โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ค่าธรรมเนียมรถติดในกรุงเทพฯ : ทางออกหรือเกาไม่ถูกที่คัน?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 พ.ย. 2567 เวลา 12.06 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2567 เวลา 03.56 น.

จากข่าวที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เสนอแนวคิดการเก็บ “ค่าธรรมเนียมรถติด” (Congestion Charge/Congestion Fee) เพื่อนำไปสมทบทุนการเวนคืน/ซื้อคืนสัมปทานกิจการรถไฟฟ้านั้น

ทำให้สังคมต่างพากันแสดงความคิดเห็นออกมาทั้งในลักษณะที่เห็นด้วย และในลักษณะเชิงคัดค้าน

โดยฝ่ายที่เห็นด้วยเสนอว่ามหานครหลายๆ แห่งทั่วโลกต่างก็เก็บค่าธรรมเนียมรถติดเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

ขณะที่ฝ่ายที่คัดค้านเห็นว่า ปัญหารถติดของบ้านเราในกรุงเทพฯ นั้นการเก็บค่าธรรมเนียมรถติดอาจมีความท้าทายอื่นๆ ในการบังคับใช้ และอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้มากนัก

บทความนี้จึงต้องการจะสำรวจประเด็นและข้อถกเถียงที่เกี่ยวข้องเพื่อชวนให้ทุกคนได้กลับมาขบคิดและทบทวนถึงปัญหาการจราจรติดขัดและแนวทางการแก้ปัญหาที่อาจจะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

อะไรคือปัญหาการจราจรติดขัด?

ปัญหาการจราจรติดขัด (Traffic Congestion) คือ สภาวะที่การเดินทางในเมืองนั้นใช้เวลายาวนานเนื่องจากปริมาณสะสมของยานพาหนะบนท้องถนน

ซึ่งส่งผลให้ผู้คนต้องเสียเวลาสำหรับใช้ในการเดินทางสัญจรไปมาระหว่างสถานที่ต่างๆ ในเมือง โดยมากแล้วมักจะมุ่งเน้นไปที่ปัญหาการจราจรบนท้องถนนของยานพาหนะประเภทรถจักรยานยนต์และรถยนต์ประเภทต่างๆ

เมื่อมีปริมาณสะสมของยานพาหนะบนท้องถนนเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ส่งผลเสียอื่นๆ ต่อสังคมโดยรวมตามมา

เช่น ต้นทุนเวลาที่เสียไปบนถนนที่ควรเอาไปใช้กับการทำงาน เวลาสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ การพัฒนาสุขภาพและทักษะความรู้ เวลาคุณภาพของสมาชิกในครอบครัว ไปจนถึงการใช้พลังงานน้ำมันโดยไม่จำเป็น ปัญหามลภาวะ ปัญหาสุขภาพจากมลภาวะ เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างอีกด้วย

นอกจากนี้ ปริมาณสะสมของยานพาหนะบนท้องถนนยังส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนน ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะของการจราจรบนท้องถนนของประเทศไทยอีกประการ คือ การขาดวินัยการจราจร ทั้งการขับรถแบบเบียดและปาดโดยไม่ต่อคิวบนนท้องถนนของผู้ใช้รถประเภทต่างๆ

การที่รถจักรยานยนต์ไม่ได้ถูกทำให้มีสิทธิ์ในเลนถนนเทียบเท่ารถยนต์จนต้องขับซ้ายป่ายขวาเพื่อการสัญจร การใช้ช่องทางสำหรับจอดรถฉุกเฉินบนทางด่วนเพื่อ “แซงคิว”

การขับจอดแช่ของรถสามล้อและรถแท็กซี่ตามห้างสรรพสินค้าและสถานที่ต่างๆ เพื่อรอรับผู้โดยสาร

การอยู่นอกเลนซ้ายเพื่อรับผู้โดยสารของรถเมล์เพื่อแข่งกันทำรอบรับผู้โดยสารให้มากที่สุด ฯลฯ

