การลดวิกฤตความขัดแย้ง social mediaกับความรู้เรื่อง ‘กบ’ และ ‘เมืองไทย’
การลดวิกฤตความขัดแย้ง social media
กับความรู้เรื่อง ‘กบ’ และ ‘เมืองไทย’ โดย พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต.
“กบ” ถือว่าเป็นสัตว์ที่สำคัญของประเทศไทยอย่างหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นสัตว์เล็ก ครึ่งบกครึ่งน้ำ แต่กบนั้นมีอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยในแทบทุกบริบทชีวิต เรามีเพลงเกี่ยวกับกบร้องถึงฟ้าฝน และกบก็เป็นอาหารหลักของคนชนบท กบและฟ้าฝนเป็นสิ่งสำคัญกับคนไทย เพราะคนไทยเป็นชาติเกษตรกรรม หากกบเป็นสิ่งบ่งชี้ฝน กบก็เป็นความสำคัญอย่างยิ่งยวดของไทย เพราะการขาดฝนคือขาดชีวิต
กบ เองนั้นก็เป็นตัวแทนพฤติกรรมหลายๆ อย่างของมนุษย์ ดูได้จากสุภาษิตและคำคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “กบในกะลา” “กบต้ม” “กบเลือกนาย” บ้างมาจากไทย บ้างมาจากต่างประเทศ บ้างก็โตมากับมนุษยชาติ เช่น อีสป
แต่สุภาษิตที่เกี่ยวกับกบมักจะเป็นพฤติกรรมลบๆ ซึ่งต้องมาสะท้อนว่าสถานะวันนี้เราเห็นแล้วว่า “กบเลือกนาย” มีผลเสียอย่างไรกับกบ คำสอนจากนิทานคือเลือกเยอะไม่พอใจจนบทสุดท้าย โดนนายนกกระจาบกินหมด
เมื่อสะท้อนกับวิกฤตสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว สถานะของคนไทยมีความใกล้ชิดกับกบเพิ่มขึ้นอย่างไร เราเกิดเหตุขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน คนปกติทั่วไปก็ย่อมรักประเทศตัวเอง และคงไม่มีใครที่มีสัญชาติไทยคนไหนไม่ว่าจะเชื้อชาติใดก็ตามที่จะเห็นตรงกันข้ามกับอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย แต่เราจะเชียร์กันเองแบบกบในกะลาโดยไม่มองเป้าหมายของศักดิ์และศรีของประเทศเราเองในสายตาชาวโลกก็คงไม่ได้
หรือ เราจะนั่งเฉยๆ จนเป็น “กบต้ม” จนเปื่อยสุกโดยไม่ทำอะไรเลย เราก็กลายเป็นอาหารอันโอชะของคนที่ต้มเรา ทุกวันนี้เราอยู่ในสถานะที่เรียกว่า “กบต้มในกะลา” คือ กบที่ถูกครอบในกะลาในหม้อที่มีน้ำค่อยๆ ร้อนขึ้นเรื่อยๆ รอวันที่สุกจากมุมมองในกะลา
เพราะแทนที่เราจะยืนบนศักดิ์ศรีความเป็นไทย ประเทศที่อยู่ยงไร้เทียมทานจากความปรีชาสามารถของบรรพบุรุษ ในทุกยุคทุกสมัย ต้านทานแรงต่างๆ ได้ ปรับตัวเคลื่อนไหวตามสถานการณ์จำเป็น ย้ายเมืองหลวง หลบหนี เข้าตี เจรจา รักษาไว้ซึ่งความเป็นสยามหรือประเทศไทยในรูปแบบปัจจุบันไว้อย่างไม่มีที่ติ เสียเลือดเสียเนื้อของคนในชาติน้อยที่สุด เป็นเหตุแห่งที่ให้เราได้รับชื่อว่าเป็น “สุวรรณภูมิ” แผ่นดินทอง ที่คนทั่วภูมิภาคล้วนเข้ามาขอความเป็นไทยเพื่ออิสรภาพและความปลอดภัย เรากลับต้องต่อสู้วาทกรรมกับประเทศกัมพูชาที่มีประชากร 1 ใน 4 ของประเทศไทย ในขณะที่สายตาคนทั้งโลกดูการขัดแย้งนี้เป็นอย่างไร เราไม่สนใจ แต่เราต้องไปนั่งเสียเวลาเถียงกับรัฐบาลกัมพูชาในประเทศตัวเอง นั่นคือปัญหาของกบในกะลาที่กำลังถูกต้ม
ประเทศไทยคือประเทศที่ที่มีศักดิ์และศรีเหนือประเทศกัมพูชา ทั้งด้านสังคม ความมั่นคง และเศรษฐกิจ ไทยมีอธิปไตยมานานกว่ากัมพูชา และมีสภาพสังคมเศรษฐกิจการเมืองและการต่างประเทศเหนือกว่ากัมพูชา ผู้นำกัมพูชายังเคยต้องใช้โควตาของประเทศไทยในการรับทุนไปเรียนต่อยังสหรัฐอเมริกา แต่ไฉนเราต้องไปนั่งเถียงกับ ประเทศกัมพูชาว่าใครถูกหรือผิดโดยเฉพาะกับสายตาของคนทั้งโลก
ก็เพราะเสียงสะท้อนในกะลาที่เราอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง social media ที่สะท้อนจุดอ่อนของคนไทย ที่ร้อนรนไม่คิดวิเคราะห์ ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ทำให้เราเป็นเหยื่อของพฤติกรรมของเราเอง ไม่แปลกเลยที่ทำไมก่อนจะมี social media ระบบการประชาสัมพันธ์ของรัฐไทย จึงพึ่งระบบสัมปทานคุมช่องมากว่า 50 ปี เพราะผู้นำไทยในขณะนั้นรู้จุดอ่อนคนไทย และต้องควบคุมความวุ่นวายทางความคิดจากการประชาสัมพันธ์ที่ไร้ทิศทางนั่นเอง
ประเทศไทยไม่ควรต้องมาเถียงสู้กับกัมพูชา อธิปไตยของไทยไม่จำเป็นต้องโต้เถียง นานาชาติควรจะเข้าใจประเทศไทยไม่ต่างกับที่เขาเข้าใจเรื่อง กาซ่า และ อิสราเอล ประเทศไทยควรเป็นพี่ใหญ่อาเซียน เพราะเป็นประเทศเดียวที่ยืนเป็นหลักผ่านสมัยล่าอาณานิคมได้ เราควรเป็นศูนย์กลางของพม่า ลาว และ กัมพูชา จากภูมิศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามเย็น แล้วทำไมเราถึงยังต้องเถียงเรื่องบ้าๆ บอๆ กับกัมพูชา ทำไมเราต้องไปแก้ตัวเรื่องเฟคต่างๆ เช่น อาวุธสารเคมี (ทั้งๆ ที่ประเทศไทยไม่เคยมีประวัติใช้ใดๆ และเราก็มีระบบกลาโหมที่โปร่งใสที่สุดยืนหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ไม่ใช่เฉพาะกับเวทีโลก แต่แม้กระทั่งในประเทศ ที่หน่วยงานรัฐต้องมาไล่ตามปิด โพสต์ หรือ เฟคนิวส์ ใน Social Media ต่างๆ เหตุเพราะคนไทยไม่สามารถคิดแยกวิเคราะห์ว่าอะไรควรหรือไม่ควรยังไง หรือมีเหตุอันใดที่เชื่อได้ว่าคนไทยเป็นเช่นนั้น
แต่ที่เห็นจากเหตุการณ์ปัจจุบัน คือการสื่อสารและการบริหารจัดการนั้นไม่ได้แยกการเมือง ความคิดทางการเมือง และความเห็นทางการเมือง ออกจากศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทย ทัศนคติของไทยต่อศักดิ์ศรีและอธิปไตยของประเทศควรจะเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีมลพิษเจือปน
โดยส่วนตัว ผมเป็นคนรักสันติภาพและทำงานเพื่อสันติภาพ การปะทะกันด้วยอาวุธเป็นสิ่งเลวร้ายที่ไม่มีผลดีกับใคร ในปัจจุบันมีทั้งคนไทยและคนกัมพูชาได้รับผลกระทบ ประชาชนคนบริสุทธิ์ไม่ควรจะต้องมาได้รับผลกระทบจากการขัดแย้ง จะคงสันติภาพได้ ศักดิ์ศรีและความน่าเกรงขามจึงมีความสำคัญในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ สันติสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีการให้เกียรติและความเชื่อถือ และเชื่อในไม้เด็ดที่โหดกว่าของรัฐ เพื่อที่จะไม่รุกรานกัน หากเชื่อว่าอีกรัฐพร้อมจะต่อสู้และผลลัพธ์ที่เป็นผลลบต่อรัฐตรงกันข้าม หรือ ทฤษฎี mutual deterrence แต่จุดอ่อนก็คือ ต่างคนต่างจะพยายามสร้าง deterrant ซึ่งเป็นบ่อเกิดของการสะสมอาวุธ แต่หากอำนาจการตัดสินใจเป็นของประชาชนคนธรรมดา สันติภาพและสันติสุขคือพลังที่จะขับเคลื่อนสังคมมากกว่าการใช้อาวุธและความรุนแรง เพราะไม่มีใครอยากต้องเสียญาติพี่น้องจากการปะทะไม่ว่าจะชาติไหนก็ตาม
ดังนั้น “ประเทศไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด” ย่อมเป็นประโยคที่น่ายกย่องของคนทั้งโลกและควรเป็นเช่นนั้น ณ ตอนนี้ มากกว่าจะมาเป็นคู่ขัดแย้งกับประเทศเยาว์วัยอย่างกัมพูชา ที่ผ่านภาวะสงครามความรุนแรงมาหลายสิบปี ซอฟต์พาวเวอร์ของไทยที่ดีที่สุดในเวลานี้ ตามทฤษฎีของ Jospeh Nye Jr. ที่เพิ่งเสียชีวิตไป คือ ความสามารถในการเป็นพี่ใหญ่ของ ลาว กัมพูชา และ พม่า ซึ่งเราควรตั้ง KPI ของประเทศไว้เช่นนั้น และออกแบบทุกอย่างเพื่อ เป้าหมายนั้น ที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง และพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้ก้าวหน้า ทุกวันนี้เราอยู่ในสถานะที่เรียกว่าหุ้นติดดอย คือการลากราคาไปไกล แต่ผลงานไปไม่ถึงนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ประเทศไทยจะหลุดจากดอยได้ ต้องเกิดจากการบริหารที่แม่นยำ เฉียบขาด การสื่อสารและการตั้งโจทย์ที่ทำให้ประชาชนมี Mindset และทัศนคติที่ถูกต้องต่อประเทศตัวเอง การเข้าใจจุดอ่อน และการวางกลยุทธ์ ที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ ณ เวลานี้ หากความขัดแย้งกับกัมพูชายืดเยื้อ หรือต้องถูกบังคับให้เจรจาจากนานาชาติอีก สถานะและศักดิ์ศรีก็จะต่ำลงไปเรื่อยๆ ความที่รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาดจะกลายเป็นเอกราชถูกข่มขี่เสมอ เราต้องเลือกที่จะจบในเงื่อนไขของเราและต้องจบให้เร็ว หากเรายังต้องการเป็นประเทศไทยในรูปแบบของเพลงชาติไทย
และที่สำคัญเราต้องร้องเพลงชาติไทยให้คนไทยฟัง ไม่ต้องโอนอ่อนกับเรื่องราวใดๆ แต่มั่นใจในประเทศไทยจะได้ไม่ต้องคอยเอาทรัพยากรมาแก้ตัวกับคนไทยด้วยกันเอง แต่ไปตอบโจทย์ที่สำคัญกว่า คือ นำประเทศไทยให้มีศักดิ์ศรีที่เกรงขามต่อสายตาคนทั้งโลก ไม่ใช่อยู่ในสถานะ “กบในกะลาที่กำลังถูกต้ม” อยู่แบบทุกวันนี้