นักออมมือใหม่เลือกประกันสะสมทรัพย์อย่างไรให้คุ้มค่า
คอลัมน์ : คุยฟุ้งเรื่องการเงิน ผู้เขียน : พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (ทอมมี่)
ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารอยู่ในระดับต่ำ การฝากเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินในระยะยาว หลายคนจึงเริ่มมองหาทางเลือกการออมที่มีความมั่นคงมากขึ้น หนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความนิยมก็คือ ประกันสะสมทรัพย์ ที่ทำหน้าที่ทั้งเป็นเครื่องมือออมเงินและสร้างความคุ้มครองไปพร้อมกัน การจะเลือกให้เหมาะกับตัวเองนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องเข้าใจหลักการทำงาน และรู้จักเปรียบเทียบเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกันอย่างรอบคอบ
สูตรสำเร็จของการออมที่ประกันสะสมทรัพย์ตอบโจทย์
การออมที่ประสบความสำเร็จมักประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ เงินต้น ดอกเบี้ย และระยะเวลา หากมีวินัยและต่อเนื่อง โอกาสที่จะไปถึงเป้าหมายก็สูงขึ้น ซึ่งประกันสะสมทรัพย์ถือเป็นเครื่องมือที่ผสมผสานทั้ง 3 องค์ประกอบเข้าด้วยกัน เราจะทยอยจ่ายเบี้ยประกันเป็นงวด ๆ และบริษัทจะนำเงินไปลงทุนตามสมมุติฐานที่กำหนดไว้ พร้อมการันตีผลตอบแทนบางส่วน ยิ่งเริ่มออมตั้งแต่อายุน้อย ระยะเวลาที่มากขึ้นก็ช่วยให้ดอกเบี้ยทบต้นเติบโตได้ดียิ่งขึ้น
การันตี vs ไม่การันตีสิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนซื้อ
หัวใจสำคัญของการเลือกซื้อคือการแยกให้ออกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับนั้น การันตี หรือ ไม่การันตี
– ผลตอบแทนที่การันตี คล้ายกับดอกเบี้ยพันธบัตร เป็นตัวเลขที่นักคณิตศาสตร์ประกันภัยคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องจ่ายแน่นอน
– ผลตอบแทนที่ไม่การันตี ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทและสภาวะของตลาด หากตลาดดีอาจได้มาก แต่ถ้าไม่ดีก็อาจได้น้อยหรือแทบไม่ได้เลย
ปัจจุบันมีทั้งแบบที่การันตีเกือบทั้งหมด และแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ถือกรมธรรม์เลือกลงทุนคล้ายกองทุนรวม ซึ่งให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงเพิ่มเข้ามาด้วย
แล้วแบบไหนถึงจะเหมาะกับนักออมทั่วไป ?
สำหรับคนทั่วไปที่มองหาความมั่นคง การเลือกประกันสะสมทรัพย์ที่การันตีผลประโยชน์ถือว่าเหมาะสม แม้ผลตอบแทนอาจไม่สูงเท่าการลงทุน แต่ข้อดีคือความแน่นอนและไม่เสี่ยง ส่วนประกันแบบพ่วงการลงทุน หรือ Unit Link เปิดโอกาสให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงของการผันผวนของตลาด
จากพฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่ มักจะเลือกแบบที่ความเสี่ยงต่ำที่สุด เพราะมองว่าประกันควรเน้นความคุ้มครองและความมั่นใจ ไม่ใช่การเสี่ยงโชคกับผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน
แนวโน้มตลาดประกันสะสมทรัพย์
ในประเทศอเมริกาและประเทศอังกฤษ ประกันแบบการันตีผลตอบแทนเริ่มลดลง เนื่องจากต้นทุนสูงและอัตราดอกเบี้ยที่ผันผวน ขณะที่ประเทศไทยยังคงมีประกันสะสมทรัพย์แบบการันตีอยู่ เช่น ประกันบำนาญที่การันตีแล้วจ่ายเงินแบบ Passive Income คือจ่ายเงินทุก ๆ ปีหลังจากที่เกษียณออกมาแล้ว คล้ายกับการได้รายได้ประจำ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตมีแนวโน้มของการลดความการันตีลง และหันไปพึ่งพาผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้น
กรณีศึกษา : การปรับเบี้ยประกันบำนาญ
ประกันบำนาญเป็นอีกตัวอย่างที่สามารถเห็นได้ชัดเจน เพราะในอดีตนั้นหากจ่ายเบี้ยปีละ 100,000 บาทต่อเนื่อง 10 ปี รวมเป็น 1 ล้านบาท ผู้ซื้ออาจได้รับเงินคืนมากถึง 3 ล้านบาท เมื่อครบสัญญา แต่ปัจจุบันเงื่อนไขเปลี่ยนไป ทำให้ผลตอบแทนลดเหลือราว 2 ล้านบาทเท่านั้น
สาเหตุหลักมาจากบริษัทประกันไม่สามารถลงทุนในพันธบัตรที่ให้ดอกเบี้ยสูงเหมือนเดิมได้ ยิ่งเมื่อพันธบัตรเก่าครบกำหนด บริษัทต้องไปลงทุนใหม่ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง เงินที่ได้จึงไม่เพียงพอสำหรับการจ่ายผลประโยชน์ในระดับเดิม นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดจึงให้ผลตอบแทนน้อยลงเมื่อเทียบกับแบบเก่า
เคล็ดลับเลือกประกันสะสมทรัพย์ให้คุ้มค่า
1.ศึกษาข้อมูลให้ละเอียด – ทำความเข้าใจเงื่อนไขการรับผลประโยชน์ ระหว่างที่การันตีกับไม่การันตี
2.เปรียบเทียบหลายบริษัท – แต่ละที่มีเงื่อนไข ระยะเวลาจ่าย และผลตอบแทนแตกต่างกัน
3.ประเมินกำลังจ่ายเบี้ยของตนเอง – เพื่อให้สามารถถือกรมธรรม์ได้ครบตามสัญญา
4.เลือกแบบที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิต – เช่น ออมเพื่อเกษียณ เพื่อการศึกษา หรือเพื่อเป็นกองทุนสำรองฉุกเฉิน
สรุป
การเลือกประกันสะสมทรัพย์นั้นจะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายการเงิน หรือความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล รวมไปถึงสถานการณ์ของตลาด ณ เวลานั้น กุญแจสำคัญคือการศึกษาข้อมูลประกันสะสมทรัพย์ไว้ให้รอบด้าน เข้าใจความแตกต่างของผลประโยชน์แต่ละแบบและเลือกให้เหมาะกับตนเอง หากทำได้อย่างถูกต้อง ประกันสะสมทรัพย์จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างวินัยในการออมพร้อมความคุ้มครอง และทำให้การวางแผนการเงินระยะยาวมั่นคงมากยิ่งขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักออมมือใหม่เลือกประกันสะสมทรัพย์อย่างไรให้คุ้มค่า
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net