โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตัดใบอ้อยสดลดฝุ่น PM 2.5 ได้ไม่คุ้มเสีย 3 ปีการผลิตสิ้นเงินหมื่นล้านไม่เคยทำได้จริง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 พ.ย. 2567 เวลา 08.30 น. • เผยแพร่ 04 พ.ย. 2567 เวลา 08.30 น.

ชาวไร่อ้อยออกโรงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายช่วยเหลือชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 หลังแบ่งเงิน 120 บาท/ตัน ออกเป็น 2 ก้อนเฉพาะ การตัดใบอ้อยสดยอดอ้อยส่งโรงงานรับเงิน 51 บาท/ตัน ยุ่งยากในทางปฏิบัติจากต้นทุนค่าตัดใบอ้อยค่าขนส่งพุ่ง แถมมีบทปรับ ด้านโรงงานส่วนใหญ่ก็ไม่อยากเข้าร่วม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ได้จัดประชุมเพื่อกำหนดนโยบายการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2567/68-2569/70 โดยที่ประชุมมีติกำหนดมาตรการช่วยเหลือชาวไร่อ้อย 2 มาตรการด้วยกัน คือ มาตรการสร้างแรงจูงใจแก่ชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสด 100% ซึ่งเป็นมาตรการต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา

โดยจะมีการจ่ายเงินสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยในอัตรา 69 บาทต่อตัน กับมาตรการเพิ่มรายได้จากใบและยอดอ้อย ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ที่จะเริ่มในปีนี้ โดยจะเพิ่มราคารับซื้อใบและยอดอ้อยอีกตันละ 300 บาท จากราคาตลาดปัจจุบันที่มีการรับซื้ออยู่ที่ตันละ 900 บาท ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับผู้เก็บเกี่ยวอ้อยสดที่มีการขายใบและยอดอ้อยได้อีก 51 บาทต่อตันอ้อย

ทั้งนี้ กอน.เชื่อว่าทั้ง 2 มาตรการจะสามารถลดสาเหตุการเกิดฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาไร่อ้อยเพื่อตัดอ้อยไฟไหม้ส่งเข้าโรงงานน้ำตาล และยังช่วยปัญหาในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดที่ทำให้เกิดการลักลอบเผาอ้อยด้วย ทว่าที่ผ่านมาการจ่ายเงินเพิ่มหรือเงินสนับสนุนชาวไร่อ้อยให้ตัดอ้อยสดส่งโรงงานน้ำตาลตันละ 120 บาทย้อนหลังไป 3 ฤดูกาล (2564/65 ถึง 2566/67) ปรากฏยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายลดปริมาณอ้อยไฟไหม้เข้าหีบลงได้

ในขณะที่มาตรการที่จะนำมาใช้ใหม่ในปี 2567/68 ด้วยการจ่ายเงินเพิ่มรายได้ให้กับชาวไร่อ้อยที่ตัดใบและยอดอ้อยอีกตันละ 300 บาทก็ยังเป็นที่ถกเถียงจากกลุ่มชาวไร่อ้อยทั่วประเทศถึงความเป็นไปได้และความคุ้นต้นทุนในการตัดใบและยอดอ้อยสดอยู่

สอน.แจงมาตรการใหม่

นายใบน้อย สุวรรณชาตรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาการเลขาสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่ามาตรการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่และจะประกาศ “ล่วงหน้า” เพื่อให้ชาวไร่อ้อยรับทราบถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐ

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างระเบียบเรื่องสัดส่วนการเผาอ้อย บทลงโทษ รวมถึงอัตราการปรับเงินอ้อยไฟไหม้ ที่ส่งเข้าโรงงานน้ำตาลซึ่งคาดว่า จะอยู่ที่ 100 บาทต่อตัน ร่างระเบียบจะเสร็จเรียบร้อยและเตรียมที่จะเสนอเข้า ครม.ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อให้ทันก่อนการตัดอ้อยที่จะเกิดขึ้นช่วงต้นเดือนธันวาคม 2567 เพราะ โรงงานน้ำตาลจะเริ่มเปิดหีบอ้อยในสัปดาห์ถัดไป

