โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อายัดบัญชีง่าย แต่ปลดล็อคยาก ชาวบ้านโอด! เดือดร้อนหนัก

INN News

อัพเดต 16 ก.ย 2568 เวลา 16.42 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2568 เวลา 12.00 น. • INN News

เสียงสะท้อนจากประชาชนจำนวนไม่น้อยในช่วงนี้ คือความกังวลใจว่า "บัญชีธนาคาร" ที่ตนเอง ใช้ทำธุรกรรมในชีวิตประจำวัน อาจถูกอายัดโดยไม่รู้ตัว

แม้จะไม่เคยเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการฟอกเงินก็ตาม เนื่องจากขณะนี้ มีประชาชนออกมาเคลื่อนไหวทางสื่อโซเชียล ว่า ถูกอายัดบัญชีทางธนาคาร

การอายัดบัญชี เกิดจากมาตรการของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องการสกัดเส้นทางการเงินของแก๊งมิจฉาชีพ โดยตำรวจไซเบอร์ ปปง. และธนาคารพาณิชย์ ร่วมกันติดตามเส้นทางการโอนเงิน เมื่อพบว่า
มีบัญชีใดเกี่ยวข้องกับ "บัญชีม้า" หรือรับโอนจากบัญชีต้องสงสัย ก็จะสั่งอายัดบัญชีต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เงินถูกยักย้ายถ่ายโอน

แต่ในทางปฏิบัติ มาตรการนี้กลับกระทบผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก หลายคนตื่นเช้ามาพบว่าบัญชีถูกระงับ ใช้งานไม่ได้ ทั้งที่เป็นเพียงการโอนเงินจากเพื่อนหรือทำธุรกรรมตามปกติ ความเดือดร้อน
จึงเกิดขึ้นทันที ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่รอรับเงินเดือน แม่ค้าพ่อค้าที่รอรับโอนจากลูกค้า หรือผู้ปกครองที่ต้องโอนค่าเล่าเรียนให้บุตร

อย่างกรณีเจ้าของร้านเสริมสวย ระบุว่าเมื่อ 7 เดือนก่อนได้รับโอนเงินจากลูกค้าจำนวน 1200 บาท หลังจากนั้นกลับ ถูกธนาคารอายัดเงินในบัญชีกว่า 100,000 บาท ซึ่งมารู้ตัว เมื่อช่วงเดือนเมษายน จะทำธุรกรรมทางออนไลน์ กลับถูกอายัดบัญชี เมื่อสอบถามไปที่ธนาคารจึงทราบว่าถูกอายัดบัญชี

เพราะมีส่วนเชื่อมโยงกับการรับเงินจากบัญชีม้า ซึ่งตนเองยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและที่ผ่านมา มีการติดตามเรื่องมาตลอด 7 เดือนแต่ยังไม่ได้รับการถอนอายัดบัญชี ทำให้ได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้

ทางด้าน นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า คณะทำงานได้กำหนดกลไกการพิจารณาตรวจสอบบัญชี แบบเร่งด่วนร่วมกัน เพื่อให้สามารถปลดล็อกบัญชีให้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็พบว่า มีบางส่วนที่เป็นบัญชีม้า หวังใช้โอกาสนี้ขอปลดล็อก

จึงยืนยันว่า คณะทำงานมีกลไก ในการคัดแยกประเภท ส่วนกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่า บัญชีที่ถูกแจ้งอายัดเป็นการแจ้งโดยตำรวจ ศูนย์ AOC จะไม่สามารถดำเนินการปลดล็อกให้ได้ เพราะเป็นการอายัดตามพยานหลักฐานที่ตำรวจพบว่า ต้องสงสัยเป็นบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เจ้าของบัญชีจะต้องเข้าแสดงตัว และนำพยานหลักฐานเข้าไปชี้แจงกับพนักงานสอบสวนด้วยตัวเองเท่านั้น

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ เปิดเผยว่า มาตรการระงับบัญชีต้องสงสัย ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันการฟอกเงินและปิดกั้นเงินผิดกฎหมาย ซึ่งช่วยหยุดเส้นทางการเงินของคนร้าย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อระบบติดตามเส้นทางการเงินมีความเข้มข้นขึ้น จึงทำให้บัญชีของประชาชนสุจริตบางรายถูกผลกระทบในการโดนระงับบัญชีไปด้วย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายเพิ่งมาแจ้งความย้อนหลัง

ทั้งนี้ จากความกังวลของพี่น้องประชาชนที่เกิดขึ้น ทาง บช.สอท. ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิด จึงได้หารือกับสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นที่เรียบร้อย และเห็นชอบร่วมกันเบื้องต้นว่า จะเร่งปรับแนวทางการอายัดบัญชีและกระบวนการปลดอายัด เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น กับประชาชนสุจริตโดยเร็ว และยืนยันว่าทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ ข้อกังวลของประชาชน คือ "ความไม่แน่ใจ" ว่าใครเป็นคนสั่งอายัด ทำไมจึงโดน ทั้งที่ไม่มีส่วนรู้เห็นกับอาชญากรรม และเมื่อต้องการปลดอายัด ก็ต้องเดินทางนำเอกสาร ไปมาหลายหน่วยงาน บางรายรอนานนับเดือนกว่าบัญชีจะกลับมาใช้งานได้

และแม้ว่า มาตรการสกัดเส้นทางการเงินของแก๊งมิจฉาชีพจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่เสียงสะท้อนจากประชาชน ผู้บริสุทธิ์ นั้นชี้ให้เห็นว่า หากไม่มีเกณฑ์ชัดเจนหรือระบบตรวจสอบที่แม่นยำพอ ผู้บริสุทธิ์ก็อาจกลายเป็นเหยื่อซ้ำอีกชั้นหนึ่ง และโจทย์ใหญ่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาคำตอบ คือจะทำอย่างไรให้ "การปราบปรามคนร้าย" เดินหน้าได้อย่างเต็มที่ โดยไม่สร้าง "บาดแผล" ให้กับประชาชนผู้สุจริต ที่เพียงแค่ต้องการใช้บัญชีธนาคารอย่างปกติสุขในชีวิตประจำวัน

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...