ลุ้น ป.ป.ช. ชุดใหญ่กู้ศักดิ์ศรีหลังพบพิรุธ "ชงขม-ชงหวาน" การชี้มูลของคณะอนุฯ
ลุ้น ป.ป.ช. ชุดใหญ่กู้ศักดิ์ศรีหลังพบพิรุธ "ชงขม-ชงหวาน" การชี้มูลของคณะอนุฯ
เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2567 นับเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับคดีของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในช่วง2ปีที่ผ่านมา เพราะศึกระหว่าง“พลตำรวจเอกต่อศักดิ์ สุขวิมลกับพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ หักพาล” ที่รับรู้กันว่านายษิทรา เบี้ยบังเกิดเป็นตัวแทนร้องเรียน”บิ๊กต่อ”ว่ากระทำผิดกฎหมาย(รับเงินเว็บพนัน) หลังจาก “บิ๊กโจ๊ก” ถูกค้นบ้านพักซอยวิภาวดีรังสิต60ก่อนการแต่งตั้งผบ.ตร.ในปี2566นั้น ตอนนี้งวดเข้ามาเรื่อยๆ เพราะสำนักงานปปช.ในฐานะผู้กลั่นกรอง/ผู้ไต่สวน/ผู้ชี้มูลก่อน เสนอให้อัยการและศาลตัดสินว่า อดีตสองนายตำรวจต้องเผชิญบ่วงกรรมในข้อกล่าวหาพัวพันเงินจากเว็บพนันหรือไม่!??!
โดยนายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุว่า กรณีกล่าวหา พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผบ.ตร.กับพวก เรียกรับเงินหรือทรัพย์สินที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์และธุรกิจผิดกฎหมายอื่นจำนวน 18 ประเภท คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณารายงานการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเห็นว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอ “จึงมีมติรับเรื่องไว้พิจารณาและดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง”
ต้นทางของเรื่องนี้นั้นพบว่า เมื่อวันที่25พ.ย. มติการประชุมอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องกล่าวหา ประจำสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ1(สตร.1) สำนักงานปปช.ที่มีนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการปปช.ทำหน้าที่ประธานอนุกรรมการ ได้พิจารณาเรื่องกล่าวหาพลตำรวจเอกต่อศักดิ์กับพวกว่า ปรากฏข้อเท็จจริงว่า กลุ่มผู้ต้องหาคดีการพนันออนไลน์Venusmaster /Queenmafia/ BNKMASTER นั้นน่าเชื่อว่า พลตำรวจเอกต่อศักดิ์รู้เห็นและยินยอมให้ลูกน้องนำเงินจากบัญชีม้าไปทำบุญในนามตนเองและเป็นค่าใช้จ่ายคนในครอบครัว ถือได้ว่า พลตำรวจเอกต่อศักดิ์ได้รับทรัพย์สินฯอันอาจคำนวณเป็นเงินได้นอกเหนือจากทรัพย์สินฯอันควรได้ตามกฎหมาย เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่
จึงมีข้อมูลเพียงพอที่จะไต่สวนพลตำรวจเอกต่อศักดิ์/ พตท.สุรกุล ธัญสิริดำรง(รองฝาง)/ดต.อภิชาต สุวรรณเพ็ชร ( ดาบยาว) / เอกชนสี่ราย/พตท.วีรวัฒน์ เจริญศิลป์ หากพบผู้ร่วมกระทำผิดอื่นให้ไต่สวนในคราวเดียวกัน ส่วนคนในครอบครัวบิ๊กต่อนั้น ปปช.ไม่กล่าวหาความผิดเพราะเชื่อว่า ไม่มีส่วนรู้เห็น
ส่วนเรื่องกล่าวหาพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ อดีตรองผบ.ตร. ว่าร่วมกันเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินฯ/เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยการเรียกรับผลประโยชน์จากนางสาวธันยนันท์ สุจริตชินศรี(มินนี่)และกลุ่มเว็บไซต์พนันออนไลน์/ตกลงตั้งแต่สองคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน /กระทำความผิดตามพรบ.การพนัน/เป็นเจ้าหน้าที่รัฐรับทรัพย์สินฯเกินกว่ากฎหมายกำหนด(สามพันบาท)
และคดีที่สน.เตาปูน ที่มีความเชื่อมโยงของผู้ถูกกล่าวหามีความาเชื่อมโยงของสามเว็บพนันออนไลน์ โดยนางสาวพิมพ์วิไล ปล้องอ่อน,นายอนันทชัย ด่านชัย, ดต.อภิชาติ สุวรรณเพ็ชร ร่วมกันโอนเงินและถอนเงินกว่ายี่สิบล้านบาท และนำเงินดังกล่าวไปให้นายตำรวจคนอื่น และเว็บพนันทั้งสาม(queenmafia.com/venusmaster.com/BNKmaster.com)เชื่อมโยงกับกลุ่มบัญชีม้าซึ่งพตท.คริษฐ์ถือไว้ จึงไต่สวนบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับพตท.คริษฐ์คือ ตำรวจที่เป็นลูกน้องพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์รวม14คน เอกชนรวม11คน
โดยชี้มูลสองเคสในชั้นกลั่นกรองเพียงว่าบิ๊กโจ๊กอาจ”ร่ำรวยผิดปกติ/ตรวจสอบทรัพย์สินเพิ่มเติม”ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆนั้นคล้ายว่า”ให้ตกไป”
เเต่เลขาธิการปปช.ระบุว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการปปช.ระบุว่า “ให้มีการไต่สวนเพิ่มเติม”กับการบ้านทึ่นายเอกวิทย์ชงวาระนีีเข้ามา
หากพินิจการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯที่ชี้ว่าบิ๊กต่อและบิ๊กโจ๊กมี/ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำผิดนั้น สิ่งหนึ่งที่น่าถอดรหัสในการวินิจฉัยคือ “การชี้มูลความผิดไปยังลูกน้องคนสำคัญของอดีตบิ๊กสีกากีทั้งสองนาย ”
โดยกรณีหนึ่งระบุว่าผู้บังคับบัญชารับรู้(บิ๊กต่อ)และอีกกรณีหนึ่งคือกลับบอกว่าผู้บังคับบัญชา(บิ๊กโจ๊ก)ไม่รับรู้ ทั้งๆที่มีพยานหลักฐานอื่นๆประกอบชัดเจน เช่น สำนวน1420หน้าของบก.ปปป.ที่ชี้ว่าบิ๊กโจ๊กรับรู้การกระทำของพตท.คริษฐ์
ตรงนี้สื่อถึงนัยยะพิกลๆที่อนุกรรมการกลั่นกรอง สตร.1 สำนักงานปปช.ชงสำนวนเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการปปช.(บอร์ดใหญ่ปปช.)แบบที่อาจมองได้ว่า”ชงหวานกับบางสำนวน”และ”ชงขมกับอีกสำนวน”ซึ่งอาจมีผลในแง่กฎหมายกับคดีอื่นๆที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นอีกมาก..สำหรับใครบางคนที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาในวันวาน/วันนี้/วันหน้า