เหล่านี้ล้วนซ้ำเติมปัญหาการจราจรบนท้องถนนให้แย่ลงเพิ่มเติมจากปริมาณการใช้รถใช้ถนนในกรุงเทพฯ ที่มีมากอยู่แล้ว

มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมรถติด

ประสิทธิผล

มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมรถติดเป็นความพยายามในการ “จูงใจ” พฤติกรรมของมนุษย์เพื่อควบคุม “ความต้องการ” (Demand) ในการใช้รถใช้ถนนแทนการเพิ่ม “อุปทาน” (Supply) หรือปริมาณของถนน ด้วยการกำหนด “ราคา” การใช้รถใช้ถนน (รวมถึงระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือวุ่นวาย เช่น เวลาเข้าเรียน/เข้างาน เวลากลับบ้าน เป็นต้น)

และได้มีการใช้มาตรการดังกล่าวในเมืองใหญ่ๆ เช่น ลอนดอน สตอกโฮล์ม ซานฟรานซิสโก สิงคโปร์ มิลาน รวมถึงนิวยอร์กที่กำลังเริ่มดำเนินการในปีนี้ เป็นต้น

ซึ่งจะเป็นการกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ขับรถเข้าเขตพื้นที่ที่กำหนดในระยะเวลาที่กำหนด เช่น ในชั่วโมงเร่งด่วนของลอนดอน (07.00-18.00 น. ในวันธรรมดา และ 12.00-18.00 น. ในวันหยุด) ด้วยสนนราคาราวๆ 15 ปอนด์ต่อวัน

หรือของเมืองนิวยอร์กที่มีการแบ่งราคาค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันระหว่างช่วงเวลาเร่งด่วนกับช่วงเวลาไม่เร่งด่วน ซึ่งประเภทรถที่ต่างกันก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในราคาที่ต่างกัน

โดยทั่วไปแล้วพบว่ามาตรการดังกล่าวช่วยลดความแออัดในการใช้รถใช้ถนนในช่วงเวลาเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทาง

อย่างไรก็ดี งานวิจัยเรื่อง “Case Studies on Transport Policy” ของ David Metz (2018) กลับพบว่าในกรณีของลอนดอนกับสตอกโฮล์มนั้นปัญหารถติดในเขตเมืองนั้นกลับมาอีกครั้งเมื่อระยะเวลาผ่านไปโดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่มีความหนาแน่นต่อประชากรสูงและมีผู้ถือครองยานพาหนะจำนวนมาก

ขณะที่สิงคโปร์สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้เนื่องจากมีการใช้มาตรการควบคุมจำนวนรถยนต์ เช่น ค่าธรรมเนียมในการซื้อรถที่แพง เป็นต้น

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการแก้ปัญหาด้วยมาตรการค่าธรรมเนียมรถติด

นอกจากนี้ การใช้มาตรการดังกล่าวอาจเป็นการลิดรอนสิทธิในการเข้าถึงการสัญจรบนถนนของผู้คน (โดยเฉพาะคนจน หรือผู้ใช้ยานพาหนะที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ) ซึ่งทำให้การกำหนดราคาของค่าธรรมเนียม ขอบเขตพื้นที่ในการเก็บ รวมถึงแนวทางในการ “เยียวยา” (เช่น เครดิตเงินคืนภาษีผู้มีรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น) หรือเพิ่มช่องทางในการเดินทางแบบอื่นให้กับผู้ได้รับผลกระทบเชิงลบดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นท้าทายเบื้องต้นในการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว

ประเด็นท้าทาย

นอกเหนือจาก “ความท้าทายเชิงเทคนิค” ของการเก็บค่าธรรมเนียมรถติด ปัญหาการจราจรในเมืองยังคงมีความท้าทายอื่นๆ เพิ่มเติมที่อาจทำให้การบังคับใช้มาตรการดังกล่าวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาในภาพรวม

ประการแรก เมืองที่สามารถใช้มาตรการดังกล่าวนั้นล้วนมีทางเลือกในการเดินทาง เช่น ขนส่งมวลชนสาธารณะด้วยรถเมล์ รถไฟใต้ดิน รถราง ฯลฯ ที่มีลักษณะเป็นโครงข่ายครอบคุมพื้นที่ต่างๆ และมีความเชื่อมโยงของผู้ใช้บริการประเภทต่างๆ

