โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มหาวิทยาลัยไทยในทางสองแพร่ง : จากโรงงานผลิตบัณฑิต สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมเพื่อสังคม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 ต.ค. 2568 เวลา 02.58 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2568 เวลา 02.58 น.

บทความพิเศษ | เทวินทร์ อินทรจำนงค์

มหาวิทยาลัยไทยในทางสองแพร่ง

: จากโรงงานผลิตบัณฑิต

สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมเพื่อสังคม

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยไทยเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการพัฒนาประเทศ

ทั้งในฐานะผู้ผลิตบัณฑิตเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน ผู้สร้างงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนเป็นพื้นที่พัฒนาความรู้และความคิดของสังคม

แต่ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงทางประชากร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี

ที่อาจทำให้ระบบอุดมศึกษาไทยเข้าสู่ “วิกฤตความอยู่รอด” หากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจัง

ปัญหาที่กำลังเผชิญ

1.จำนวนมหาวิทยาลัยมากเกินไป ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาไทยมากกว่า 300 แห่ง ในขณะที่จำนวนผู้เรียนลดลงต่อเนื่องจากโครงสร้างสังคมสูงวัย ทำให้หลายมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะภาคเอกชน ประสบปัญหาทางการเงินและแข่งขันกันด้วยวิธีการ “ลดแลกแจกแถม” มากกว่าการพัฒนาคุณภาพ

2. หลักสูตรไม่ทันสมัย หลายหลักสูตรยังไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลและตลาดแรงงานยุคใหม่ ขณะที่นักศึกษายุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับทักษะและสมรรถนะมากกว่าการมีเพียงใบปริญญา

3. คุณค่าใบปริญญาที่ลดลง การเติบโตของเส้นทางอาชีพใหม่ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษา กำลังท้าทายโมเดลมหาวิทยาลัยแบบเดิม

4. งานวิจัยไม่เชื่อมโยงกับสังคม ผลงานวิจัยจำนวนมากไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงในเชิงนโยบายหรือเชิงพาณิชย์ ทำให้มหาวิทยาลัยถูกมองว่าเป็น “ต้นทุน” มากกว่าการลงทุนของสังคม

ทางเลือกเพื่ออนาคต

มหาวิทยาลัยไทยไม่อาจอยู่รอดได้ด้วยการผลิตบัณฑิตเชิงปริมาณเหมือนเดิมอีกต่อไป สิ่งที่ต้องทำคือการ reposition ตัวเองใหม่อย่างชัดเจน ได้แก่

1. มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม ควรมีทำงานร่วมกับชุมชน อุตสาหกรรม และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงของประเทศ

2. การเรียนรู้ตลอดชีวิต ควรเปิดหลักสูตรสำหรับทุกช่วงวัย โดยเฉพาะสังคมสูงอายุ เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางการ reskill และ upskill

3. การสร้าง Soft Power โดยใช้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และภูมิศาสตร์ของไทยเป็นจุดแข็งในการดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ ทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็น “Hub” ของการศึกษาในอาเซียน

4. การยกระดับคุณภาพบุคลากรและงานวิจัย มีการลงทุนในการพัฒนาอาจารย์และนักวิจัย รวมถึงสร้างระบบสนับสนุนที่ผลักดันงานวิจัยสู่การใช้จริง

5. การปฏิรูประบบโครงสร้าง รัฐควรกำหนดมาตรการไม่เพียงควบคุมการเปิดมหาวิทยาลัยใหม่ แต่ยังสนับสนุนการควบรวม (merger) เพื่อสร้างมหาวิทยาลัยที่แข็งแรงและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

บทสรุปเชิงนโยบาย

มหาวิทยาลัยไทยกำลังอยู่บนทางสองแพร่ง คือจะเป็นเพียง “โรงงานผลิตบัณฑิต” ที่แข่งขันด้วยราคาจนเสื่อมคุณค่า หรือจะก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และนวัตกรรมเพื่อสังคม” ที่ยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว

หากรัฐ มหาวิทยาลัย และสังคมร่วมกันปรับบทบาทและทิศทางใหม่อย่างจริงจัง อุดมศึกษาไทยไม่เพียงแค่จะอยู่รอด

แต่ยังสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของประเทศในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างยั่งยืน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มหาวิทยาลัยไทยในทางสองแพร่ง : จากโรงงานผลิตบัณฑิต สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมเพื่อสังคม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...