10 แผน สืบทอดอำนาจ.. อำมาตยาธิปไตย 2549-2569
หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
นี่ไม่ใช่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
แต่เป็นแผนสืบทอดอำนาจ..
ระบอบอำมาตยาธิปไตย
ผู้ที่ติดตามสถานการณ์ทางการเมือง มานานๆ คงรู้ว่า การได้ตำแหน่งนายกฯ หรือหลุดจากตำแหน่งนายกฯ อาจมีส่วนที่ชะตาฟ้าลิขิตบ้าง แต่ถ้านำเอาเหตุการณ์ต่างๆ มาเรียงต่อกันแล้ววิเคราะห์ก็จะพบว่า ที่สำคัญยังมีการวางแผน เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย ถ้าเดินตามกฎเกณฑ์ไม่ได้พวกเขาก็จะใช้อำนาจและเงินตรา หรือกฎหมาย หรือแม้แต่กำลังอาวุธ จัดการ ถ้าไม่ได้ตามเป้า ก็ปรับเปลี่ยนแผนตามสถานการณ์ …
เริ่มแผน 1 ล้มนายกทักษิณ ชินวัตร โดยการรัฐประหารปี 2549 ยุบพรรคไทยรักไทย
ปรับเป็นแผน 2 คือตุลาการภิวัฒน์ ล้มรัฐบาล พรรคพลังประชาชน ตั้งรัฐบาล ปชป. ปี 2552 แต่เสียของ
แผนที่ 3 ล้มรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์และรัฐประหาร 2557 ปกครองต่อโดยคสช.
แผนที่ 4 อยากอยู่ยาว จึงร่างรัฐธรรมนูญ 2560 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้ง 2562
แผนที่ 5 แบ่งแยกแล้วปกครอง หลังเลือกตั้ง 2566 พรรคก้าวไกล ได้ ส.ส.มากที่สุดเมื่อรวมกับพรรคเพื่อไทย ได้เกือบ 300 เสียง ตามแผนก็ต้องใช้ ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน ทำให้พรรคก้าวไกลตั้งรัฐบาลไม่ได้ แล้วนำพรรคเพื่อไทยข้ามขั้วมาร่วมรัฐบาลกับฝ่ายอนุรักษนิยม
แผนฉีกแนวร่วม 2 พรรคจึงทำได้สำเร็จ ตามหลักแบ่งแยกแล้วปกครอง
แผนที่ 6 ทำลายพรรคก้าวไกล
การที่พรรคก้าวไกลได้คะแนน 14 ล้านเป็นที่ 1 นั่นก็คือคำตัดสินว่าพรรคการเมืองนี้จะต้องถูกกำจัดหรือถูก ควบคุมไม่ให้มีขนาดใหญ่ ไม่ให้เป็นรัฐบาลได้ เพราะบังอาจมาคิดเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองของประเทศนี้ จะไม่ปล่อยให้โตเหมือนไทยรักไทย ที่สุดท้ายต้องออกแรงรัฐประหาร 2549
แผนทำลายพรรคก้าวไกลยังคงเป็นแผนเดิมแบบที่ใช้กับพรรคอนาคตใหม่ก็คือยุบพรรค
7 สิงหาคม 2567 หลังจากที่ กกต.ยื่นคำร้องว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อว่าพรรคก้าวไกล มีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองฯ ศาลรัฐธรรมนูญจึงสั่งยุบพรรคก้าวไกล เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการ 10 ปี
ก้าวไกลเปลี่ยนเป็นพรรคประชาชน แผนจัดการกับพรรคประชาชน คงจะใช้คดีที่ฟ้อง 44 ส.ส.ที่เดิมสังกัดพรรคก้าวไกล
แต่พรรคประชาชนคงจะเตรียมแก้เกมโดยไม่ส่งคนที่เกี่ยวข้องในคดีลงสมัคร ส.ส.
แผนที่ 7 ทำลายพรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยเมื่อทำการตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ก็มีผู้วิจารณ์ไว้ว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องจ่ายค่าตอบแทนในการตัดสินใจครั้งนี้และจะต้องได้รับบาดเจ็บซึ่งเดิมก็คาดกันว่าน่าจะเป็นช่วงเลือกตั้งใหม่ประมาณปี 2570
และสิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันก็คือการกลับไทยของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่มีการเลือกนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน นักวิจารณ์ส่วนหนึ่งมองว่าเป็นข้อตกลงซึ่งนายกฯ ทักษิณอาจจะต้องกลายเป็นตัวประกัน
แต่ในช่วงระยะเวลาปีแรกบางคนคิดว่าอาจวิจารณ์ผิดเพราะเพื่อไทยและนายกฯ ทักษิณยังเดินหน้ามีบทบาททางการเมืองได้ แต่ผ่านไป 1 ปี ก็มีปรากฏการณ์ทางการเมืองซึ่งเห็นได้ชัดว่า..ที่ได้ไฟเขียว..อาจเปลี่ยนเป็นไฟแดง
เริ่มจาก…..