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำหนดแผนการดำเนินการตามมาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ ภายใต้โครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยมีเป้าหมายลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ในปีการผลิต 2564/2565 ไม่เกิน 10% ปี 2565/2566 ไม่เกิน 5% และปี 2566/2567 ต้องไม่มีอ้อยไฟไหม้เลยหรืออยู่ที่ 0% แต่เอาเข้าจริงในฤดูกาลผลิตปี 2565/2566 ที่ควรจะเหลือ 0 “ก็ไม่สามารถทำได้”

ดังนั้นภาครัฐจึงต้องพยายามกำหนดเป้าหมายใหม่หามาตรการช่วยจูงใจ รวมถึงการลงโทษผู้ที่เผาอ้อยแบบมีเจตนาด้วย (ปีผลิต 2566/67 มีปริมาณอ้อยเข้าหีบ 82,167,065.18 ตัน แบ่งเป็น อ้อยสด 57,811,117.22 ตันหรือร้อยละ 70.36 อ้อยไฟไหม้ 24,355,974.96 ตันหรือร้อยละ 29.64 เฉพาะปีการผลิต 2565/66 ใช้กรอบวงเงิน 7,990 ล้านบาทจ่ายเงินช่วยเหลือชาวไร่อ้อย)

“คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) จึงออกมาตรการสนับสนุนการตัดอ้อยสดฤดูปี 2567/2568 ด้วยการแบ่งเงินช่วยเหลือออกเป็น 2 ก้อนคือ ก้อนแรกตัดอ้อยสด 100% ชาวไร่จะได้รับเงินสนับสนุน 69 บาทต่อตัน กับ ตัดใบอ้อยยอดอ้อยส่งเข้าโรงไฟฟ้าชีวมวล ชาวไร่อ้อยก็จะได้รับเงินช่วยเหลืออีก 51 บาท/ตัน รวมเป็น 120 บาท/ตัด ซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือเท่ากับโครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 เมื่อ 3 ปีที่แล้วเช่นกัน” นายใบน้อยกล่าว

ชาวไร่กังวลบทปรับส่งอ้อยไฟไหม้

ด้าน นายนราธิป อนันตสุข หัวหน้าสำนักงานสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อย เขต 7 หัวหน้าสำนักงานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวถึง มาตรการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะในส่วนของมาตรการใหม่คือ มาตรการเพิ่มรายได้จากใบและยอดอ้อย อีกตันละ 51 บาทว่า “มันควรต้องบอกล่วงหน้า” ที่ผ่านมากว่าจะประชุมกว่าจะเคาะมาตรการต่างๆก็ล่วงเลยมาช่วงกลางหีบหรือปิดหีบอ้อยแล้ว “สุดท้ายก็ต้องมานั่งทวงเงินกันเพราะมันเป็นมาตรการช่วยย้อนหลัง มันไม่ได้ช่วยให้การลดเผาอ้อยได้เลย”

ดังนั้นรัฐบาลจะต้องประกาศมาตรการล่วงหน้าออกมาก่อน ส่วนการเร่งออกระเบียบเพื่อกำหนดสัดส่วนอ้อยไฟไหม้ในปีนี้นั้น ตามหลักการได้มีการกำหนดไว้ว่า ในฤดูผลิตปี 2567/2568 นี้ จะต้องมีอ้อยไฟไหม้ส่งเข้าโรงงานน้ำตาลไม่เกิน 25% ของปริมาณอ้อยสุทธิของแต่ละเกษตรกร หากอ้อยไฟไหม้เกิน 25% “ส่วนที่เกิน” ก็จะถูกปรับเงิน 100 บาทต่อตัน จากเดิมหากมีอ้อยไฟไหม้ส่งเข้าโรงงานน้ำตาลจะถูกหักเงิน 30 บาทต่อตัน

