โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปความต่าง Work and Travel & Work and Holiday ไปโครงการไหนดีนะ? #TeamUS VS #TeamAUS

Dek-D.com

เผยแพร่ 23 ม.ค. 2568 เวลา 12.57 น. • DEK-D.com
Work and Travel กับ Work and Holiday ต่างกันยังไง? ไปโครงการไหนดี?

สวัสดีชาว Dek-D ทุกคนค่า~เชื่อว่าน้องๆ ที่กำลังเรียนอยู่ปี 3 หรือปี 4 หรือใครที่กำลังใกล้จะเรียนจบ หลายคนกำลังคิดว่า เอ๊ จบไปเราจะทำอะไรต่อดีน้า จะเรียนต่อ หรือ เริ่มทำงานเลยดี สำหรับใครที่ยังตัดสินใจไม่ได้ วันนี้พี่แอลมีอีก 2 ตัวเลือกโครงการสุดฮิตมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกันค่ะ ซึ่งก็คือ Work and Travel USAและ Work and Holiday Australiaนั่นเองค่า

หลายๆ คนคงเห็นผ่านตาหรือได้ยินเพื่อนๆ พูดถึงกันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ แต่สำหรับคนที่เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกก็ไม่เป็นไรเลยค่า เพราะบทความนี้จะพาน้องๆ ไปรู้จักกับทั้ง 2 โครงการกันแบบละเอียดจัดเต็ม ตามมาหาคำตอบกันเลยว่า WAT และ WAH ต่างกันยังไง? เราเหมาะจะเป็นทีมไหน? ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูกันเลยค่า Let’s go!

Work and Travel USA VS Work and Holiday Australia

Work and Travel USA (WAT)

เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ น้องๆ นิสิต นักศึกษา ได้ใช้เวลาในช่วงปิดภาคเรียนเดินทางไปทำงาน ท่องเที่ยว แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม หาประสบการณ์ในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและหลังจากจบโครงการแล้วจะต้องเดินทางกลับมาประเทศของตัวเองเพื่อศึกษาต่อในภาคเรียนถัดไป หรือใครที่เพิ่งเรียนจบปี 4 อยู่ระหว่างช่วงรอรับปริญญา ซึ่งถือว่ายังมีสถานะเป็นนักศึกษาอยู่ ก็สามารถไปเป็นเด็กเวิร์กได้เช่นกันค่า

Work and Holiday Australia (WAH)

โครงการที่เปิดโอกาสให้คนไทย ตั้งแต่อายุ 18-30 ปีและเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ได้ไปเรียน ท่องเที่ยว ทำงาน และใช้ชีวิตในประเทศออสเตรเลียได้อย่างถูกกฎหมายภายในระยะเวลา 1 ปี

เปรียบเทียบข้อดีของแต่ละโครงการ

Work and Travel USA (WAT)

  • ได้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในประเทศ Native Speakers
  • งานส่วนใหญ่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยว เช่น สวนสนุก โรงแรม ร้านอาหาร (ได้โอกาสเที่ยวไปในตัว อิอิ)
  • มีเวลาท่องเที่ยวต่อในอเมริกา ไม่เกิน 30 วัน หลังจากจบโครงการ
  • ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ทั้งคนไทยและต่างชาติ
  • การสมัครโครงการค่อนข้างสะดวก มีเอเจนซีคอยช่วยเหลือ
  • ได้รับค่าตอบแทนในการทำงาน

Work and Holiday Australia (WAH)

  • ได้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในประเทศ Native Speakers
  • อยู่ได้นานสูงสุด 1 ปี ทำให้มีโอกาสทำงาน และ ท่องเที่ยว ได้นานกว่า
  • สามารถต่อวีซ่า Work and Holiday ได้สูงสุด 3 ปี (ต้องทำงานในพื้นที่ชนบท หรือ อุตสาหกรรมที่อนุญาตเท่านั้น)
  • รายได้ค่อนข้างสูง (ค่าแรงขั้นต่ำประมาณ AUD $22-25 ต่อชั่วโมง)
  • มีงานให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่งานฟาร์ม งานบริการ ไปจนถึงงานออฟฟิศ
  • สามารถ Take course เรียนได้ในระยะสั้นๆ ไม่เกิน 4 เดือน

โครงการไหนเหมาะกับใครบ้าง?