และอาจมองลึกๆได้ว่าบอร์ดใหญ่ปปช.มองเห็น”จุดอ่อนของบางสำนวน”ที่มีการ”ชงหวาน”จึงให้ไต่สวนเพิ่มเติมกับสำนวน”บิ๊กโจ๊ก หวานเจี๊ยบ”เพื่อให้ปราศจากความน่าสงสัย…ผิดกับมุมที่อนุกรรมการฯ”ชงขม“ให้บิ๊กต่อเพราะบอร์ดใหญ่ปปช.ไฟเขียวกับข้อมูลทึ่นายเอกวิทย์เคาะมา
หากย้อนเวลากลับไปในช่วงเกือบสองปีกับคดีเขย่าเครดิตบิ๊กย่านปทุมวันจะพบว่า บิ๊กต่อเลือกที่จะนิ่งกับความเคลื่อนไหวกับข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น จนยากที่จะแกะรอยข้อมูลว่า บิ๊กต่อวางแผนต่อสู้คดีอย่างไร
แต่บิ๊กโจ๊กและพวกเดินสายให้ข่าวผ่านสื่อหลายแขนง โดยเว้นที่จะกล่าวถึงข้อกล่าวหาของตนและพวก แต่“อ้างเทคนิคกฎหมายล้วนๆในการสู้คดี”และฟ้องร้องหลายฝ่ายตั้งแต่นายกรัฐมนตรีและประธานก.ตร./ผบ.ตร./สตช./กรรมการก.ตร./อดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายคน/นักร้องคนดัง/ถอดถอนกรรมการปปช.บางคน เพื่อสร้างกระเเสเเละปั่นข่าว
แต่เมื่อมติก.ตร./มติกพค.ตร./ ศาลปกครองสูงสุด ยกคำร้อง ‘บิ๊กโจ๊ก’ ขอเพิกถอนคำสั่งออกจากราชการ/มติคณะกรรมการธุรกรรม สำนักงานปปง.จะสรุปและสั่งฟ้องบิ๊กโจ๊กกับภรรยาว่าร่วมกันฟอกเงินประกันชีวิต10ล้านบาท(อายัดได้4.5แสนบาท)/ลุ้นผลสอบวินัยที่ใกล้จะคลอดนั้นบิ๊กโจ๊กจะรับชะตาเป็นการถาวรเพราะกระทำผิดวินัยร้ายแรง ?!?
ขณะเดียวกันสำนวนของบก.ปปป.1420หน้าที่ส่งให้สำนักงานปปช.ดำเนินการลงโทษพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ /พตท.คริษฐ์ /บุคลากรของสำนักงานปปช.สามคน(นายสมบัติ ธรธรรม/นายจัตุรงค์ พานิชเจริญ /นางสาวอารยา งามล้วน)และอั้ง เมืองชล เซียนพระชื่อดังว่า ร่วมกระทำผิดในการตกแต่งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์และนางศิรินัดดา หักพาลที่ต้องยื่นต่อสำนักงานปปช.หลายรายการ
โดยหนึ่งในบุคลากรของสำนักงานปปช.ซึ่งบก.ปปป.ชี้มูลความผิดคือ นายสมบัติ อดีตอนุกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ประจำสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและการรัฐวิสาหกิจ 1 (กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) และผู้ทรงคุณวุฒิประจำตัวนายเอกวิทย์ เพราะบก.ปปป.มองว่านายสมบัติคือ”ตัวการสำคัญ”ที่เชื่อมโยง”คนในสนามบินน้ำหลายคนกับเครือข่ายบิ๊กโจ๊ก” เข้าด้วยกัน และล่าสุดหนึ่งในนั้นคือนายพิพิธ สุขเกษม เจ้าหน้าที่ไต่สวนระดับสูง สำนักงานปปช.ที่ร่วมในคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯชุดของนายเอกวิทย์ที่กลั่นกรองข้อกล่าวหาของบิ๊กต่อนั้น
บก.ปปป.พบว่านายสมบัติได้แนะนำนายพิพิธให้รู้จักกับพตท.คริษฐ์ โดยนายพิพิธได้ส่งข้อมูลคนในครอบครัวเพื่อให้พตท.คริษฐ์ไปลงทะเบียนเวชระเบียนที่รพ.ตำรวจ และรู้ๆกันดีว่าบิ๊กต่อกับ บิ๊กโจ๊กขัดแย้งกัน แต่นายพิพิธกลับทำหน้าที่นี้ได้…