ขณะที่ชาวไร่อ้อยเองขอใช้ความพยายามที่จะตัดอ้อยสดส่งเข้าโรงงานน้ำตาลให้ได้มากที่สุด แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วจะรู้ว่า ต้องมีอ้อยไฟไหม้ส่งเข้าโรงงานแน่นอน แต่ไม่ได้เจตนาเผาเพราะ “ต้องยอมรับว่า ภัยแล้ง การกลั่นแกล้ง เหตุสุดวิสัย มันสามารถเกิดขึ้นได้และบางสาเหตุก็สามารถพิสูจน์ได้ เช่น 5,000 ไร่ ในขณะนี้พบว่า มีการเผาอ้อยแล้ว ทั้งที่จริงยังไม่ใช่ช่วงการเก็บเกี่ยวหรือหีบอ้อย มันก็สามารถตีความหรือพิสูจน์ได้ว่าอาจมีการกลั่นแกล้งหรือสุดวิสัยเพราะอากาศร้อนจัด การรุกลามมาจากพืชไร่อื่น เพราะหากเผาตอนนี้ชาวไร่มีแต่เสียหาย ดังนั้นเชื่อว่าไม่ใช่เจตนา” นายนราธิปกล่าว

ส่วนการที่รัฐบาลประกาศจะไม่ให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยไฟไหม้ 100% ทั้งหมดเลยนั้น “ผมว่าเรื่องค่อนข้างที่จะเป็นไปได้ยาก” เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่เพียงแต่ชาวไร่จะไม่สามารถส่งอ้อยได้ ซึ่งหมายถึงรายได้ของชาวไร่อ้อยจะลดลงแล้ว

ด้านโรงงานน้ำตาลเองก็จะไม่มีวัตถุดิบผลิตน้ำตาลออกสู่ตลาดได้น้อยลงด้วย สุดท้ายน้ำตาลก็จะไม่พอส่งผลทั้งต่อรายได้เกษตรกร โรงงาน และอาจทำให้ราคาน้ำตาลขายในประเทศพุ่งขึ้น ผู้บริโภคต้องกินน้ำตาลราคาแพง เพราะโรงงานผลิตน้ำตาลได้น้อยลง ดังนั้นกลไกที่ถูกต้องเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย “มันควรต้องคุยบนพื้นฐานความเป็นจริง” นายนราธิปกล่าว

ขายใบอ้อย ได้ไม่คุ้มเสีย

ทั้งนี้ทางกลุ่มชาวไร่อ้อยได้ประมาณการณ์ มาตรการเพิ่มรายได้จากการตัดใบอ้อยและยอดอ้อย ว่า 1) การขายใบอ้อยไร่ละประมาณ 100 บาทนั้น ขึ้นอยู่กับความหนาของใบและระยะทางใกล้ไกลกับโรงงานที่รับซื้อ
และโรงงานน้ำตาลเองก็ไม่ได้จะรับซื้อใบและยอดอ้อยทุกโรงงาน ในข้อเท็จจริงมีโรงงานที่รับซื้อ “น้อยมาก” ดังนั้นข้อเท็จจริงก็คือ อ้อยทุกไร่อ้อยทุก แปลง ไม่สามารถขายใบอ้อยได้ทั้งหมดและจะขายได้เพียงส่วนน้อยมากเท่านั้น

2) แปลงอ้อยที่ขายใบ จะขายแปลงที่จะรื้ออ้อยทิ้งเพื่อปลูกใหม่และต้องอยู่ไม่ห่างจากโรงงานที่รับซื้อใบอ้อยเพราะ ใบอ้อยมีน้ำหนักเบาไม่คุ้มค่ารถบรรทุกที่จะวิ่งไปขายในระยะทางที่ไกลและการจะขายใบอ้อยได้ต้องรอคิวพ่อค้าคนซื้อใบอ้อยกว่าจะมาเก็บม้วนใบอ้อยใช้เวลานาน เนื่องจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ม้วนเก็บใบอ้อยมี “จำนวนน้อยมาก” และไม่คุ้มที่จะลงทุน และถ้าฝนตกมาใบอ้อยชุดนั้นก็จะใช้ไม่ได้ เนื่องจากจะมี ดินโคน เปื้อนใบอ้อย

