ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กร “วิทยุการบินแห่งประเทศไทย” ที่ AAA แนวโน้ม Stable
ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กร "วิทยุการบินแห่งประเทศไทย" ที่ AAA แนวโน้ม Stable มีความเชื่อมโยงรัฐบาลในระดับสูงสุด คาดผลการดำเนินงานดีขึ้น ภาระหนี้ทยอยลดลง
วันที่ 7 สิงหาคม 2567 ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ที่ระดับ “AAA” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงการประเมินของทริสเรทติ้งเกี่ยวกับสถานะการเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ (Government-related Entity -- GRE) ของบริษัทซึ่งมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลในระดับสูงสุด (Integral Linkage) และมีความสำคัญต่อรัฐบาลไทยในระดับสูงที่สุด (Critical Importance) นอกจากนี้อันดับเครดิตยังสะท้อนความเห็นของทริสเรทติ้งว่ามีความเป็นไปได้มากที่บริษัทจะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษจากรัฐบาลอย่างเพียงพอและทันท่วงทีในกรณีที่บริษัทประสบกับปัญหาทางด้านการเงินอีกด้วย
ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต
- มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลในระดับสูงสุด
ทริสเรทติ้งพิจารณาว่าบริษัทมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลในระดับสูงที่สุด โดยบริษัททำหน้าที่เสมือนเป็นผู้ดำเนินการแทนรัฐบาลในการให้บริการการเดินอากาศเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล บริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีรัฐบาลไทยถือหุ้นในสัดส่วน 91% และคณะกรรมการของบริษัทจำนวน 9 จากทั้งสิ้น 11 คนได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาล การดำเนินงานของบริษัทอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลผ่านสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดของกระทรวงคมนาคม ในขณะที่แผนวิสาหกิจของบริษัทนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงคมนาคมและงบประมาณการลงทุนต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงคมนาคมและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แล้วจึงนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อการอนุมัติต่อไป นอกจากนี้บริษัทจะต้องส่งแผนการกู้หรือชำระคืนเงินกู้ยืมให้แก่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดของกระทรวงการคลังอีกด้วย ทั้งนี้ทริสเรทติ้งเชื่อว่าในกรณีที่มีสถานการณ์วิกฤติเกิดขึ้น รัฐบาลจะให้การสนับสนุนแก่บริษัทอย่างเต็มที่และทันท่วงที
- มีบทบาทที่สำคัญมากที่สุดต่อรัฐบาล
ทริสเรทติ้งมีความเห็นว่าบริษัทมีบทบาทที่สำคัญมากที่สุดในอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยและต่อรัฐบาลในฐานะผู้ให้บริการการเดินอากาศรายหลักของประเทศไทย รัฐบาลไทยได้มอบหมายให้บริษัทดำเนินการให้เป็นไปตามกฎระเบียบของ กพท. และมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization -- ICAO) เพื่อให้การขนส่งทางอากาศในบริเวณเขตแถลงข่าวการบินกรุงเทพฯ (Bangkok Flight Information Region -- BKK FIR) มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เนื่องจากการให้บริการจราจรทางอากาศเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ จึงมีความเป็นไปได้น้อยมากที่รัฐบาลจะอนุญาตให้หน่วยงานภาคเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการดังกล่าว นอกจากนี้บริษัทยังเป็นส่วนสำคัญของแผนงานของรัฐบาลในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางหลักของการบินในภูมิภาคเอเชียอีกแห่งหนึ่งด้วย
- คาดว่าผลการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้น
ผลการดำเนินงานของบริษัทฟื้นตัวขึ้นอย่างมากในปีงบประมาณ 2566 จนถึงช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2567 ภายหลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 สิ้นสุดลง ปริมาณการจราจรทางอากาศฟื้นตัวขึ้นเป็นประมาณ 69% ของปริมาณเที่ยวบินในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในปีงบประมาณ 2566 และฟื้นตัวขึ้นเป็นประมาณ 78% ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2567 จาก 41% ในปีงบประมาณ 2565 เป็นผลให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 67% เป็น 9.1 พันล้านบาทในปีงบประมาณ 2566 และเพิ่มขึ้น 29% เป็น 5.5 พันล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2567 บริษัทกลับมามีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายที่ 530 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2566 และ 370 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 จากที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ในปีงบประมาณ 2563-2565
ทริสเรทติ้งคาดว่าปริมาณการจราจรทางอากาศจะยังฟื้นตัวต่อเนื่องจนกระทั่งไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในปีงบประมาณ 2569 โดยคาดว่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดแล้ว
ปริมาณการจราจรทางอากาศจะฟื้นตัวที่ระดับ 81% ในปีงบประมาณ 2567 ที่ระดับ 91% ในปีงบประมาณ 2568 และที่ระดับ 98% ในปีงบประมาณ 2569 ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทดำเนินการภายใต้หลักการชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้น (Cost-recovery Basis) โดยค่าบริการได้รับการประมาณการและกำหนดให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าบริษัทจะสามารถปรับเพิ่มค่าบริการในช่วงกลางปีงบประมาณ 2568 เป็นต้นไปเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่ปรับสูงขึ้น ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้เท่ากับ 1.11 หมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2567 ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.27 หมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2568 และ 1.42 หมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 ทริสเรทติ้งยังประมาณการด้วยว่าบริษัทจะมีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายที่ 500-1,100 ล้านบาทต่อปีในปีงบประมาณ 2567-2569
- ภาระหนี้จะทยอยลดลง
ทริสเรทติ้งคาดว่าภาระหนี้สินทางการเงินของบริษัทจะทยอยลดลงจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัทที่ฟื้นตัวขึ้น แม้ว่าบริษัทจะมีแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการการเดินอากาศ โดยคาดว่ากระแสเงินสดของบริษัทจะฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.0-2.2 พันล้านบาทต่อปีในปีงบประมาณ 2567-2569 จากที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบในช่วงปีงบประมาณ 2563-2565 และประมาณการว่างบลงทุนของบริษัทจะอยู่ที่จำนวนรวมทั้งสิ้นประมาณ 3.4 พันล้านบาทในช่วงปีงบประมาณ 2567-2569 โดยมีโครงการที่สำคัญคือโครงการเตรียมความพร้อมการให้บริการควบคุมการจราจรทางอากาศที่สนามบินอู่ตะเภา ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าหนี้สิทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทจะลดลงจาก 4.4 พันล้านบาทในปีงบประมาณ 2566 เป็น 2.7 พันล้านบาทในปีงบประมาณ 2567 และ 1.2 พันล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนที่ปรับปรุงแล้วจะลดลงจากระดับ 81% ในปีงบประมาณ 2566 มาอยู่ที่ระดับ 73% ในปีงบประมาณ 2567 และ 54% ในปีงบประมาณ 2569
- สภาพคล่องที่เพียงพอ
ทริสเรทติ้งประเมินว่าบริษัทจะมีสภาพคล่องที่เพียงพอในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดย ณ เดือนมีนาคม 2567 บริษัทมีเงินสดจำนวน 2.4 พันล้านบาทและมีวงเงินกู้ยืมจากธนาคารที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 2.8 พันล้านบาท และคาดว่าบริษัทจะมีกระแสเงินรับจากการดำเนินงานที่ประมาณ 2 พันล้านบาทในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยแหล่งเงินทุนดังกล่าวถือว่าเพียงพอสำหรับความต้องการใช้เงินทุนของบริษัทในช่วง 12 เดือนข้างหน้าซึ่งประกอบด้วยภาระหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 1.6 พันล้านบาทและค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนอีกจำนวน 560 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2567