ไม่รับประกันภัย “พื้นที่น้ำท่วม” ปรับเงื่อนไข-เพิ่มเบี้ย 54 จังหวัดเสี่ยง
เอฟเฟ็กต์ “น้ำท่วม-ดินถล่ม” เกิดขึ้นทั่วประเทศ พ่อค้า-ธุรกิจตั้งแต่เหนือจรดใต้ร้องระงมบริษัทประกันปฏิเสธรับประกันความเสี่ยง หลังกระอักมหาภัยพิบัติทั่วไทยรอบที่แล้วต้องจ่ายเคลมอ่วม ทั้งเชียงใหม่-เชียงราย-พัทลุง พ่อค้าข้าว-ปุ๋ยไม่กล้าตุนสต๊อกกลัวแบกรับความเสี่ยงไม่ไหว อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เผยบริษัทประกันเตรียมนำ “แผนที่เสี่ยงเกิดแผ่นดินถล่ม” ครอบคลุมพื้นที่ 54 จังหวัด ใช้พิจารณา “พื้นที่เสี่ยง” ไม่รับคุ้มครองความเสียหาย สมาคมประกันยอมรับธุรกิจผวา “ภัยน้ำท่วม” ปรับเงื่อนไข-เพิ่มเบี้ย-ลดวงเงินคุ้มครอง คปภ.หวั่นปัญหาบานปลายตั้งคณะทำงานหาทางออก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ภัยพิบัติมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ของประเทศไทยที่เกิดขึ้นในปี 2567 หลายพื้นที่ย่านเศรษฐกิจใจกลางเมืองของหลายจังหวัด ที่ไม่เคยเกิดเหตุอุทกภัยในรอบเป็น 100 ปี ก็เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา เช่น วันที่ 23 สิงหาคม 2567 ได้เกิดเหตุดินโคลนถล่มบริเวณเขานาคเกิด ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต มีผู้เสียชีวิต 13 ราย บาดเจ็บ 19 ราย มีครัวเรือนได้รับผลกระทบ 260 ครัวเรือน,
วันที่ 9-14 ก.ย. 2567 เหตุการณ์ดินถล่ม และน้ำท่วม อ.แม่สาย อ.เมืองเชียงราย รวมถึงเหตุการณ์น้ำท่วม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ครั้งใหญ่ ช่วงวันที่ 3-7 ตุลาคม 2567 และปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นธันวาคม 2567 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น
ปี’67 ธรณีพิบัติภัยนับพัน
ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า ในรอบปี 2567 ประเทศไทยเผชิญเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัย รวม 1,112 เหตุการณ์ แบ่งเป็น แผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก 160 เหตุการณ์ แผ่นดินไหว 947 เหตุการณ์ และหลุมยุบ 5 เหตุการณ์
และจากการสำรวจล่าสุดพบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินถล่มระดับสูงมากถึงปานกลาง ครอบคลุมพื้นที่ 54 จังหวัด 463 อำเภอ 1,984 ตำบล 15,559 หมู่บ้าน คิดเป็นพื้นที่เสี่ยงรวม 142,067 ตารางกิโลเมตร (84.8 ล้านไร่) หรือประมาณร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศไทย
โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำ “แผนที่พื้นที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มของประเทศไทย” ไปใช้ประกอบการเตรียมความพร้อม ป้องกันเฝ้าระวัง และเตือนภัยในพื้นที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว
ประกันใช้เกณฑ์เสี่ยงภัย 54 จังหวัด
นายพิชิต สมบัติมาก อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทราบข่าวว่าจากที่ผ่านมาเกิดเหตุภัยพิบัติขึ้นทำให้ในอนาคตบริษัทประกันจะนำ “แผนที่พื้นที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มประเทศไทย” ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัย 54 จังหวัด ไปใช้ประกอบการพิจารณาการรับประกัน
โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยสีแดง หากไปปลูกสร้างอาคาร บ้านเรือน อยู่ในพื้นที่เหล่านี้ บริษัทประกันภัยอาจไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะทราบอยู่แล้วว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งในต่างประเทศมีการเขียนระบุเงื่อนไขเหล่านี้ไว้ชัดเจน
เชียงใหม่เมินบ้าน-ร้านถูกน้ำท่วม
แหล่งข่าวธุรกิจประกันภัยในจังหวัดเชียงใหม่เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ได้ปรับเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การทำประกันภัยในส่วนสัญญาเพิ่มเติมภัยธรรมชาติเข้มข้นมากขึ้น
โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วม บริษัทอาจปฏิเสธการรับทำประกัน เช่น หลายพื้นที่ในเขต อ.เมือง โดยเฉพาะบริเวณหนองหอย และบางพื้นที่ของ อ.สารภี ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมากที่ถูกน้ำท่วมครั้งใหญ่ ช่วงวันที่ 6-7 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา
เนื่องจากมีปัจจัยความเสี่ยงด้านต้นทุนการจ่ายเงินชดเชยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ด้วยปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีแนวโน้มความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น
“น้ำท่วมใหญ่ของเชียงใหม่ครั้งใหญ่ที่ผ่านมา บริษัทประกันหลายแห่งต้องแบกรับการจ่ายเคลมความเสียหายเป็นระดับเป็นพันล้านบาทขึ้น” แหล่งข่าวกล่าว
ทั้งนี้ พบว่าบริษัทประกันภัยหลายแห่งมีการปรับอัตราเบี้ยประกันสูงขึ้น และพิจารณาโซนพื้นที่ความเสี่ยงน้ำท่วมว่าผู้ทำประกันภัยอยู่อาศัยในพื้นที่โซนความเสี่ยงน้ำท่วมหรือไม่ หากอยู่ในโซนความเสี่ยงก็จะพิจารณาอย่างเข้มงวด
เชียงรายประกันปฏิเสธยกอำเภอ
นางพร้อมพร จินดาวงศ์ เนตรหาญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เชียงรายพัฒนาเมือง จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ดินโคลนถล่ม ผู้ประกอบการในพื้นที่ อ.เมืองเชียงราย หลายรายเป็นกังวล จึงต้องการทำประกันภัยน้ำท่วมเพื่อลดความเสี่ยง โดยได้เชิญตัวแทนบริษัทประกันมาให้ข้อมูล
ปรากฏว่าตัวแทนบริษัทประกันได้ชี้แจงว่า ต้องรอให้พ้นช่วงภัยพิบัติน้ำท่วม หรือให้รอพ้นหน้าฝนก่อน โดยไม่รับทำประกันในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเคยถูกน้ำท่วมมาก่อน แต่พอช่วงต้นปี 2568 เริ่มมีการปลดล็อกรับทำประกันในบางอำเภอที่ไม่ถูกน้ำท่วม
“ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นอยากร้องเรียนไปยัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้มาช่วยเหลือประชาชนกรณีถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการรับทำประกันภัย จะมีหนทางช่วยเหลือดูแลได้อย่างไรบ้าง” นางพร้อมพรกล่าว
พ่อค้าข้าว-ปุ๋ยพัทลุงถูกปฏิเสธ
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการรายใหญ่เขตเทศบาลตำบลแม่ขรี อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมหนักที่เขตเทศบาลแม่ขรี ปรากฏว่าทางบริษัทประกันภัยบางบริษัทไม่รับทำประกันต่อ ส่งผลให้ผู้ประกอบการการค้าแทบทุกแขนงเกิดความกังวล ไม่กล้านำสินค้าปริมาณมากมาเก็บในสต๊อก เช่น กลุ่มค้าปลีกค้าส่ง กลุ่มค้าปลีกค้าส่งข้าวสาร กลุ่มค้าปลีกค้าส่งปุ๋ย กลุ่มเครื่องยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ
“บางรายได้ทำประกันภัยไปเมื่อปี 2566 แต่เมื่อถูกน้ำท่วมปี 2567 สัญญาครบกำหนดพอดี บริษัทประกันรายเดิมก็ปฏิเสธไม่ต่อสัญญา บางบริษัทประกันส่งตัวแทนไปสำรวจสถานที่ตั้งคลังสินค้าแล้ว ตัวแทนก็หายเงียบไปเลย” แหล่งข่าวกล่าว
ด้านนายสำราญ สุบรรณวงศ์ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแม่ขรี จ.พัทลุง กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เขตเทศบาลตำบลแม่ขรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจธุรกิจการค้า จ.พัทลุง ตอนล่าง มีผู้ประกอบการทำประกันภัยประมาณ 10% จากทั้งหมด
จากเหตุการณ์น้ำท่วมหนักจึงมีผู้สนใจทำประกันภัยเพิ่มขึ้น แต่บริษัทประกันภัยได้พิจารณาถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาแล้ว จึงยังไม่ตอบรับในการทำประกันภัยน้ำท่วม คาดว่าอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงเกิดความกังวลต่อผู้ประกอบการ
“เทศบาลตำบลแม่ขรีปกติน้ำไม่เคยท่วมมาร่วม 40-50 ปี แต่ปรากฏว่าได้เกิดน้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งทางเทศบาลได้วางแผนออกแบบเพื่อป้องกันน้ำท่วมให้เกิดประสิทธิภาพ
แต่ตอนนี้ไม่มีงบประมาณเพียงพอ จึงอยากขอสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล 40-50 ล้านบาท ในการขุดลอกแหล่งรับน้ำและระบาย หาไม่แล้วหากเกิดฝนตกหนักก็จะเกิดน้ำท่วมทันที และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจย่านการค้าอย่างใหญ่หลวง มูลค่านับร้อยล้านบาท”
ธุรกิจประกันระวัง “ภัยน้ำท่วม”
ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมหนักที่แทบจะเกิดในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น จากช่วงหลายปีก่อน เรื่องภัยน้ำท่วมส่วนใหญ่เป็นการแถมความคุ้มครองเข้าไปในกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย แต่ช่วงหลังมานี้ภัยน้ำท่วมกลายเป็นส่วนที่สร้างความเสียหาย หรือกดดันยอดจ่ายเคลมสินไหมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในช่วง 9 เดือน ปี 2567 กำไรจากการรับประกันของบริษัทประกันวินาศภัยทั้งอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลง 28.9% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) มาอยู่ที่ 9,448 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากมีอัตราความเสียหายจ่ายเคลมสินไหม (Loss Ratio) เพิ่มขึ้นของประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน โดยมีสถิติอัตราการเคลมปรับขึ้นเป็น 44% จากระดับ 28.5% และประกันอัคคีภัย ปรับขึ้นจาก 23.6% เป็น 23.7%
ปรับเงื่อนไขลดเงินคุ้มครอง
ดร.พงษ์ภาณุ ดำรงศิริ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทประกันมีการปรับเงื่อนไขการทำประกัน ส่วนกรณีที่จะไม่ต่อสัญญากรมธรรม์ประกันคงจะเกิดขึ้นน้อยรายมาก
ปัญหาที่เกิดขึ้นคือช่วงที่ผ่านมาการแข่งขันของธุรกิจประกันมีการไปปรับเพิ่มเงื่อนไขจำกัดความรับผิด (Sublimit) ในส่วนความคุ้มครองด้านภัยธรรมชาติสูงขึ้น โดยเสนอวงเงินความคุ้มครองให้ลูกค้าตั้งแต่หลักแสนบาทขึ้นไปจนถึงหลักล้านบาท
เช่น ลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี มีทุนประกันทรัพย์สิน 20 ล้านบาท บริษัทประกันอาจเพิ่มวงเงิน Sublimit ที่จะจ่ายเมื่อเกิดเหตุภัยธรรมชาติให้สูงสุดถึง 10% หรือกำหนดเป็นวงเงินก้อนสูงสุดที่ 1-2 ล้านบาท จากเดิมที่ให้วงเงินน้อยกว่านั้น
แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทประกันได้รับผลกระทบจ่ายเคลมสูงจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ-น้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ก็ทำให้บริษัทประกันต้องจ่ายเคลมความเสียหายที่สูง จึงส่งผลต่อการพิจารณาการต่ออายุสัญญากรมธรรม์ประกันอัคคีภัยได้
โดยบริษัทประกันอาจมีการปรับเงื่อนไขการต่อสัญญาในลักษณะ คือ 1.ไม่คุ้มครองภัยน้ำท่วม 2.ลดวงเงิน Sublimit เช่น เดิมให้สูงสุด 10% หรือไม่เกิน 2 ล้านบาท ก็ปรับลดลงเหลือแค่ 10% ไม่เกิน 5 แสนบาท เป็นต้น
“ประกันภัยต่อ” ปรับขึ้นเบี้ย
ดร.พงษ์ภาณุกล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาวะตลาดประกันภัยต่อ (Reinsurance) ในโลก เผชิญภาวะตลาดที่แข็งตัว (Hard Market) ค่อนข้างรุนแรง คือรีอินชัวเรอร์มีการปรับขึ้นเบี้ยประกันและเข้มงวดในมาตรฐานการรับประกัน เนื่องจากการเกิดมหันตภัยหรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายขนาดใหญ่ ทำให้มีต้นทุนค่าสินไหมที่เพิ่มขึ้น และเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง
สำหรับการต่ออายุสัญญาประกันภัยต่อในปี 2568 ก็ยังมีความเข้มงวด แต่ไม่มีการปรับเบี้ยที่รุนแรงเหมือนช่วงก่อนหน้า เป็นลักษณะยืนบนเงื่อนไขเดิม แต่ถ้าประวัติของพอร์ตโฟลิโอนั้นมีอัตราการเคลมที่สูงก็อาจถูกปรับเงื่อนไขได้
คปภ.ตั้งคณะทำงานหาทางออก
ด้านนายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการด้านกำกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากกระแสบริษัทประกันบางรายไม่ต่อสัญญากรมธรรม์กับลูกค้า จากเหตุภัยน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่เมื่อปีที่แล้วนั้น ขณะนี้ คปภ.ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่เป็นสิ่งที่ คปภ.ก็มีความกังวลใจว่าจะเกิดขึ้นได้
เพราะจากความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบมากขึ้น ทำให้บริษัทประกันจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมบ่อยและซ้ำซาก จะถูกจำกัดสิทธิหรือบริษัทไม่รับทำประกันได้ ซึ่งเป็นสิทธิที่บริษัทประกันดำเนินการได้ เพราะไม่ใช่ภาคบังคับ แต่เป็นภาคสมัครใจ เช่นเดียวกับพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มของประเทศไทยใน 54 จังหวัด ตามที่ ครม.เห็นชอบไปแล้วด้วย
“ในแง่มุมการรับประกันของบริษัทประกันคือ เขารู้เท่าทันความเสี่ยง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่อีกแง่มุมหนึ่งคือ ประชาชนบริหารความเสี่ยงไม่ได้ เมื่อบริษัทประกันไม่รับทำประกัน ทำให้ คปภ.ค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องนี้ ทำให้ คปภ.ได้มีการตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องประกัน ซึ่งแนวทางที่เกิดขึ้นยังค่อนข้างตอบยาก เพราะเป็นเรื่องของภาคธุรกิจ แต่โดยภาพรวมอาจจัดให้มีการประกันภัยแบบเหมาทั้งประเทศสำหรับพื้นที่เสี่ยงภัย”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไม่รับประกันภัย “พื้นที่น้ำท่วม” ปรับเงื่อนไข-เพิ่มเบี้ย 54 จังหวัดเสี่ยง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net