุนเวียนร้อยเปอร์เซ็นต์) ซึ่งเกินครึ่งเป็นธุรกิจด้านพลังงาน ตามด้วยอุตสาหกรรมการผลิต และเกษตรและบริการ เป็นรูปแบบการลงทุนแบบ Private PPA มากที่สุดปีก่อน แต่คาดการณ์ว่าตั้งแต่ปี 2024-2026 การลงทุนจะเพิ่มทั้ง เจ้าของกิจการลงทุนเองและบริการไฟฟ้าสีเขียวของภาครัฐที่เพิ่งเริ่มให้บริการในปีนี้

ตอนนี้ได้แต่คาดหวังว่า ถ้าไทยสามารถลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ตามเป้าก็น่าจะทำให้การดึงดูดด้านการลงทุนทั้งจากในไทยและต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งภาครัฐเองต้องเอื้อความสะดวกในหลายแง่เพื่อกระตุ้นเม็ดเงินลงทุน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน และการใช้มาตรการภาษีคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการผลักดัน พ.ร.บ. Climate Change ให้ได้จริงๆ ตามเป้าอีก 5 ปีข้างหน้า

อ้างอิง: kasikornresearch

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...