โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์ Motor Check FACTSHEET : รู้จัก และเข้าใจ ฟิล์มกรองแสงรถยนต์

ชัวร์ก่อนแชร์

อัพเดต 17 ก.ย 2568 เวลา 13.59 น. • เผยแพร่ 17 ก.ย 2568 เวลา 06.59 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

บทความนี้เรียบเรียงโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence : AI)โดยมีเนื้อหาหลักจากคลิปวิดีโอ

16 กันยายน 2568

ตามที่มีการแชร์เตือนผู้ใช้งานรถยนต์ว่า ฟิล์มกรองแสงคืออะไร มีกี่รูปแบบ แตกต่างกันอย่างไร และเลือกใช้อย่างไร ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ ตรวจสอบกับ ธนเทพ ธเนศนิรัตศัย นักทดสอบและผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ และ Website Director www.Headlightmag.com Headlight Magazine

(สัมภาษณ์เมื่อ 31 กรกฎาคม 2568)

เจาะลึกฟิล์มกรองแสงรถยนต์ : เลือกอย่างไรให้ใช่ สบายใจทุกการเดินทาง

ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุของเมืองไทย “ฟิล์มกรองแสงรถยนต์” ได้กลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่รถยนต์ทุกคันต้องมี ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อประโยชน์ใช้สอยที่สำคัญในการปกป้องทั้งผู้โดยสารและตัวรถ อย่างไรก็ตาม ในตลาดฟิล์มกรองแสงที่เต็มไปด้วยตัวเลือกมากมาย ทั้งประเภท คุณสมบัติ และระดับราคา ทำให้ผู้ใช้รถหลายคนอาจเกิดความสับสนว่าจะเลือกฟิล์มแบบไหนให้เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกแง่มุมของฟิล์มกรองแสงรถยนต์ ตั้งแต่ประเภทต่าง ๆ ไปจนถึงวิธีการเลือกให้ตรงกับความต้องการ เพื่อให้การตัดสินใจครั้งต่อไปของคุณง่ายและมั่นใจยิ่งขึ้น

ฟิล์มกรองแสงคืออะไร และทำงานอย่างไร ?

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าฟิล์มกรองแสงนั้นคืออะไร โดยพื้นฐานแล้ว ฟิล์มกรองแสงคือแผ่นพลาสติกชนิดพิเศษที่ถูกออกแบบมาเพื่อติดตั้งบนกระจกรถยนต์ โดยมีคุณสมบัติหลัก 3 ประการ คือ

  • สะท้อนแสง : ลดความจ้าของแสงแดดที่ส่องเข้ามาในห้องโดยสาร ทำให้การขับขี่สบายตาขึ้น
  • ดูดซับความร้อน : ลดปริมาณความร้อนที่จะผ่านเข้ามาในตัวรถ ทำให้ห้องโดยสารเย็นเร็วขึ้นและเครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง
  • ป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) : ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันรังสียูวี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนังและทำให้วัสดุภายในรถยนต์ เช่น คอนโซลและเบาะที่นั่ง เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร

รู้จักฟิล์มกรองแสง 5 ประเภทหลักในปี 2568

เทคโนโลยีฟิล์มกรองแสงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ปี 2568) สามารถแบ่งประเภทฟิล์มหลัก ๆ ได้ 5 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกันไป

1. ฟิล์มย้อมสี (Dyed Film) เป็นฟิล์มพื้นฐานที่มีราคาถูกที่สุด จุดเด่นคือสามารถลดแสงจ้าได้ดี แต่มีความสามารถในการกันความร้อนต่ำที่สุด เมื่อใช้งานไปสักระยะ สีของฟิล์มจะซีดจางลง อายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1-3 ปี

2. ฟิล์มเคลือบโลหะ (Metallic Film) หรือ ฟิล์มปรอท ฟิล์มชนิดนี้ได้รับความนิยมสูงในอดีต มีจุดเด่นที่การกันความร้อนและรังสียูวีได้ดี มีความทนทานสูง แต่ข้อเสียสำคัญคือ โลหะที่เคลือบบนฟิล์มจะรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น สัญญาณโทรศัพท์มือถือ และระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ (Easy Pass) อายุการใช้งานประมาณ 3-7 ปี

3. ฟิล์มคาร์บอน (Carbon Film) เป็นฟิล์มที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของฟิล์มเคลือบโลหะ โดยใช้ผงคาร์บอนแทนการเคลือบโลหะ ทำให้สามารถกันความร้อนและรังสียูวีได้สูง โดยไม่รบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ให้ทัศนวิสัยที่เคลียร์ชัดจากภายใน และสีไม่ซีดจาง แต่ก็มีราคาที่สูงขึ้นตามมา