ดังนั้น ชาวไร่อ้อยส่วนใหญ่จึงเห็นว่า การตัดใบอ้อยยอดอ้อยสด กับอัตราเงินช่วยเหลือที่จะได้รับนั้น “เป็นการเสียเวลา” และจะไม่ทันต่อการที่ต้องรีบไถแปลพวนดินด้วยการฝังกลบฝังใบอ้อยไปเลยจะดีกว่า จึงเชื่อว่า ถ้ามาตรการนี้ถูกประกาศใช้จริงจะมีแปลงอ้อยที่ขายใบอ้อยได้เป็นจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนกับไร่อ้อยที่มีทั้งหมด หรือ ประมาณการณ์ไม่ถึง 10-15% ของไร่อ้อยทั้งประเทศ

3) ในส่วนของแปลงอ้อยใหม่ที่ตัดอ้อยแล้วต้องเก็บรักษาตออ้อยให้เกิดใหม่ก็จะไม่ขายใบ เพราะต้องการเก็บใบไว้คลุมดิน รักษาความชื้นในดินและย่อยสลายเป็นปุ๋ยโดยธรรมชาติ เพราะเมื่อตัดอ้อยแล้วประมาณสองอาทิตย์หน่ออ้อยก็จะแตกหน่อขึ้นมาใหม่ เมื่ออ้อยแตกหน่อขึ้นมาแล้วรถหรือเครื่องจักรก็ไม่สามารถเข้าไปเก็บใบอ้อยได้ เพราะจะเหยียบหน่ออ้อยจะเกิดความเสียหายขึ้นได้

4) แปลงอ้อย 1 ไร่ จะได้ใบประมาณ 1.5-2 ตัน แต่ถ้ากรณีใบอ้อยหนา ๆ ก็จะได้ 2 ตัน ดังนั้น 1 ไร่ก็จะได้ใบอ้อยประมาณ 1.5 ตัน ถ้ารัฐบาลช่วยเหลือตันละ 200 บาท รวมเป็นเงิน 300 บาทต่อตันใบอ้อย พ่อค้าคนกลางซื้อใบอ้อยจ่ายให้ชาวไร่ไร่ละ 100 บาท เท่ากับ 300+100 บาท ดังนั้น 1 ไร่ เฉลี่ยมีอ้อย 10 ตัน เท่ากับเฉพาะแปลงที่ขายใบอ้อยจะได้เงินเป็นค่าอ้อยตันละ 40 บาท

แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ชาวไร่อ้อยไม่สามารถขายใบอ้อยได้ทุกไร่ทุกแปลง ทุกตันอ้อย เฉลี่ยแล้วเชื่อว่า ชาวไร่อ้อยจะขายใบอ้อยได้ไม่ถึง 10% ถึง 15% ของปริมาณอ้อยทั้งหมด ประกอบกับผลผลิตอ้อยในประเทศมีประมาณ 100ล้านตัน นั้นหมายความว่า มาตรการนี้จะช่วยราคาอ้อยได้เพียง 10-15% ตันอ้อยเท่านั้นหรือคิดที่อ้อย 100 ล้านตันจะช่วยได้เพียงตันละ 4-6 บาทต่อตันอ้อยเท่านั้น

5) เมื่อโรงงานรับซื้อใบอ้อยเข้าไปแล้วจะต้องนำใบอ้อยเข้าเครื่องปั่น-เครื่องตี ให้ย่อยเล็กลง กระบวนการนี้จะเกิด “ฝุ่นฟุ้งกระจายมากมาย” นับเป็นการย้อนแยงกับมาตรการลดฝุ่น PM 2.5 ประกอบกับ ใบอ้อยที่โรงงานรับซื้อไปก็ต้องใช้ประสมกับ กากอ้อย ที่มีอยู่จึงจะใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ ไม่สามารถใช้ใบอ้อยอย่างเดียวเป็นเชื้อเพลิง จึงเป็นเหตุผลที่ว่าในทางปฏิบัติแล้วทำไมโรงงานส่วนใหญ่ จึงไม่อยากรับซื้อใบอ้อยตามมาตรการของรัฐที่จะออกมาช่วยเหลือชาวไร่อ้อย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตัดใบอ้อยสดลดฝุ่น PM 2.5 ได้ไม่คุ้มเสีย 3 ปีการผลิตสิ้นเงินหมื่นล้านไม่เคยทำได้จริง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...