โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คนรุ่นใหม่ บ้านไม่รวย สร้างตัวยาก เปิด 3 ทางรอด จาก World Bank แค่ขยันไม่พอ ต้องเก่งรอบด้าน

Thairath Money

อัพเดต 02 ม.ค. 2568 เวลา 10.11 น. • เผยแพร่ 02 ม.ค. 2568 เวลา 08.39 น.
ภาพไฮไลต์

เป็นความจริงที่ว่าเกิดเป็นคนยุคไหนก็ต้อง “ลำบาก” ก่อนที่จะ “สบาย” ด้วยกันทั้งนั้น แต่ในยุคเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนรุ่นใหม่จะต้องเหนื่อยกับการสร้างตัวมากขึ้น หลังวิกฤตการณ์โควิด เราจะเห็นคนรุ่นใหม่แสดงความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า “สร้างตัวยาก” หลายคนหมดความหวังที่จะมีบ้านหรือรถยนต์เป็นของตัวเอง บางคนถึงกับถอดใจที่จะใช้ชีวิตเกษียณ เตรียมใจทำงานตลอดชีวิต เพราะมองว่ารายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ความเหลื่อมล้ำในไทยลดลงอย่างก้าวกระโดด แต่ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงยังรู้สึกว่าสร้างตัวยาก Thairath Money ชวนร่วมหาคำตอบและทางรอดไปกับ ฐานิดา อารยเวชกิจ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (World Bank) ประจำประเทศไทย

ไทยเหลื่อมล้ำด้านโอกาส คนจนเลื่อนสถานะยาก

ก่อนที่จะไปสืบหาต้นตอสิ่งที่เป็นอุปสรรคในการสร้างตัวสำหรับคนรุ่นใหม่ ฐานิดากล่าวว่าเราต้องเห็นภาพใหญ่ให้ตรงกันก่อนว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในไทยส่งผลต่อการเลื่อนสถานะทางสังคมของคนอย่างไร

ในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความคืบหน้าในการลดระดับความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านรายได้ แต่ก็ยังคงมีความเหลื่อมล้ำอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก สะท้อนจากกลุ่มคนที่รวยที่สุด 10% ถือครองความมั่งคั่ง 75% ของความมั่งคั่งทั้งประเทศ และถือครองรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศ

สาเหตุที่คนไทยสร้างตัวยากขึ้นเกิดจากความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส เริ่มตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงระบบสาธารณสุข การเข้าถึงการศึกษา คุณภาพโรงเรียนที่แตกต่างกัน ทำให้ค่าตอบแทนของคนยุคใหม่เมื่อจบการศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ค่าตอบแทนที่แตกต่างกันไปด้วย ผลการศึกษาของ World Bank พบว่า คนที่จบปริญญาตรีที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดีจะมีรายได้จากการทำงานสูงกว่าคนที่จบปริญญาตรีที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะด้อยกว่า

สอดคล้องผลสำรวจในปี 2562 ที่พบว่า คนส่วนใหญ่เชื่อว่าสถานะทางสังคมขึ้นอยู่กับสถานะครอบครัว ถ้าครอบครัวมีฐานะดีก็จะส่งเสริมให้สถานะทางสังคมของตัวเองดีไปด้วย ในทางตรงกันข้ามคนที่เกิดมาในครอบครัวที่ฐานะไม่ดีก็จะยังคงอยู่ในสถานะเดิม ไม่สามารถเลื่อนชั้นได้ ในอีก 10 ปีข้างหน้า ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่าความเหลื่อมล้ำในไทยนั้นคงอยู่ตลอดวงจรชีวิตและสามารถสืบทอดไปยังคนรุ่นต่อไป

เมื่อความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ แต่ศักยภาพเศรษฐกิจเติบโตได้น้อยลง นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคนรุ่นใหม่แม้จะพยายามทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่เห็นหนทางที่จะยกระดับสถานะทางสังคมของตัวเอง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างไม่เท่าเทียมมาตลอด สมัยก่อนย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยปีละ 6-7% ซึ่งสูงมาก เมื่อเค้กมันใหญ่ แต่การแบ่งเค้กมีความเหลื่อมล้ำ คนที่ได้ส่วนแบ่งน้อยก็ยังรู้สึกว่าสร้างตัวได้ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยโตไม่ถึง 3% เค้กที่แบ่งได้ก็เล็กลง แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำ คนที่แทบไม่มีส่วนแบ่งในเค้กก้อนนี้เลยก็จะรู้สึกว่าสร้างตัวยาก” ฐานิดากล่าว

การสร้างตัวสมัยนี้กับสมัยก่อนเปลี่ยนไปอย่างไร

รูปแบบการสร้างตัวเปลี่ยนไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจ การเกิดขึ้นของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เป็นทั้งโอกาสและอุปสรรค ขึ้นอยู่กับทักษะการปรับตัวของคนแต่ละกลุ่ม สำหรับแรงงานนอกระบบ การเข้ามาของเทคโนโลยี ช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ลดข้อจำกัดการเข้าถึงข้อมูล ทำให้สามารถเข้าถึงตลาดแรงงานได้มากขึ้น

เช่น การเกิดขึ้นของอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ทำให้ลักษณะงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น คนกลุ่มนี้จึงมีช่องทางสร้างรายได้เพิ่มเติมและรู้สึกสร้างตัวง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต

เช่นเดียวกับกลุ่มคนที่เข้าถึงระบบการศึกษาใหม่ จึงสามารถปรับตัวได้ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการตลาดแรงงานปัจจุบัน

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มคนที่ติดกับดักระบบการศึกษาเก่า ได้รับการพัฒนาทักษะ เพื่อทำงานในระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาอุตสาหกรรม และภาคบริการก็จะรู้สึกสร้างตัวยาก เพราะปรับตัวไม่ได้

จะรวยได้ในยุคนี้ แค่ขยันไม่พอต้องเก่งรอบด้าน

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงจะเกิดคำถามในใจว่า ในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ เหลื่อมล้ำสูงแบบนี้ มายาคติขยันทำงานหนัก ยังทำให้เรารวยขึ้นได้อยู่ไหม

“มายาคติขยันทำงานแล้วจะรวย เป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง 100% ไม่ว่าจะสภาพเศรษฐกิจแบบไหน การขยันทำงานหนัก เป็นคุณลักษณะสำคัญ ที่ทำให้คนเรามีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น แต่ปัจจุบันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล การทำงานหนักไม่เพียงพอแล้ว ต้องมีทักษะอื่นด้วย” ฐานิดากล่าว

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ชี้ว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน ระบบเศรษฐกิจของไทย มีความต้องการแรงงาน ที่มีทักษะการทำงานแบบใช้แรงซ้ำ ๆ (Manual Routine Work) โดยยิ่งทำมาก ยิ่งมีโอกาสได้เงินมาก จึงเป็นที่ของมายาคติทำงานหนักแล้วรวย แต่ปัจจุบันความต้องการทักษะแรงงานเปลี่ยนไป ในการทำงาน ๆ หนึ่ง ต้องการทักษะทั้ง Hard skills และ Soft skills โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) และความคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking) และทักษะการสื่อสาร ดังนั้นการพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญ

นอกจากมีทักษะที่เป็นที่ต้องการแล้ว อีกทักษะที่ขาดไม่ได้คือ ทักษะการวางแผนการเงิน ถ้าทำงานหนัก เก็บเงินเยอะ ๆ แต่ไม่มีการวางแผนทางการเงิน ก็ไม่สามารถสร้างตัวหรือมั่งคั่งขึ้นมาได้ สะท้อนจากตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยที่สูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก

3 ทางรอด เปิดทางคนรุ่นใหม่สร้างตัว

ฐานิดา ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเราเห็นภาพรวมของสถานการณ์ ปัญหาความเหลื่อมล้ำและเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งทำให้การขยันทำงานอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอที่จะยกระดับสถานะทางสังคมได้ คนรุ่นใหม่จึงต้องหมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แต่ทุกปัญหาไม่สามารถแก้ได้ที่ตัวเรา เมื่อถามถึงทางรอดที่จะช่วยปลดล็อกคนรุ่นใหม่ให้มีโอกาสในการสร้างตัวมากขึ้น คุณฐานิดา มองว่ามี 3 แนวทางที่ทำได้

3 สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งสร้าง

1. พัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ รัฐบาลต้องช่วยส่งเสริม คนรุ่นใหม่ต้องพยายามเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ จากการศึกษาพบว่า ตำแหน่งงานเดิม ความต้องการทักษะในงานนั้น ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปี หมายความว่า ต่อให้เราทำงานในตำแหน่งเดิม แต่ทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาดจะเปลี่ยนไป เราจึงต้องปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อความอยู่รอด การมีทักษะเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) จึงสำคัญมาก

2. ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ สิ่งสำคัญอย่างแรกที่รัฐบาลต้องทำคือ การปลดล็อกการเข้าถึงการศึกษา และระบบพัฒนาทักษะแรงงานอย่างเท่าเทียม ทำให้คนทุกกลุ่มไม่ว่าจะมาสถานะไหน บ้านรวย หรือจนก็สามารถเข้าถึงการพัฒนาทักษะแรงงานที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจยุคใหม่

3. ลดการผูกขาดธุรกิจ เมื่อย้อนดูธุรกิจในภาคเอกชนของไทยจะพบว่า ตลาดถูกครองด้วยผู้เล่นไม่กี่ราย สภาพแวดล้อมที่ขาดการแข่งขันอย่างเท่าเทียม ทำให้มีพื้นที่พัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ น้อยลง จำกัดโอกาสของคนรุ่นใหม่

จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ในการปฏิรูปนโยบายการแข่งขันทางการค้า ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เข้ามาแข่งขันในตลาดมีพื้นที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้หากรัฐบาลสามารถส่งเสริม 3 แนวทางดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงได้ ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สร้างตัวได้ แต่ยังช่วยปลดล็อกประเทศจากกับดักรายได้ปานกลาง ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม ทำให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

ติดตามข่าวสารด้านการตลาดและธุรกิจ กับ Thairath Money ที่จะทำให้ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...