มทร.ธัญบุรี คิดค้นเส้นใยผักตบชวา-นวัตกรรมเสื่อลำแพน สู่อุตสาหกรรมแฟชั่น
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่สนใจกระแสแฟชั่นรักษ์โลก จากเส้นใยกล้วย สิ่งทอ Eco-friendly ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋าถือ หมวก และรองเท้า ฯลฯ ทีมนักวิจัยได้นำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตกล้วย มาพัฒนาเป็นเส้นใยอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดการนำเข้าเส้นใยธรรมชาติจากต่างประเทศ และช่วยเพิ่มทางเลือกใช้ผ้าจากเส้นใยธรรมชาติให้กับผู้ประกอบการแฟชั่นเครื่องแต่งกายและเคหะสิ่งทอภายในประเทศ
นวัตกรรมการแปรรูปเส้นใยกล้วย เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายและภาคเกษตรอย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้งานวิจัยชิ้นนี้ ได้รับรางวัล Platinum Award พร้อมถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 ที่ผ่านมา และล่าสุด “นวัตกรรมเส้นใยจากผักตบชวา” มทร.ธัญบุรี คว้ารางวัล Gold Award ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2564 อีกด้วย
“นวัตกรรมเส้นใยจากผักตบชวา”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สาคร ชลสาคร คณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าผักตบชวาสู่อุตสาหกรรมแฟชั่น” เพื่อให้แก้ปัญหาผักตบชวาในพื้นที่ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้งานวิจัยและนวัตกรรมแก่เกษตรกร ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ด้วยเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม เพราะผักตบชวาแม้เป็นวัชพืชแต่มีเส้นใยธรรมชาติ สามารถพัฒนาเป็นเส้นใย เส้นด้าย และผืนผ้า นำมาใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรมแฟชั่น สร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างดี
ทีมนักวิจัย มทร.ธัญบุรี ได้วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคและแนวโน้มแฟชั่น เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ส่วนการออกแบบแฟชั่น วัสดุที่นำมาออกแบบ เนื้อผ้า โครงสร้างผ้า ลายผ้า และวัสดุประกอบ แบบตัดและวิธีการตัดเย็บ มุ่งเน้นการผลิตในระบบอุตสาหกรรมแฟชั่น โดยคำนึงถึงความประหยัดและต้นทุนการผลิต
ทีมนักวิจัย มทร.ธัญบุรี ร่วมมือกับบริษัท สยามรุ่งเรือง จำกัด นำนวัตกรรมเส้นใยจากผักตบชวามาเป็นส่วนประกอบในการออกแบบแฟชั่น โดยใช้สัดส่วนที่ใช้ผสมก็จะมี ผักตบชวา 40% : ฝ้าย 60% หรือไม่ก็จะเป็น ผักตบชวา 20% : ฝ้าย 80% เน้นใช้แค่ 2 ชนิดเส้นใยในการผสม พยายามทำให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด
“มทร.ธัญบุรีอยากทำเส้นใยที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งความแตกต่างของผิวสัมผัสระหว่าง 40% ที่ได้คือ จะเป็นผิวสัมผัสแบบจับต้องได้ รู้สึกถึงความเป็นผักตบชวาอยู่ กับแบบ 20% ก็คือ ทำให้ผิวมันนุ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม จากอัตราส่วนที่ทีมวิจัยทำได้ 40% ก็ถือเป็นอัตราส่วนที่เยอะที่สุดแล้ว ทั้งนี้ นักวิจัยได้มีการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพของเส้นด้ายผักตบชวา 4 ด้าน คือ เบอร์เส้นด้าย เกลียว ความสม่ำเสมอของเส้นด้าย และความต้านทานต่อแรงดึงขาดก่อนการผลิตเครื่องแต่งกายต้นแบบ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สาคร กล่าว
ทีมนักวิจัยได้เลือกต้นผักตบชวาความยาวตั้งแต่ 40-50 เซนติเมตรขึ้นไป นำมาใช้แปรรูปเพื่อให้ได้เส้นใยที่เหมาะสมกับการผลิต จากผักตบชวาสด 100 กิโลกรัมจะได้เป็นเส้นใยแห้ง (ตากแห้งแล้ว) ประมาณ 5 กิโลกรัม เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือทิ้ง เส้นใยผักตบชวาแห้งกิโลกรัมละ 400 บาท นำผ้าไปใช้สร้างเอกลักษณ์ (เสื้อผ้าสำเร็จรูป) ต้นทุน 1,400 บาท นำไปจำหน่ายราคาตัวละ 2,400 บาท มีรายได้เพิ่มขึ้น 1,000 บาทต่อชุด นอกจากนี้ ยังมีการผลิตกระเป๋า หมวก หน้ากากอนามัย และรองเท้า (เครื่องประกอบการแต่งกาย) เก้าอี้ (เคหะสิ่งทอ) เป็นต้น
ปัจจุบัน นักวิจัย มทร.ธัญบุรี ได้พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ลงไปสู่ชุมชนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ใกล้เคียงมหาวิทยาลัย เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีชุมชนต่างๆ รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อไปประยุกต์ใช้แล้ว อาทิ ชุมชนผลิตเสื้อผ้า ชุมชนผลิตพวกเก้าอี้ (เคหะสิ่งทอ) ผลิตพรมจากผักตบชวา โดยการผลิตพรมจะมีทีมนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์คอยช่วยดูแล เรื่องของเทคนิคการผลิตที่ไม่เกิดปัญหาเชื้อรา ส่วนผ้าทอที่ใช้ผลิตเป็นเสื้อผ้าทั่วไป การผลิตจะทำในเชิงอุตสาหกรรม โดยมีบริษัท ก้องเกียรติเท็กซ์ไทล์ เข้ามาช่วยในเรื่องของการผลิตผ้า ผลิตเส้นด้ายขึ้นมาจากการเปิดตัวทดลอง ได้รับการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติ หากชุมชนใดสนใจขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเส้นใยจากผักตบชวา สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 062-351-6396
“นวัตกรรมเสื่อลำแพน”
เสื่อลำแพน เป็นสินค้าโอท็อปจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน อำเภอประจันตคาม อำเภอปราจีนบุรี ที่ทำเป็นอาชีพสืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในอดีต ชาวบ้านนิยมใช้เสื่อลำแพนเป็นหลังคากันแดดกันฝน เมื่อเวลาเทียมเกวียน ต่อมาได้ดัดแปลงการใช้เป็นฝาผนัง เพดาน เป็นสินค้าขึ้นชื่อที่สร้างรายได้และความภาคภูมิใจให้กับชาวบ้านอำเภอประจันตคาม
ปัจจุบันกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีมากขึ้น ทำให้เสื่อลำแพนเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุนีย์ หทัยวสีวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เล็งเห็นคุณประโยชน์ของเสื่อลำแพนจึงได้พัฒนานวัตกรรมเสื่อลำแพน ไปถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชาวบ้าน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เสื่อลำแพนให้มีความทนทาน ปราศจากเชื้อรา ป้องกันมอด ปลวก พัฒนาสีสันลวดลายที่สวยงาม สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างมหาศาล
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุนีย์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยได้ลงพื้นที่ นำเทคโนโลยีไปช่วยพัฒนาสินค้าเสื่อลำแพนให้สามารถเพิ่มมูลค่า รวมถึงช่วยพัฒนาคุณภาพ กระบวนการผลิตให้เกิดสินค้าใหม่ๆ ที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน เริ่มตั้งแต่การจักเส้นตอกให้มีขนาดและคุณภาพสม่ำเสมอ ด้วยเครื่องจักเส้นตอก การเพิ่มคุณสมบัติเส้นตอกด้านการป้องกันเชื้อรา การตกแต่งเส้นตอกด้านการสะท้อนน้ำเพื่อเพิ่มมูลค่าให้เส้นตอก และผลิตภัณฑ์การให้ลวดลายด้วยการสานเป็นแบบของอัตลักษณ์ท้องถิ่น และผสมผสานลวดลายสมัยใหม่
นอกจากนี้ ยังได้นำเทคโนโลยีการอัดแผ่นเสื่อเพื่อประโยชน์การใช้งานทางสถาปัตยกรรม รวมไปถึงการนำเศษตอกมาแปรรูปให้เกิดมูลค่าเพิ่มโดยไม่ต้องเผาทิ้ง ผลผลิตที่เกิดจากการสร้างอัตลักษณ์และลวดลายสานใหม่ คือการเพิ่มคุณสมบัติเส้นตอก แผ่นอัดเสื่อลำแผน ต้นแบบรีสอร์ตจากเสื่อลำแผน และต้นแบบผลิตภัณฑ์จากเศษไผ่ในกระบวนการ
หลังจากทีมนักวิจัย มทร.ธัญบุรีได้เข้าไปถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ชุมชน ปรากฏว่า ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 10% จากเดิมสานเสื่อลำแพนลายสองขนาด 120x240 เมตร มีรายได้แผ่นละ 120 บาท คิดเป็นตารางเมตรละ 60 บาท เสื่อลำแพนลวดลายใหม่ราคาตารางเมตรละ 500-700 บาท ทั้งนี้ ก็ยังขึ้นอยู่กับความละเอียดของลายที่สาน ในอนาคตนักวิจัยจะมีการขยายผล การสร้างงานไปยังพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงสร้างเยาวชนรุ่นใหม่เข้ามาสืบสานงานได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับแรงงานคืนถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ไปพร้อมๆ กัน