บอย ภิษณุ เปิดบทเรียนชีวิต 20 ปีในวงการไม่ง่าย เจอวิกฤตหนักจนเคยคิดจบชีวิต แต่กลับมาสู้ได้เพราะลูก
ไนน์เอ็นเตอร์เทน
อัพเดต 18 ก.ย 2568 เวลา 17.24 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2568 เวลา 10.20 น. • NineEntertain ข่าวบันเทิงอันดับ 1 ของไทยเรียกได้ว่าเปิดหมดเปลือก สำหรับพิธีกร-นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี บอย ภิษณุ ที่ออกมาเผยถึงชีวิต 20 ปีในวงการบันเทิงที่ไม่เคยง่าย เล่าทุกจุดเปลี่ยนในชีวิต จาก AF สู่นักสู้ที่ไม่ยอมแพ้แม้เจอวิกฤตทุกด้าน ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง อดทนผ่านความท้าทาย ถึงขั้นครั้งหนึ่งเคยคิดจบชีวิตจากวิกฤตการเงิน พร้อมเผยถึงชีวิตครอบครัวหลังแยกทาง ในรายการ WOODY FM
คุณอยู่ในวงการบันเทิงมานานเท่าไรแล้ว?
บอย: เยอะมากปีนี้ผมเข้าวงการมา 20 ปีแล้ว ตั้งแต่เป็น AF เร็วมาก
การยอมรับความจริงการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ ในวันที่คุณมองว่าไม่รู้จะไปต่อยังไง
บอย: เราอยู่ในวงการบันเทิงมา 20 ปี ได้เห็นตั้งแต่ยุคแรก ๆ แล้วทุกอย่างเหมือนแพลตฟอร์มเริ่มเปลี่ยนไป ละครสปอนเซอร์เริ่มน้อยลง มีแพลตฟอร์มอื่นขึ้นมา ผมผ่านยุคพวกนั้นก็เคยมีความรู้สึกว่าถ้าอยู่กับที่ก็จะถูกกลืนไปกับแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ที่มันผุดขึ้นมาทุกวัน จึงเริ่มมาทำ YouTube เพราะว่ารายได้ไม่มีจากการที่ติดโควิดพอดี ช่วงนั้นดาราคือรายได้เป็นศูนย์ รู้สึกว่ามันอยู่ไม่ได้นะเพราะว่าเรายังมีภาระมีครอบครัวที่ต้องดูแล แล้วพอทำมาสักพัก Youtube ก็เริ่มดาวน์อีกแล้ว ผมต้องไปทางไหน Tiktok ก็ไม่ได้เริ่มเล่นตั้งแต่แรก เพิ่งมาเล่นช่วงปลาย คิดว่าตอนนั้นทำไมชีวิตเราต้องมีอะไรเยอะแยะไปหมดเลย Facebook ก็ต้องมี IG ก็ต้องทำ YouTube ก็ต้องทำ TikTok มาอีกเหรอ ตามไม่ทัน จนสุดท้ายเราก็ต้องมาจบที่ลองเล่น TikTok ดูว่ามันจะทำยังไง เพราะว่า TikTok มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่รู้จักเรามากที่สุด เราก็ต้องทำไม่งั้นก็เหมือนย่ำอยู่กับที่ มันคือชีวิตของผม ไม่อยากให้ชีวิตที่เกิดขึ้นมาแล้วมันต้องหายไป
Mindset ที่เดินหน้าคือยังไง
บอย: ตอนนั้นยังรู้สึกว่าผมไม่แย่เหมือนครั้งล่าสุดนี้นะ ตอนนั้นแค่มีความรู้สึกว่าทุกคนเป็นเหมือนกันหมด ทุกคนเจอคลื่นลูกยักษ์ ซึ่งเป็นคลื่นเกี่ยวกับโรคอันตราย แต่บังอิญเราแค่มีความรู้สึกว่าช่วงนั้นโชคดีของชีวิตที่เราลองที่จะเปลี่ยนมาทำ YouTube ลองหาทำอะไรใหม่ ๆ เพราะว่าถ้าอยู่เฉย ๆ มันไม่ได้ จริง ๆ ผมไม่ได้เป็นคนที่พูดเก่งขนาดนั้น สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจง่ายคือเรามีทีมงานที่ดี ตอนนั้นก็มั่นใจมากขึ้น
ตัดสินใจไลฟ์ TikTok แต่ทุกอย่างมันก็หนัก
บอย: มันหนักมาก เพราะว่าผมเป็นหัวหน้าครอบครัว แล้วการใช้เงินเก่าเงินเก็บมันไม่ใช่สัญญาณที่ดี เรามีลูกด้วย แล้วก็ควรจะใช้ที่ปัจจุบันเราหางานหาเงินได้ใช้ตรงนั้นไป เงินเก็บก็ควรจะเป็นเงินเก็บ แต่มันไม่เป็นเงินเก็บอีกต่อไป เลยยิ่งเครียดไปกันใหญ่ ก็ต้องหาอะไรทำเพื่อให้เรามีรายได้ขึ้นมา เพื่อเลี้ยงครอบครัวได้ แล้วจากนั้นก็ไปเจอเรื่องแย่ ๆ ไม่ดีอีก แทนที่จะดี มันก็เฟลอีกเรื่องธุรกิจ หลายอย่างเข้ามาพร้อมกันเลยเป็นสิ่งที่เราต้องหาอะไรใหม่ ๆ ทำ เราจะได้ไม่หาย และยังต้องแข็งแรง ต้องสู้ ผมไม่รู้หรอกว่ามันจะได้อีกนานแค่ไหน หรืออาจจะอีกไม่นาน แต่อย่างน้อย ๆ เราได้ทำก็โอเค
การที่ยอมปรับเปลี่ยนไป ยอมเริ่มต้นใหม่ มันทำให้เราได้เห็นอะไรในตัวเองบ้างจากอดีต แล้วปัจจุบันที่มันต่างกัน Mindset ที่เปลี่ยนไป
บอย: ไม่มีอะไรที่เป็นอมตะ ช่วงกราฟของชีวิตมีขึ้นแล้วมีลงเสมอ แต่จริง ๆ ผมโชคดีตรงที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นดารา กว่าเราจะประสบความสำเร็จได้เกือบ 28 ปีแล้ว ผมผ่านอะไรมาเยอะมาก พอมาอยู่ตรงนี้เหมือนโอกาสที่เราได้มากกว่า โอกาสที่อยากเป็นมาทั้งชีวิต จริง ๆ ผมอยู่ยังไง ทำอะไรก็ได้ที่มันไม่ได้ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน
สิ่งที่บอยยังอยากทำคืออะไรครับ
บอย: ผมอยากยืนอยู่ตรงนี้ไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งอยากเป็นแบบ อาหนิง นิรุตติ์ ที่เป็นคนคุณภาพ เล่นละครได้ดี แล้วก็ใช้ชีวิตได้ดี แต่ยุคนี้เริ่มยากละ ผมก็ต้องดูว่าจุดไหนมุมไหนที่อยู่กับเราได้ แล้วเราก็เอาตัวเราไปอยู่ตรงนั้น
ทำไมอยากเป็นอย่างนั้น แล้วได้อะไรจากการเป็นแบบนั้น
บอย: สิ่งหนึ่งที่ผมจะได้เลยคือ ได้ทำอาชีพที่ผมรักที่สุดในชีวิต สิ่งที่ผมได้มา แล้วคิดว่าการได้ทำอะไรที่มันมีความสุขมากที่สุดในชีวิตแล้ว มันมีแรงที่จะใช้ชีวิตต่อไปเรื่อย ๆ กับสิ่งที่เรารัก
“คุณค่า” ถ้าพูดถึงคำนี้ในตัวคุณเอง ที่คิดว่ามันเป็นตัวคุณ คำแรกที่ขึ้นมาในหัวคือ
บอย: เป็นคนสู้
ทำไมถึงให้คุณค่ากับคำนี้ “สู้”
บอย: ตัวผมอยู่ในครอบครัวที่ไม่ค่อยสมบูรณ์แบบมากนักตั้งแต่เด็ก คุณพ่อเสียชีวิต คุณแม่ก็ต้องมาหางานใหม่แล้วต้องอยู่กับคุณอา ย้ายบ้านไปเรื่อย ๆ ไปเรียนหนังสือ มันเหมือนความอบอุ่นหาย แล้วตัวผมเองออกมาทำงานเองตั้งแต่จบ ปวช. ผมก็กระโดดลงมาทำงานเองเลย แล้วก็สู้ด้วยตัวเอง ผมว่าไอ้สิ่งที่ผมสู้ วันนั้นมันเลยทำให้ผมมีวันนี้ นี่คือคำว่าสู้