4. ฟิล์มเซรามิก (Ceramic Film) ถือเป็นฟิล์มเกรดพรีเมียมที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน สามารถป้องกันความร้อนและรังสียูวีได้ดีที่สุด โดยที่ไม่รบกวนสัญญาณใด ๆ และไม่ทำให้เกิดเงาสะท้อนมากนัก ข้อเสียคือมีราคาสูงที่สุดในบรรดาฟิล์มทุกประเภท แต่ก็แลกมาด้วยอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า 10 ปี

5. ฟิล์มไฮบริด (Hybrid Film) เป็นฟิล์มลูกผสมที่นำคุณสมบัติเด่นของฟิล์มย้อมสีและฟิล์มเคลือบโลหะมารวมกัน ทำให้ได้ฟิล์มที่มีความสามารถในการกันความร้อนปานกลาง ลดแสงจ้าได้ดี และมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไป เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟิล์มที่มีประสิทธิภาพสมดุลในราคาที่จับต้องได้ อายุการใช้งานประมาณ 3-7 ปี

ถอดรหัสตัวเลขบนฟิล์ม : ค่าความทึบแสง และ VLT คืออะไร ?

เมื่อเลือกประเภทฟิล์มได้แล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องพิจารณาคือ “ความเข้ม” ของฟิล์ม ซึ่งมักจะถูกระบุด้วยค่าตัวเลขต่าง ๆ

  • ค่าความทึบแสง (40%, 60%, 80%) : เป็นค่าที่คนไทยคุ้นเคยกันดี บ่งบอกถึงระดับความมืดของฟิล์ม

  • 40% : ฟิล์มใส กันร้อนได้ระดับหนึ่ง ยังคงความสวยงามของรถ ไม่มืดเกินไป

  • 60% : ความเข้มระดับกลาง เป็นที่นิยมที่สุด ให้ความสมดุลระหว่างการกันร้อนและความเป็นส่วนตัว แต่บางคนอาจรู้สึกว่าถอยรถตอนกลางคืนลำบาก

  • 80% : ฟิล์มมืด ให้ความเป็นส่วนตัวสูงมาก มองจากภายนอกแทบไม่เห็นภายใน แต่มองจากภายในออกไปภายนอกยังพอเห็นได้

  • ค่า VLT (Visible Light Transmittance) : เป็นค่ามาตรฐานสากลที่บอกเป็นเปอร์เซ็นต์ของแสงที่สามารถส่องผ่านฟิล์มได้ ซึ่งจะสวนทางกับค่าความทึบแสง

  • VLT 5% : เทียบเท่าฟิล์ม 80% (มืดมาก)

  • VLT 20-35% : เทียบเท่าฟิล์ม 60% (ความเข้มปานกลาง)

  • VLT 50-70% : เทียบเท่าฟิล์ม 40% (ฟิล์มใส) ซึ่งแนะนำสำหรับกระจกบานหน้า เพื่อทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่

สัญญาณเตือน : เมื่อไหร่ที่ควรเปลี่ยนฟิล์มกรองแสง ?

ฟิล์มกรองแสงก็มีอายุการใช้งาน เมื่อเสื่อมสภาพประสิทธิภาพก็จะลดลง สัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนฟิล์มใหม่แล้ว ได้แก่

  • สีซีดจาง : ฟิล์มเปลี่ยนจากสีเข้มเป็นสีม่วงหรือสีจาง ๆ
  • ภาพมัว : ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลง ภาพที่เห็นไม่คมชัด
  • เกิดฟองอากาศ : มีฟองอากาศปรากฏขึ้นตามกระจก
  • ร้อนกว่าปกติ : รู้สึกว่าแอร์สู้แดดไม่ไหวเหมือนเคย

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ : “เลือกร้าน” สำคัญไม่แพ้ “เลือกฟิล์ม”

ท้ายที่สุดแล้ว แม้จะเลือกฟิล์มที่มีคุณภาพดีและราคาสูงเพียงใด แต่หากติดตั้งโดยช่างที่ไม่มีความชำนาญก็อาจเกิดปัญหาตามมาได้ ผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำสำคัญไว้ว่า “การเลือกร้านติดตั้งที่น่าเชื่อถือและมีประสบการณ์” คือหัวใจสำคัญที่สุด เพราะการติดตั้งที่ไม่ดีอาจสร้างความเสียหายให้กับส่วนอื่น ๆ ของรถยนต์ เช่น แผงประตู และทำให้คุณต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การเลือกฟิล์มกรองแสงจึงเป็นการลงทุนเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยในระยะยาว ควรศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ถี่ถ้วน เลือกประเภทและความเข้มให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์การขับขี่ และที่สำคัญที่สุดคือเลือกใช้บริการจากร้านติดตั้งที่มีมาตรฐาน เพื่อให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนในครั้งนี้

ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย : ณัฐพล อินทร์สวัสดิ์
ตรวจสอบบทความโดย : ชยานิษฐ์ ผ่องใส

ดูเพิ่มเติมรายการ ชัวร์ก่อนแชร์ Motor Check FACTSHEET : รู้จัก และเข้าใจ ฟิล์มกรองแสงรถยนต์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...