ตลาดรถยนต์ในไทยปี 2568 ฟื้นช้า ปัจจัยลบยังเพียบ สมรภูมิ ‘อีวี-ไฮบริด’ เดือดแน่
The Bangkok Insight
อัพเดต 31 ธ.ค. 2567 เวลา 19.09 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. 2568 เวลา 01.30 น. • The Bangkok Insightพิษกำลังซื้อ หนี้ครัวเรือนสูง ไฟแนนซ์เข้มงวด ส่งผลตลาดรถยนต์ในไทย ยังไร้สัญญาณฟื้นตัว หลังปี 2567 ภาพรวมไต่ไม่ถึง 6 แสนคัน ประเมินปี 2568 ยังทรงตัว หวังทะยอยฟื้นปี 2569
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ยังคงเผชิญปัจจัยลบต่อเนื่อง ทั้งจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้น ภาพรวมเศรษฐกิจซบเซา ตลอดจนความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ในปี 2567 ที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์ในประเทศไปไม่ถึง 6 แสนคัน และประเมินว่าในปี 2568 นี้ยังอยู่ในระดับเดียวกัน เนื่องจากยังไม่เห็นสัญญาณบวกที่จะเข้ามากระตุ้นตลาด
ทั้งนี้เห็นได้จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ที่มองว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเผชิญความท้าทายจากอุปสงค์ในประเทศที่เปราะบาง ส่งผลให้ตลาดรถยนต์และจักรยานยนต์มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า
ทั้งนี้ คาดว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2568 จะทรงตัวในระดับต่ำที่ 5.5 แสนคัน ขณะที่ในระยะปานกลาง มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า และยังไม่สามารถกลับสู่ช่วง Pre-Covid ได้ในภายในปี 2571 เนื่องจากเผชิญกับผลพวงต่อเนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มยานยนต์เชิงพาณิชย์คาดว่าจะทยอยกลับมาคึกคัก โดยได้รับอานิสงส์จากการค้าชายแดนและผ่านแดน รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง
ส่องปัจจัยลบกระทบตลาดรถยนต์
- สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ
- กำลังซื้อในภาพรวมค่อนข้างเปราะบาง
- พฤติกรรมการใช้รถของคนไทยยาวนานขึ้น
- การแข่งขันด้านราคาที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อรถออกไป
นอกจากนี้ ยังคงต้องติดตาม Vicious cycle ในตลาดยานยนต์ไทย อันเกิดจากการที่สถาบันการเงินมีแนวโน้มตรึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ เนื่องจากมีความกังวลต่อทิศทางราคารถยนต์มือ 2 ที่คาดว่าจะปรับลดลงอีก เพราะปัญหาอุปทานส่วนเกินจากกลุ่มรถยึด
ปัญหาดังกล่าวจะกดดันยอดขายรถยนต์ใหม่ให้ซบเซาต่อเนื่อง และทำให้เหล่าตัวแทนจำหน่ายต้องหันมาเน้นแข่งขันกันด้วยราคา ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมมูลค่าของหลักประกันหมวดยานยนต์ให้เสื่อมค่าลงอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ ในระยะปานกลาง ต้องจับตาทิศทางการนำเข้ายานยนต์เชิงพาณิชย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะจากกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ซึ่งแม้จะตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงต่อผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในประเทศให้สูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน
อีวี-ไฮบริด เติบโตต่อเนื่อง
สำหรับตลาดรถยนต์นั่งไฟฟ้า (Hybrid และ BEV) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2568 ยอดขายรถกลุ่มนี้จะอยู่ที่ราว 2.1 แสนคัน หรือคิดเป็น 30% ของยอดขายรถยนต์ในประเทศทั้งหมด
โดยเฉพาะตลาดรถไฮบริดนับเป็นแรงส่งสำคัญเพราะผู้บริโภคมีการเปิดรับรถกลุ่มนี้มากขึ้น ทั้งในรถระดับกลาง (ราคา 5 แสน-1 ล้านบาท) รวมถึงตลาดรถหรู ขณะที่ยอดขายรถ BEV มีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และคาดว่าส่วนแบ่งตลาดในระยะปานกลางจะทรงตัวอยู่ที่ 10% ของยอดขายรถยนต์ในประเทศ
