โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผลวิจัยในสหรัฐฯ พบ ปัญหาการนอนหลับของเด็กเชื่อมโยงกับความเสี่ยงฆ่าตัวตาย

The MATTER

อัพเดต 20 ก.ย 2567 เวลา 15.23 น. • เผยแพร่ 22 ก.ย 2567 เวลา 07.30 น. • