โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โรงเรียนแห่งอนาคต ที่เชื่อว่า เด็กเรียนรู้จากความสงสัยจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีในชีวิต

the Opener

เผยแพร่ 18 ก.ย 2568 เวลา 10.59 น. • The Opener

พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกในสไตล์ “เฮลิคอปเตอร์” อาจไม่ถูกใจสิ่งนี้ เมื่อได้เห็นเด็กๆ ที่โรงเรียนไบรท์เวิร์คส์ ในซานฟรานซิสโก ที่นี่แตกต่างจากโรงเรียนมาตรฐานทั่วไป เพราะไม่มีโต๊ะเรียนเรียงเป็นแถวแบบที่คุ้นตา ไม่มีกระทั่งครูผู้สอน หรือเสียงกริ่งไฟฟ้าบอกเวลาหมดคาบเรียน

โรงเรียนไบรท์เวิร์คส์ ก่อตั้งโดยเกเวอร์ ทูลลี่ย์ ในปี 2011 โรงเรียนตั้งอยู่ในสภาพที่แวดล้อมด้วยหาดทราย ลำธารที่ไหลผ่านผืนป่า และอยู่ไม่ไกลจากสะพานโกลเดนเกท เปิดรับนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมปลาย โดยให้อิสระและความคิดสร้างสรรค์กับนักเรียน

ที่ไบรท์เวิร์คส์ นักเรียนจะรวมกลุ่มกันตามความสนใจโดยไม่ถูกจำกัดด้วยอายุ ที่นี่ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ครู” จะมีเพียง “ผู้ร่วมงาน” เท่านั้น ทั้งยังเปิดให้พ่อแม่สามารถมาหาลูกๆ และร่วมกิจกรรมกับลูกได้ตามความพอใจ

โรงเรียนไบรท์เวิร์คส์เป็นที่รู้จักกันทั่วทั้งแคลิฟอร์เนีย พ่อแม่จำนวนมากที่ทำงานในซิลิคอนวัลลีย์ นิยมส่งลูกๆ มาเรียนที่นี่ โดยครึ่งหนึ่งของพ่อแม่ทำงานในบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ อย่าง กูเกิล แอปเปิล เฟสบุ๊ก และสตาร์ทอัพต่างๆ ส่วนครอบครัวที่ไม่สามารถจ่ายค่าเทอมไหว จะได้รับเงินสนับสนุนสำหรับการศึกษาของลูกๆ ปีละ 42,000 ดอลลาร์

สิ่งที่เป็นแรงขับให้เกเวอร์ทำโรงเรียนนี้ขึ้นมา คือ คำถามพื้นฐานที่ว่า “เราอยากให้เด็กๆ เรียนรู้และมีประสบการณ์อะไรบ้างที่จำเป็นต่อพวกเขา และทำอย่างไรจึงสร้างทักษะจริงๆ เหล่านั้นให้กับเด็กๆ ได้”

ที่มา : เว็บไซต์ Brightworks

ในวันออกผจญภัยใหญ่ของโรงเรียน นักเรียนจะได้ไปสังเกตดูเต่าในทะเลสาบ ดูนก และนับจำนวนปลาในลำธาร นักเรียนคนหนึ่งบอกว่า เขาสามารถแยกแยะเหยี่ยวหางแดงจากเหยี่ยวอื่นๆ ได้โดยสังเกตจากปีกของมัน และแยกได้ว่าอันไหนคืออึของสุนัขกับแรคคูน

“เมื่อวาน เราคำนวณความเร็วของใบไม้ที่ร่วงลงไปในแม่น้ำ และขว้างลูกบอลโคลนจากระยะแปดเมตรด้วย” แดช หนึ่งในนักเรียนของโรงเรียนบอก

“มันอาจจะฟังดูล้ำสมัย แต่แนวคิดนี้เป็นการทำให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจในตัวเอง พวกเขาจะเรียนก็ต่อเมื่ออยากที่จะเรียน ไม่ใช่เป็นเพราะถูกใครบังคับให้ต้องเรียน” เกเวอร์กล่าว

เขาบอกว่า โรงเรียนตามระบบเดิม ไม่มีประสิทธิภาพอย่างไม่น่าเชื่อ มีนักเรียนอเมริกันน้อยกว่า 1 ใน 3 ที่สามารถเรียนจบการศึกษาระดับสูงได้ และนักเรียนที่จบจากโรงเรียนทั่วไปมีงานทำแค่ร้อยละ 15 ถึง 30 ซึ่งรัฐบาลมองว่า การศึกษาคือหนังสือและการสอบ แต่นั่นเป็นการเข่นฆ่าทำลายความคิดสร้างสรรค์

แรงบันดาลใจของเกเวอร์มาจากเซอร์เคน โรบินสัน นักปฏิรูปการศึกษาชาวอังกฤษที่เชื่อว่า โรงเรียนเป็นผู้ฆ่าจินตนาการของเด็ก รวมถึงปีเตอร์ เกรย์ นักจิตวิทยาที่เคลื่อนไหวเรื่องการเรียนนอกห้องเรียน ซึ่งเรียกร้องให้เด็กเรียนรู้จากความสงสัยใคร่รู้ของตัวเอง ซึ่งเกเวอร์เห็นด้วยว่า ความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กๆ นั้นมีไม่จำกัด

คติพจน์ที่เกเวอร์มักบอกกับนักเรียนคือ “ทุกสิ่งอย่างล้วนน่าสนใจ” เขาไว้วางใจเด็กๆ และอนุญาตให้นักเรียนอายุ 6 ขวบใช้สว่านไฟฟ้าและไม้ขีดไฟ เขาชวนเด็กๆ ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาตามจินตนาการ และสอนวิธีใช้สว่านที่ถูกต้อง โดยบอกกับนักเรียนว่า “อย่าทำให้ตัวเองและคนอื่นได้รับบาดเจ็บ” ซึ่งนั่นคือกฎที่สำคัญที่สุดของโรงเรียน

“ถ้าเราสอนเด็กๆ ว่า เครืองมือช่าง หรือไฟเป็นของที่มีอันตราย พวกเขาก็จะระมัดระวังมากขึ้น” เกเวอร์กล่าว

ที่มา : เว็บไซต์ Brightworks

ปัจจุบัน ไบรท์เวิร์คส์มีนักเรียนราว 100 คน แต่ละคนรับผิดชอบการเรียนของตัวเอง ในหนึ่งปีโรงเรียนจะเลือกหัวข้อ 3 หัวข้อให้กับนักเรียน เช่น ร่างกาย อวกาศ สะพาน เกเวอร์บอกว่า โรงเรียนจะเสนอไอเดีย แล้วปล่อยให้นักเรียนทำด้วยตัวเอง

สำหรับหัวข้อสำหรับการเรียนในเทอมนี้คือ“อวกาศ” ที่เวิร์คชอปของโรงเรียน นักเรียนนำเสนอโมเดลที่อยู่อาศัยบนดาวอังคารอย่างภาคภูมิใจ ขณะที่นักเรียนอีกคนนำเสนองานออกแบบภัตตาคารสำหรับมนุษย์ต่างดาว และอีกคนเขียนเล่าถึงฉากการเมืองของมนุษย์ต่างดาว ส่วนห้องเรียนถูกปรับให้เป็นท้องฟ้าจำลอง ให้เด็กๆ เอนตัวบนแหงนดูดวงดาวและท้องฟ้าที่ฉายจากเครื่องฉาย

เกเวอร์ เป็นอดีตโปรแกรมเมอร์ที่บริษัทอะโดบี และมีบริษัทของตัวเอง เขาไม่เคยผ่านการอบรมเป็นนักการศึกษา หรือไม่แม้แต่มีลูก เขาก่อตั้งโรงเรียนไบรท์เวิร์คส์จากประสบการณ์วัยเด็กของตัวเอง พ่อของเขาเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ กวี และคนหาปลา ส่วนแม่เป็นพยาบาล เขาโตมาในครอบครัวที่ยากจน แต่ดูเหมือนว่า ตลอดชีวิตวัยเด็กของเขาคือการได้เล่น เขาจำได้ว่าทั้งชายหาด ถนน และโลกเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นสำหรับเขา และเมื่อโตขึ้นเขาเฝ้าดูลูกๆ ของเพื่อนสมัยเด็กถูกเลี้ยงแบบเข้มงวด ไม่ได้เล่นอย่างอิสระเหมือนที่ตอนที่พวกเขายังเด็ก

เกเวอร์เริ่มทดลองระบบการศึกษาในแบบของเขาเองในปี 2005 โดยชวนเด็ก 8 คนที่เป็นลูกๆ ของเพื่อนมาเข้าค่าย “โรงเรียนสร้างนักคิด” เป็นเวลา 1 สัปดาห์ที่สวนหลังบ้าน เด็กๆ สามารถช่วยกันสร้างสะพานไม้ยาว 7 เมตรที่แข็งแรงสามารถรับน้ำหนักของทุกคนรวมกันได้ เด็กคนหนึ่งบอกว่า ทำไมที่โรงเรียนของเธอจึงไม่ให้ทำอะไรแบบนี้

“คำถามนี้คาใจผมมาหลายปี จนกระทั่งผมคิดว่า เฮ้ ทำไมไม่ทำโรงเรียนที่ต่างออกไปขึ้นมาล่ะ” เกเวอร์เล่า

ที่มา : เว็บไซต์ Brightworks

หลักสูตรของโรงเรียนไบรท์เวิร์คส์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานสามประการ คือ “สำรวจ (Explore), แสดงออก (Express), อธิบาย (Explain)” ในแต่เทอม นักเรียนต้องตั้งเป้าหมาย วางแผน และหาเพื่อนร่วมทีมในการทำโปรเจคท์ให้สำเร็จ และต้องเอาผลงานออกนำเสนอในงานประจำปีของโรงเรียน

เมื่อสิ้นปีการศึกษา นักเรียนของไบร์เวิร์คส์จะไม่ได้รับสมุดรายงานผลการเรียน แต่จะได้แฟ้มรวมผลงานของตัวเอง เช่น การวาดภาพ การเขียน งานช่างฝีมือ การผลิตหนังสั้น การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และวิดีโอเกม ที่สำคัญ นักเรียนที่เรียนจบจากไบรท์เวิร์คส์ ยังได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของประเทศอีกด้วย อย่างเช่น ฮาร์วาร์ด

เกเวอร์เชื่อว่า การให้เด็กๆ เรียนรู้จากความสงสัยของตัวเองจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีในชีวิต เขามองเห็นนักเรียนเป็นฮีโร่บนเส้นทางของตัวเอง และตั้งเป้าในการเตรียมพร้อมเด็กๆ สำหรับอนาคต 20 ปีต่อจากนี้ ซึ่งทุกอุตสาหกรรมต้องการทีมขนาดเล็กที่ประกอบไปด้วยคนที่มีความเชี่ยวชาญสูงสำหรับการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน รวมถึงคนที่สามารถทั้งสื่อสารได้ดีและทำงานร่วมกันได้ดี

“การศึกษาจะต้องเปลี่ยนแปลง คนที่เริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จะต้องมีความรู้ที่ลึกซึ้งในงานที่ทำ ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา” เกเวอร์กล่าว

ซินเธีย แมคคาลฟ์ แม่ของนักเรียนที่เรียนจบจากไบรท์เวิร์คส์เล่าว่า ลูกของเธอสมัครเข้าเรียนวิทยาลัย 18 แห่ง และได้รับเลือกให้เข้าเรียนถึง 12 แห่ง ลูกของเธอดูเปล่งประกายตอนสอบสัมภาษณ์ สบตาผู้สัมภาษณ์ สามารถแสดงความคิดเห็นของตัวเองได้อย่างมั่นใจ และนำเสนอตัวเองในแบบที่ต่างไปจากผู้สมัครคนอื่นๆ

ที่มา
No Teachers and No Curriculum: Is This the School of the Future?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...