เปิดลิสต์ 5 หุ้นเด่น เหมาะ DCA ประจำเดือนสิงหาคม
การลงทุนแบบ DCA หรือ Dollar-Cost Averaging คือหนึ่งในกลยุทธ์ยอดนิยมที่นักลงทุนใช้เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว โดยเน้นทยอยซื้อหุ้นในจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด แต่การจะเริ่ม DCA ให้ได้ผลดี สิ่งสำคัญคือ “การเลือกหุ้นที่เหมาะสม”
วันนี้ Wealthy Thai ชวนมาดูแนวทางคัดเลือกหุ้นเด่นจากมุมมองของนักวิเคราะห์มืออาชีพ พร้อมจำลองผลตอบแทนหากลงทุนแบบ DCA อย่างต่อเนื่อง 5 ปี เพื่อเป็นแนวทางให้กับนักลงทุนที่ต้องการออมเงินในหุ้นอย่างมั่นคงและมีวินัย
โดย 5 หุ้นที่หยิบยกขึ้นมาในครั้งนี้ ประกอบด้วย 3BBIF, ADVANC, CPALL, OSP และ PTT ซึ่งอยู่ภายใต้มุมมองและคำแนะนำของนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด โดยจะให้คำแนะนำทุก 1 เดือน และเกณฑ์การคัดเลือก คือ หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีสภาพคล่อง และกระจายความเสี่ยงในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเป็นการจัดพอร์ตแบบผสมผสานระหว่าง หุ้นปันผล (Dividend) กับหุ้นเติบโต (Growth) และกระจายการลงทุนเท่ากันในแต่ละหุ้น เหมาะกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการออมในหุ้น
ส่องปัจจัยพื้นฐานและความน่าสนใจ
สำหรับหุ้นตัวแรกคือ 3BBIF ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองบวกต่อหุ้นกลุ่ม REIT & IFF หลัง ก.ล.ต. เปิดเฮียริ่งถึง 18 ส.ค. เพื่อปรับเกณฑ์ Thai ESG ให้สามารถลงทุนใน REIT & IFF ได้ หากเกณฑ์ผ่านและมีผลบังคับใช้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้ากลุ่มนี้ช่วงไตรมาส 4/68 โดยเฉพาะกอง IFF ที่มี Market Cap ราว 4.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็น อันดับ 2 ของกลุ่ม และให้ Dividend Yield ราว 10% ต่อปี
ถัดมา ADVANC ฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรปกติไตรมาส 2/68 ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 29.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หนุนจาก ARPU ตลาด Prepaid ที่เติบโตเด่น และการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ คาดปันผลครึ่งแรกปี 2568 ที่ 6.15 บาทต่อหุ้น ให้ Dividend Yield 2.2% โดยคงประมาณการกำไรปีนี้ที่ 4.06 หมื่นล้านบาท โดยมี Upside หากการแข่งขันไม่รุนแรงขึ้นและเศรษฐกิจไทยไม่ชะลอตัวมากในช่วงครึ่งปีหลัง
ส่วน CPALL ฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรปกติไตรมาส 2/68 ที่ 6.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หนุนจากการเติบโตของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ, ค้าปลีก และค้าส่ง ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 2.5 แสนล้านบาท ขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 3/68 คาดโตต่อจากไตรมาส 3/67 จาก SSSG ที่ฟื้นตัวหลังได้รับผลกระทบจากฝนในไตรมาส 2/68 ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 2568 เพียง 15 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5–10 ปี
ขณะที่ OSP ฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรปกติไตรมาส 2/68 ที่ 996.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% จากไตรมาส 1/68 และ 8.3% จากไตรมาส 2/67 หนุนจาก GPM ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ จากการผลิตที่มีประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนได้ดี หากกำไรออกมาตามคาด กำไรครึ่งแรกปี 2568 จะคิดเป็น 62% ของประมาณการทั้งปี ทำให้ประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ยังมี Upside แม้ราคาหุ้นเริ่มฟื้น แต่ยัง Laggard SET Index และยังไม่สะท้อนแนวโน้มกำไรที่เติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
สุดท้าย PTT ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าหุ้นกลุ่มพลังงานจะเป็นกลุ่มหลักรองรับเม็ดเงินต่างชาติในเดือนต.ค. เนื่องจากมี Valuation ที่ยังไม่แพงที่ระดับ PBV เพียง 0.8 เท่า และคาดปันผลครึ่งแรกปี 2568 ที่ 0.8 บาทต่อหุ้น ให้ Dividend Yield 2.4% สำหรับไตรมาส 3/68 คาดมีปัจจัยบวกจากการบันทึกกำไรพิเศษก้อนใหญ่ จากการเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนใน Lotus จากบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วม
ทดลอง DCA ด้วยเงิน 2,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี
ทั้งนี้ Wealthy Thai ได้ทดลอง DCA ในหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำทั้ง 5 ตัว โดยใช้เงินซื้อหุ้นทุกตัวเดือนละ 2,000 บาท ติดต่อกันทุกเดือนเป็นระยะเวลา 5 ปีกว่า (นับตั้งแต่ 1 ม.ค. 63 - 1 ส.ค. 68) พบว่า ADVANC เป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นที่สุดในพอร์ต ทั้งด้านกำไรจากส่วนต่างของราคา (Capital Gain) ที่ 48,677.50 บาท และผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผล 14,879.37 บาท
รองลงมาเป็น PTT แม้จะขาดทุนจากส่วนต่างราคาที่ 9,856.75 ล้านบาท แต่ยังมีเงินปันผลเข้ามาช่วยชดเชยที่ 19,069.30 ล้านบาท ในขณะที่หุ้นตัวอื่นๆ ขาดทุนจากส่วนต่างราคาเช่นเดียวกัน แต่เงินปันผลยังไม่สามารถหักลบกับส่วนที่ขาดทุนได้