ซึ่งแตกต่างจากกรณีของกรุงเทพฯ ที่บริการขนส่งมวลชนนั้นยังไม่ความครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมือง

ทำให้การใช้มาตรการดังกล่าวโดยไม่ได้มีการพิจารณาเพิ่มทางเลือกการสัญจรสาธารณะนั้นอาจซ้ำเติมปัญหาการจราจรมากกว่าเดิม

ประการที่สอง ผังเมืองกรุงเทพฯ เองก็ยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องขบคิด โดยการมีตรอกซอกซอยนั้นทำให้โครงข่ายขนส่งมวลชนนั้นไม่ครอบคลุม ผู้เดินทางอาจต้องใช้บริการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถสองแถวของแต่ละซอย ฯลฯ

ซึ่งการที่บริการบางประเภทอาจไม่ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ (เช่น รถไฟฟ้าต่างๆ) เส้นทางการเดินทางที่ “ข้ามฟากฝั่งเมือง” (ของรถเมล์) ราคาบริการที่สูง (เช่น รถไฟฟ้าต่างๆ) เหล่านี้ล้วนอาจไม่ได้ช่วยจูงใจให้คนใช้บริการสาธารณะเท่าที่ควร

อีกทั้งแหล่งงาน สถานที่ราชการ และทรัพยากรต่างๆ อาจกระจุกอยู่ในเขตศูนย์กลางของเมืองมากเกินไป

ขณะที่การพัฒนาแหล่งที่อยู่อาศัยในปัจจุบันล้วนเป็นการขยายพื้นที่ในเขตชานเมืองรอบนอก ทำให้แรงจูงใจในการใช้ยานพาหนะส่วนตัวมีมากกว่าการใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะได้เช่นกัน (หากมีกำลังซื้อเพียงพอ)

ไปจนถึงลักษณะการสร้าง/ออกแบบถนนหนทางที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและ “คอขวด” ของการขับขี่ (เช่น ขับๆ ไปสักพักเลนที่ขับอยู่จู่ๆ ก็หายไปรวมกับเลนข้างๆ ฯลฯ)

ประการที่สาม หากใช้การเก็บค่าธรรมเนียมรถติด จะต้องกำหนดพื้นที่โดยอ้างอิงจากปัจจัยต่างๆ เช่น การมีอยู่ของทางเลือกการเดินทางอื่นๆ ช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งแนวทางเบื้องต้นของรัฐบาลนั้นเน้นไปในพื้นที่รัชดาภิเษก-สุขุมวิท-สยามพารากอน-สีลม

จึงต้องกลับมาตั้งคำถามว่า แล้วบริเวณถนนพระราม 4 ถนนสาทร ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ฯลฯ ที่เป็นถนนรอบนอกที่มีปัญหาการจราจรเช่นกันนั้นจะถูกนับรวมหรือไม่

หากไม่ถูกนับรวมไปด้วย อาจยิ่งทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณรถติดที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมหรือไม่?

และหากนับรวม จะมีการดำเนินการเส้นทางและโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่ดังกล่าว (ที่เชื่อมไปกับพื้นที่อื่นๆ ของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเขตรอบนอก/ชานเมือง) อย่างไร?

รวมถึงบางพื้นที่เราอาจกำหนดการเดินรถแบบ “เส้นทางเดียว” (One-way) และเลนสำหรับรถเมล์อย่างเดียวได้หรือไม่?

ประการที่สี่ ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายจราจรเพื่อเพิ่มวินัยจราจรนั้นยังไม่ถูกหยิบยกมาพิจารณาร่วมกันเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาพื้นฐานที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน

เราจะจัดการปัญหาจอดแช่รอรับผู้โดยสารของรถรับจ้างประเภทต่างๆ อย่างไร?

จะมีระบบอะไรในการจัดการการแข่งทำรอบของรถเมล์?