และไม่นานมานี้พ.ต.ท.มนต์ชัย บุญเลิศ รองผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท. ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานป.ป.ช. ขอให้นายเอกวิทย์ถอนตัวในการพิจารณาไต่สวนและวินิจฉัยคดีต่างๆ ของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์และถอนตัวจากการที่จะร่วมเป็นคณะอนุกรรมการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนพตอ.พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กัญจน์ชัยกิจ รอง ผบก. กองร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ได้เดินทางไปที่สำนักงานปปช.เพื่อยื่นหนังสือคำร้องขอรื้อฟื้นคดีส่วยคาราโอเกะ ภาคอีสานที่ “บิ๊กโจ๊ก” ถูกกล่าวหา
รวมทั้งคดีที่บิ๊กโจ๊กร้องเรียนคนอื่นๆที่ยังอยู่ในสนามบินน้ำ เช่น ฟ้องร้องพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาใช้อำนาจโดยมิชอบในการย้ายตนจากสตช.มาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี/ฟ้องร้องพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ว่าทุจริตโครงการไบโอเมทริกซ์และรถตรวจการอัจฉริยะ ฯลฯนั้นจะขยับอย่างไร
เพราะมีกระแสข่าวว่าบิ๊กโจ๊กวางเครือข่ายคนใกล้ชิดไปทำงานในสนามบินน้ำแทบทุกระดับ โดยสิ่งที่ยืนยันคือสำนวนของบก.ปปป. บวกกับมีข้อมูลที่สื่อมวลชนหลายแขนงเสนอข่าวมาหลายครั้งว่าบิ๊กโจ๊กมีสัมพันธ์ที่ดีกับกรรมการปปช.ในอดีตหลายคนเช่น พลตำรวจเอกวัชรพล ประสานราชกิจ /พลตำรวจเอกสถาพร หลาวทอง /นางสาวสุภา ปิยะจิตติ และยังพยายามผลักดันคนใกล้ชิดให้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการปปช.ชุดใหม่หลายครั้งแต่ความพยายามนี้ยังไม่สำเร็จ
รายงานข่าวจากแหล่งข่าวภายใน ปปช .แจ้งว่า นายเอกวิทย์ไม่ยอมถอนตัวจากคดีบิ๊กโจ๊ก ซึ่งเป็นที่ผิดปกติอย่างมาก อีกทั้งการเปลี่ยน เจ้าของสำนวนคดีบิ๊กโจ๊กนั้นพบว่ามีการจ่ายสำนวนนี้ ให้ไปอยู่ในมือเจ้าพนักงานไต่สวน ที่เป็นอดีตรองเลขาธิการปปช.ซึ่งเคยเป็นตำรวจ และเกษียณอายุราชการไปแล้วแต่ยังวนเวียนอยู่ในพื้นที่ภาค 5 ในฐานะอนุกรรมการกลั่นกรองคดีภาคของกรรมการปปช.คนหนึ่ง อีกด้วย
อันเป็นประเด็นที่สร้างความสงสัยให้ เจ้าหน้าที่ในสำนักงาน ปปช.อย่างมากว่าทำเเบบนี้ทำไม?!?
และเร็วๆนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่า การรื้อบางสำนวนของบิ๊กโจ๊กตามข้อร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากคู่กรณีขึ้นมาปัดฝุ่นชำระความกันใหม่นั้น”มีความเป็นไปได้” รวมทั้งการเร่งเช็กบิลคนในสนามบินน้ำที่มีพยานหลักฐานแน่ชัดว่าร่วมแรงร่วมใจกับบิ๊กโจ๊กในหลายวาระ
เเว่วว่าบอร์ดใหญ่ปปช.จะอ่านอะไรๆในช่วงผ่านมาว่ามีอะไรเเปร่งๆเเปลกๆ ได้ เเละน่าจะไม่ช้าไม่นานที่จะชำระความให้สิ้นข้อสงสัยเพื่อเรียกศรัทธาและศักดิ์ศรีของสำนักงานปปช.ให้คืนกลับมาเร็วที่สุด