Work and Travel USA (WAT)

Work and Holiday (WAH)

เหมาะกับนิสิต นักศึกษา ที่มีอายุ 18-26 ปี (กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี/โท) เหมาะกับคนที่เรียนจบ หรือ ทำงานแล้ว และมีอายุไม่เกิน 31 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ยื่นขอวีซ่ากับสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย อยากหาประสบการณ์ระยะสั้นๆ 3-4 เดือน อยากหาประสบการณ์ หรือ ลองใช้ชีวิตในต่างประเทศ 1 ปี หรือต่อยอดระยะยาว คนที่เดินทางไปตางประเทศครั้งแรก (มีเอเจนซีคอยดูแล และ มีเพื่อนๆ ที่ไปพร้อมกัน) คนที่หางานที่มีรายได้สูง เน้นการเก็บเงิน

ความเป็นอยู่ที่ USA VS Australia

ถ้าพูดถึงปัจจัยหลักในการตัดสินใจไปอยู่ต่างประเทศนานๆ สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนเลยก็คือ ความเป็นอยู่ รูปแบบการใช้ชีวิตและวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ใช่ไหมล่ะคะ งั้นพี่แอลขอพาทุกคนมาดูความแตกต่างระหว่าง สหรัฐอเมริกากับ ออสเตรเลียกันค่ะ ว่าประเทศไหนจะเหมาะกับสไตล์ของเรามากกว่ากัน

USA

Australia

วัฒนธรรม & วิถีชีวิต

- มีวัฒนธรรมที่ผสมผสาน มีชุมชนที่หลากหลาย เช่น ไชน่าทาวน์ ลิตเติ้ลอิตาลี และเขตละติน

- ในเมืองใหญ่ๆ อย่างนิวยอร์ก และ ลอสแอนเจลิส มีการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างเร่งรีบ

- มีวัฒนธรรมที่ค่อนข้างผ่อนคลาย มีความสมดุลระหว่าง การทำงาน และ การพักผ่อน

- ชีวิตในเมืองใหญ่ค่อนข้างสงบเมื่อเทียบกับอเมริกา

สภาพแวดล้อม & อากาศ

- อากาศแตกต่างกันมากในแต่ละพื้นที่ เมืองทางตอนเหนือจะค่อนข้างหนาว ต่างกับทางตอนใต้ที่จะอุ่นกว่า

- มีธรรมชาติที่หลากหลาย ตั้งแต่ทะเลทราย จนถึงภูเขาน้ำแข็ง

- มีอากาศอบอุ่นตลอดปี ทำให้มีฤดูร้อนที่ไม่ร้อนเกินไป และฤดูหนาวที่ไม่หนาวจัด

- มีบางเมืองที่อากาศค่อนข้างแปรปรวน เช่น เมลเบิร์น

ความปลอดภัย

- ระดับความปลอดภัยแตกต่างกันไปในแต่ละเมือง (ควรระวังในบางพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูง)

- ค่าบริการทางสุขภาพค่อนข้างสูง (ควรมีประกันติดไว้)

- ปกติมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง ระบบสาธารณะดี

- เข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายต่ำเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ

ค่าใช้จ่าย & ค่าครองชีพ

- ค่าครองชีพค่อนข้างสูงในเมืองใหญ่อย่าง นิวยอร์ก และ ลอสแอนเจลิส

- มีวัฒนธรรมการให้ทิป โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 15-20% ของค่าอาหาร

- ค่าครองชีพในเมืองใหญ่อย่าง ซิดนีย์ และ เมลเบิร์น สูงพอๆ กับที่สหรัฐฯ

- ไม่นิยมให้ทิปเพราะพนักงานได้ค่าจ้างที่เหมาะสมอยู่แล้ว และขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของลูกค้า

ภาษาและการสื่อสาร - ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก มีสำเนียงอเมริกัน ฟังง่าย - ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก มีสำเนียง Aussie อาจฟังยากในช่วงแรก ต้องใช้เวลาปรับตัว อาหาร & การกิน

- มีความหลากหลาย เรียกได้ว่าแหล่งรวมอาหารนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น เม็กซิกัน อิตาเลียน ญี่ปุ่น ไทย

- มี Fast Food เยอะ หาทานง่าย ราคาไม่ค่อยสูง

- มีอาหาร Asian ให้เลือกหลากหลาย หาทานง่าย เพราะมีชุมชนเอเชียขนาดใหญ่ ถ้าอยู่เมืองใหญ่ๆ บอกเลยว่าร้านอาหารไทยเพียบ!

- ค่าอาหารมักจะแพงกว่าสหรัฐฯ แต่คุณภาพวัตถุดิบและความสดใหม่ดีกว่า

- ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟ โดยเฉพาะเมืองเมลเบิร์น

รับสมัครช่วงไหนบ้าง?

Work and Travel USA (WAT)

เปิดรับสมัครช่วง สิงหาคม - ตุลาคมของทุกปี

Note:

  • ยิ่งสมัครเร็ว ยิ่งมีโอกาสเลือกงานที่ต้องการ
  • สามารถเริ่มโครงการได้ ช่วงมีนาคม - สิงหาคม(หรือขึ้นอยู่กับระยะเวลาปิดเทอมของแต่ละมหาวิทยาลัย)

Work and Holiday (WAH)

เปิดให้ลงทะเบียนช่วงเดือนเมษายน (อ้างอิงจากรอบปี 2567 ทั้งนี้กำหนดการในแต่ละปีอาจเปลี่ยนแปลงได้)

Note:

  • มีโควตาจำกัด ประมาณ 2,000 คนต่อปี(แต่ละปีอาจเปลี่ยนแปลงได้)
  • สามารถเริ่มโครงการได้ทันทีที่วีซ่าผ่าน

คุณสมบัติของผู้สมัคร

Work and Travel USA (WAT)

  • อายุ 18 - 26 ปี
  • เป็นนักศึกษาแบบเต็มเวลา (Full-time) ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี/โท ทุกชั้นปี ในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย
  • สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี
  • มีความรับผิดชอบ อดทน กระตือรือร้น พร้อมที่จะทำงานที่ได้รับมอบหมาย
  • สุขภาพแข็งแรง

Work and Holiday (WAH)

  • มีสัญชาติไทย
  • อายุ 18 - 30 ปี (อายุยังไม่เกิน 31 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ยื่นขอวีซ่ากับสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย)
  • จบการศึกษาระดับปริญญาตรี
  • เดินทางไปคนเดียว ไม่มีผู้ติดตาม
  • สุขภาพแข็งแรง
  • มีหลักฐานทางการเงินบัญชีออมทรัพย์ของผู้สมัคร จำนวนอย่างน้อย 5,000 AUD (~130,000 บาท)
  • มีหนังสือรับรองคุณสมบัติซึ่งออกโดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.)
  • มีหลักฐานแสดงทักษะทางภาษาอังกฤษ IELTS 4.5, TOEFL iBT 32 หรือ PTE 30 ขึ้นไป

เอกสารที่ต้องใช้ในการสมัคร

Work and Travel (WAT)

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • สำเนาเอกสารเปลี่ยนชื่อ นามสกุล (ถ้ามี)
  • สำเนาหนังสือเดินทาง
  • รูปถ่ายวีซ่าอเมริกา 2 x 2 นิ้ว
  • สำเนาบัตรประจำตัวนักศึกษา
  • หนังสือรับรองสถานภาพการเป็นนักศึกษา (ภาษาอังกฤษ)
  • เอกสาร สด.8 หรือ สด.9 (เฉพาะผู้ชาย)
  • สำเนาบัตรประชาชนผู้ปกครอง
  • สำเนาทะเบียนบ้านผู้ปกครอง

Work and Holiday (WAH)

  • ใบสมัคร (พิมพ์จากระบบรับสมัครทางออนไลน์)
  • ใบรับรองการจบการศึกษา
  • ใบ Transcript
  • หนังสือเดินทาง (Passport) โดยต้องมีอายุมากกว่า 6 เดือน
  • หลักฐานแสดงทักษะทางภาษาอังกฤษ
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • แผนการเดินทาง หรือแผนการทำงาน (Statement of Purpose)
  • บันทึกข้อตกลงที่ลงลายมือชื่อของผู้ปกครอง
  • สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชนของผู้ปกครอง
  • หลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน โดยชื่อบัญชีจะต้องตรงกับชื่อในพาสปอร์ตของผู้เดินทาง

Note:

กรณี Sponsor ตัวเอง

  • หลักฐานแสดงทางการเงินบัญชีออมทรัพย์ 5,000 AUD พร้อม Bank Statement ย้อนหลัง 6 เดือน
  • จดหมายชี้แจงที่มาของเงิน หากมียอดเงินเข้ามาน้อยกว่า 6 เดือน

กรณี Sponsor โดยผู้อื่น

  • จดหมายรับรองค่าใช้จ่ายเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมลงลายมือชื่อรับรอง
  • สำเนาบัตรประชาชน/พาสปอร์ตของผู้ Sponsor
  • หลักฐานแสดงความสัมพันธ์ Sponsor และผู้สมัคร เช่น สำเนาทะเบียนบ้านพร้อมฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ
  • หลักฐานแสดงทางการเงินของผู้ Sponsor พร้อม Bank Statement ย้อนหลัง 6 เดือน
  • จดหมายชี้แจงที่มาของเงิน หากมียอดเงินเข้ามาน้อยกว่า 6 เดือน

สมัครยังไง?

Work and Travel (WAT) Work and Holiday (WAH) สมัครผ่าน เอเจนซี (มีพี่เอเจนซีคอยช่วยเหลือ ตั้งแต่เลือกงาน จนถึงขอวีซ่า) สมัครเองผ่านระบบของรัฐบาลออสเตรเลีย (เตรียมเอกสารด้วยตัวเอง)

……………

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน พอจะเห็นความต่างของทั้ง 2 โครงการกันแล้วใช่ไหมเอ่ย ไม่ว่าจะ
#TeamUSAหรือ #TeamAustraliaก็น่าสนใจ และมีข้อดีที่ต่างกันไป ใครที่กำลังตัดสินใจอยู่ก็ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และวางแผนกันให้ดีนะคะ สำหรับคราวหน้า Dek-D Study Abroad
จะมีข้อมูลเรียนต่อนอกอะไรมาอัปเดต ก็อย่าลืมติดตามกันด้วยน้า~

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...