มีระบบกล้องวงจรปิดที่บันทึกและสั่งปรับผู้กระทำผิดกฎจราจรประเภทต่างๆ อย่างครอบคลุมในแต่ละพื้นที่อย่างไร?

รวมถึงหากเราเพิ่มสิทธิ์ของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ให้เท่าเทียมกับผู้ใช้รถยนต์ประเภทอื่นๆ (เช่น 1 คัน 1 ช่องจราจร) นั้นอาจช่วยให้เรามีข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับการวางแผนการเดินรถและควบคุมปริมาณรถบนถนนหรือไม่?

(อุปมาเหมือนก้อนหินและเม็ดทรายที่เรียงต่อๆ กันในเลน อาจฉายภาพและความเข้าใจคนละแบบกับการที่ทั้งก้อนหินและเม็ดทรายถูกผสมปนเปกันทั้งหมดในเลน?)

ประการที่ห้า รัฐบาลอาจต้องพิจารณาถึงแนวทางในการ “คุมกำเนิด” ยานพาหนะในพื้นที่เขตเมือง (ชั้นใน?) เช่น การกำหนดเงื่อนไขของผู้ซื้อรถว่าจะต้องมีสถานที่จอดรถ (ของตนเองหรือเช่า) รวมถึงค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับเจ้าของรถปัจจุบันที่ไม่มีที่จอดของตนเอง (ซึ่งก็จะต้องมีการสร้างพื้นที่จอดรถสาธารณะเพิ่มเติมในแต่ละเขต) การกำหนดปริมาณรถรับจ้าง/ขนส่งมวลชนสาธารณะต่างๆ ฯลฯ

ซึ่งจะไม่สามารถดำเนินการแนวทางดังกล่าวหากโครงข่ายขนส่งมวลชนยังไม่ครอบคลุมแต่ละพื้นที่ในกรุงเทพฯ อีกด้วย

บทส่งท้าย

แม้ว่าแนวทางการเก็บค่าธรรมเนียมรถติดนั้นจะเป็นมาตรการที่น่าสนใจและควรนำมาใช้แก้ปัญหาในพื้นที่เขตเมืองชั้นใน

แต่รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายอาจจำเป็นจะต้องกลับมา “นิยาม” ปัญหาจราจรของกรุงเทพฯ ใหม่บนประเด็นความท้าทายทั้งห้าประการ

เพราะเป้าหมายหนึ่งของแนวนโยบายปัจจุบันมีลักษณะของการหาแหล่งเงินทุนมาใช้เวนคืน/ซื้อสัมปทานรถไฟฟ้าคืน เพื่อนำมากำหนดราคาเดินรถ 20 บาทตลอดสาย

ซึ่งแม้จะเป็นแนวทางที่น่าสนใจ แต่ปัญหาและความท้าทายอื่นๆ ของปัญหาจราจรก็ยังมิได้ถูกแก้ไขไปพร้อมๆ กันในลักษณะ “เกาไม่ถูกที่คัน”

และอาจทำให้บริเวณที่กำหนดมีรถติดน้อยลง แต่อาจจะไปโผล่เพิ่มเติมในพื้นที่อื่นๆ แทนหรือไม่

ด้วยข้อจำกัดทางศักยภาพและงบประมาณอาจเพิ่มความยากลำบากแก่รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายในการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบ แต่ความเข้าใจปัญหาดังกล่าวในลักษณะองค์รวมแทนแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงเส้นตรง

รวมถึงให้ความสำคัญกับ “สิทธิการอยู่อาศัยในเมือง” (Right to the City) ของประชาชน (ทั้งในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดอื่นๆ) และการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย/ส่งเสียงความต้องการของประชาชน ก็อาจช่วยให้การกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจร (และการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชน) ตอบโจทย์ที่ต้องการแก้ในที่สุด

เว้นเสียแต่ว่าจะมีวาระซ่อนเร้นเป็นอื่น?

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค่าธรรมเนียมรถติดในกรุงเทพฯ : ทางออกหรือเกาไม่ถูกที่คัน?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...