หากพิจารณาพัฒนาการห่วงโซ่อุปทาน EV ในประเทศไทยจะพบว่า กำลังการผลิตรถยนต์ BEV ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยภายในปี 2568-2571 จะขยายตัวสู่ระดับ 6 แสนคัน/ปี
นอกจากนี้ การลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องอื่น ๆ ก็เติบโตสอดรับกับการผลิตรถยนต์เช่นกัน โดยเฉพาะการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สถานีอัดประจุ/สลับแบตเตอรี่ และธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ EV ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการชาวไทย
วิจัยกรุงศรีมองบวกปี 2568-3569 ตลาดรถยนต์เริ่มฟื้น
ด้านวิจัยกรุงศรี โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2567 ถือว่าหนักหน่วง ทั้งการขายในประเทศ และตลาดส่งออกที่มีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า โดยข้อมูลล่าสุดจากทางกลุ่มยานยนต์ ส.อ.ท.ได้ปรับเป้าหมายการผลิตรถยนต์ในปี 2567 ลดลง จากเดิมที่ตั้งไว้ 1.9 ล้านคัน ได้ปรับลดมาเป็น 1.7 ล้านคัน
ทั้งนี้ เป็นการปรับลดในส่วนของตลาดรถยนต์ในไทยที่ได้รับผลกระทบจากความเข้มงวดของไฟแนนซ์ และสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัว หนี้ครัวเรือนสูง ขณะที่การผลิตเพื่อส่งออกต่างประเทศยังคงยึดเป้าหมายเดิม
วิจัยกรุงศรี ยังระบุว่า การผลิตรถยนต์ช่วงปี 2567-2569 มีแนวโน้มหดตัว 3.5-2.5% ต่อปี อันเป็นผลจากการหดตัวของตลาดในประเทศปี 2567 และการแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศ อย่างไรก็ตาม มองว่า ปริมาณการผลิตจะเริ่มกระเตื้องขึ้นในช่วงปี 2568-2569 ขณะที่ยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ จะเริ่มฟื้นตัวในปี 2568-2569 จากปัจจัยหนุน ดังนี้
- กิจกรรมในภาคธุรกิจและการลงทุนที่จะกระเตื้องขึ้น และภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่อง
- การเข้าสู่ ลานีญา ที่เอื้อต่อผลผลิตภาคเกษตร
- กลยุทธ์ส่งเสริมการขายและสงครามราคาที่รุนแรงขึ้นทั้งในกลุ่มรถ BEV ด้วยกันและการพัฒนาโมเดลใหม่ของรถยนต์นั่ง ICE เพื่อแข่งกับรถยนต์ไฟฟ้า
- แนวโน้มการขยายตัวต่อเนื่องของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจากมาตรการ EV 3.5 รวมทั้งการพัฒนาโมเดลและประสิทธิภาพรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะระยะทางวิ่งต่อชาร์จ
- การขยายตัวต่อเนื่องของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ
จากแนวโน้มที่เกิดขึ้น เชื่อว่าในปี 2568 แนวรบตลาดรถยนต์ในไทย จะไปอยู่ที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะค่ายรถยนต์จีน ที่แห่เข้ามาตั้งโรงงานผลิต และทำตลาดในเมืองไทยนับสิบราย ซึ่งจะมีผลให้ค่ายรถฝั่งญี่ปุ่น ยุโรป ต้องปรับตัวรับมือขนานใหญ่ ย่อมส่งผลให้ตลาดรถยนต์ปี 2568 จะเป็นปีที่การแข่งขันดุเดือดเพิ่มขึ้นแน่นอน
ทั้งนี้ เห็นได้จากข่าวใหญ่ส่งท้ายปี เมื่อ ฮอนด้า มอเตอร์ และนิสสัน มอเตอร์ ค่ายรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 และ 3 ของญี่ปุ่น และมิตซูบิชิ ได้เจรจาควบรวมกิจการกัน เพื่อจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งแห่งใหม่ ทำให้ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่า สมรภูมิตลาดปี 2568 ร้อนแรงแน่นอน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'ฮอนด้า-นิสสัน' ผนึกกำลังตั้ง 'บริษัทโฮลดิ้ง' ปี 69 สู้ศึก 'รถยนต์ไฟฟ้า' แข่งรุนแรง
- 'ฮอนด้า-นิสสัน' ยืนยัน 'เจรจาควบกิจการ' ผงาด ค่ายรถยนต์เบอร์ 3 โลก
- บิ๊กโตโยต้า ญี่ปุ่น พบนายกฯ ย้ำคุณภาพรถยนต์ผลิตในไทย มาตรฐานเดียวกับญี่ปุ่น
ติดตามเราได้ที่