มีความเหนื่อยไหมในคำว่าสู้
บอย: ผมเคยเหนื่อยครับ แต่เราหยุดไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ถ้าเราไม่สู้ แล้วใครจะสู้ให้เรา ในเมื่อตัวเรายังไม่สู้เลย ต้องทำยังไงถึงจะให้ไปสู่จุดนั้นได้ ก็เลยต้องสู้มาตลอด
ถ้าคุณกำลังมองตัวเองอยู่ แล้วจะให้กำลังใจตัวเอง จะบอกว่า
บอย: ผมเคยคิดในตอนที่ยังไม่มีลูก ผมมาไกลมาก ถ้าบอกจริง ๆ คือหาทางกลับบ้านไม่ถูกแล้ว เพราะมันไกลมากจริง ๆ แต่แค่ยังไม่ลืมเส้นทางที่เราผ่านมาตลอดเวลา ไม่เคยลืม แล้วเรามีความรู้สึกว่าชีวิตได้อะไรมาหมดแล้วกับอาชีพ กับสิ่งที่วงการนี้ให้เรามา ผมเคยคิดว่าไม่อยากอยู่ต่อแล้ว ผมจบแค่นี้ก็ได้นะชีวิต มันคงไม่ไปไกลกว่านี้แล้ว ได้ทำทุกอย่างหมดแล้ว ได้ตอบสนองสิ่งที่เราอยากทำมาทั้งชีวิตหมดแล้ว เคยคิดว่าไม่อยู่ก็ได้ แต่พอมีลูกมันก็ความคิดเริ่มเปลี่ยนไป ห้ามเจ็บ ห้ามป่วย ห้ามตาย มีสิ่งที่ต้องดูแลเขา
คุณมองเห็นยังไงกับค่านิยมของการที่ต้องมีสถาบันครอบครัว ยังจำเป็นมากในยุคนี้ไหม
บอย: พี่วู้ดดี้กำลังถามคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว
อะไรบอกว่าไม่ประสบความสำเร็จ
บอย: คือพอมาถึงวันหนึ่ง เราคุยกันแล้วมันไปต่อกันไม่ได้ ผมว่าสิ่งนี้มันคือสิ่งที่เราไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสิ่งที่ผมคิด คาดหวังที่สุดคือการมีครอบครัวที่อบอุ่น มีภรรยา มีลูก เป็นครอบครัวเดียวกัน อยู่ด้วยกัน มีความสุขกัน สุดท้ายเป็นเรื่องของ 2 คนที่ต้องจูนกัน แต่โลกใบนี้อาจจเปลี่ยนไปแล้ว บางทีการอยู่คนเดียวอาจจะมีความสุขมากกว่า หรือการไม่จำเป็นต้องผูกมัดกัน ไม่ต้องมาจดทะเบียนสมรสกันก็อาจจะมีความสุขมากกว่า ความสุขของคนมันไม่เหมือนกัน
เวลาที่จะสื่อสารกับลูกเราจะสื่อสารยังไงให้เขาเข้าใจ
บอย: ตรงนี้ผมต้องยกการตัดสินใจนี้ให้ภรรยา เขาเป็นคนค่อนข้างมีตรรกะเยอะในเรื่องของการเลี้ยงลูกในการใช้ชีวิต เราพูดคุยกันแล้วเขาบอกว่าสิ่งหนึ่งที่มันจะดีกว่า ลูกจะไม่เห็นพ่อแม่ที่กำลังมีปัญหากัน เขาจะไม่เห็นส่วนนั้น เขาจะเห็นแค่ว่าเราอาจจะแยกกันอยู่ แต่เรายังคุยกันได้ ยังมีฐานะพ่อแม่เหมือนเดิม เขาจะไม่ได้รับพลังงานที่ทะเลาะกัน ถ้าลูกไม่เห็นมุมนี้น่าจะโอเคมากกว่า เพราะว่าเขาก็ไม่อยากให้ลูกโตไปเห็นความรักแบบผิด ๆ ซึ่งอาจจะทำให้เขาเดินอนาคตไปแบบผิด ๆ ก็ได้ เราก็แยกกันอยู่แล้วก็ทำหน้าที่พ่อแม่ให้ดีที่สุด ลูกต้องเป็นเด็กที่มีความสุขที่สุด.-ไนน์เอ็นเตอร์เทน