14 สิงหาคม 2567 ศาลก็สั่งถอดถอนนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข้อหาผิดจริยธรรมร้ายแรง
29 สิงหาคม 2568 ปลดนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กรณีคลิปเสียงฮุน เซน โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการกระทำของนายกฯ แพทองธาร มีลักษณะฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม จึงวินิจฉัยว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง
เพื่อไทยไม่สามารถยุบสภาได้
9 กันยายน 2568 นายกฯ ทักษิณถูกศาลสั่งให้ จำคุก 1 ปี กลายเป็นตัวประกัน
ที่วิเคราะห์กันไว้ว่า เพื่อไทยที่ข้ามขั้วจะบาดเจ็บกลายเป็นจริง
แผนที่ 8 จัดตั้ง ส.ว. ยึดวุฒิสภา
เนื่องจาก ส.ว. แต่งตั้งหมดวาระ และไม่สามารถแต่งตั้งตามใจผู้มีอำนาจ จึงจำเป็นต้องหาทางจัดตั้ง ผ่านการคัดเลือกระบบใหม่ กลางปี 2567 แม้ผิดกฎหมายก็มีคนเสี่ยงทำ จึงกลายเป็นคดีฮั้ว ส.ว.ที่อื้อฉาว แต่คุ้มค่าเพราะ ส.ว. มีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ
ระบบอยุติธรรม ทำให้คดีฮั้ว ส.ว. คงจะยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยก็เข้ามาคุมกระทรวงยุติธรรม ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีส่วนหนึ่งถูกโยกย้าย ถ้าคดีถึงศาลจะมีผลกระทบถึงพรรคการเมืองและ ส.ว. แต่ดูแล้ว ส.ว.คงหมดวาระไปก่อน
แผนที่ 9 เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี
5กันยายน 2568 มีการเปลี่ยนนายกฯ ตามที่ฮุน เซนบอกจริงๆ พรรคประชาชน 143 เสียงหนุนอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ใหม่ กำหนดยุบสภาใน 4 เดือนคาดว่าจะเลือกตั้งใหม่ประมาณเดือนมีนาคม 2569
แสดงว่าที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยถูกหลอก เพราะฝ่ายขวาไม่เอาเพื่อไทยดังนั้นจึงถูกขจัดทิ้ง การผลักดันนายกฯ อนุทินและพรรคภูมิใจขึ้นเป็นแกนนำทั้งๆ ที่มีคะแนนนิยมเพียงแค่ 3% จึงเป็นการเตรียมการเพื่อหวังว่าจะมีการยุบสภาและเลือกตั้งโดยมีความได้เปรียบ และจะมีโอกาสตั้งรัฐบาลสืบทอดอำนาจ แบบอนุรักษนิยมร่วมกัน
การฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นเป้าหมายรอง แต่ก็ต้องรีบทำเพราะอาจจำเป็นต้องใช้ เป็นกำลังเสริมหรือเป็นตัวสำรองในโอกาสต่อไป
(กรณีของพรรคประชาธิปัตย์และการดึงอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับเข้ามานำพรรคนั้น คงจะต้องพูดถึงในรายละเอียดต่อไปโอกาสหน้า)
แผนที่ 10 สืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้ง 2569
1ต้องตัดกำลังให้พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย มี ส.ส. รวมน้อยกว่า 250
ยุทธวิธีการตัดกำลังทั้ง 2 พรรคนี้ลงคือให้ 2 พรรคนี้แข่งกันเองตัดคะแนนกันเอง
ดูด ส.ส.เขตตัวเต็งออกจากพรรคเพื่อไทย จะไปอยู่พรรคไหนก็ได้หรืออาจจะดึงออกมาแล้วให้ลงสมัครโดยไม่หวังชัยชนะก็ได้ เพียงเพื่อให้ตัดคะแนนในการเลือกตั้ง
เขตที่เคยแพ้-ชนะกับพรรคก้าวไกลไม่มากให้ทุ่มกำลังทรัพยากรลงไปเต็มที่
2 ถ้าพรรคภูมิใจไทยต้องการเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องทำคะแนนให้ได้มากขึ้นแต่โอกาสได้ที่ 1 แซงพรรคประชาชนไม่ใช่ง่ายแต่อย่างน้อยก็ควรมี ส.ส.มากกว่าพรรคเพื่อไทย
ดังนั้น การดึง ส.ส. จากพรรคเพื่อไทยมาอยู่ภูมิใจไทยจึงเป็นยุทธวิธีสำคัญถ้าสามารถดึง ส.ส. ออกมาจากเพื่อไทยได้ 30 คนมาอยู่ภูมิใจไทยแม้จะย้ายมาแล้วไม่ชนะหมดทั้ง 30 คนแต่ถ้าชนะ 25 คนก็หมายความว่าเพื่อไทยโอกาสจะ -30 แต่ภูมิใจไทย + 25
ดึง ส.ส.เก่า จากพรรคที่มีปัญหาแตกกัน ทำข้อตกลงกับพรรคเล็กต่างๆ ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 250
3 ใช้ยุทธวิธีกักตัวประกัน โดยไม่ยอมให้ทักษิณออกจากคุกง่ายๆ จนกว่าการเลือกตั้งจะผ่านไปหรือการตั้งรัฐบาลเสร็จ แต่ถ้ามีการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป นายกฯ ทักษิณก็ยังมีโอกาสออกมาก่อนการเลือกตั้งเพราะอายุเกิน 70 ไปแล้วและมีโทษเหลือไม่ถึงปี แต่ถ้าไม่มีวาระแบบนั้น ก็เท่ากับว่าถูกสกัด แต่ก็ยังสามารถหาเสียงด้วยวิธีอื่นๆ โดยอ้อมได้บ้าง
สรุปว่าเส้นทางการสืบทอดอำนาจนับจากการรัฐประหารปี 2549 สู่การรัฐประหาร 2557 จนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 แม้ผ่านการเลือกตั้ง 2562 และ 2566 ประเทศไทยก็ยังไม่สามารถปรับทิศทางเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงได้
หลังการเลือกตั้งปี 2569 น่าจะสรุปได้ว่า เราจะยังอยู่ในระบอบอำมาตยาธิปไตย โดยมีสภาพทางการเมืองใกล้เคียงกับหลังเลือกตั้งปี 2562 ……
หรือเราเข้าไปอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580)..โดยไม่รู้ตัว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 10 แผน สืบทอดอำนาจ.. อำมาตยาธิปไตย 2549-2569
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly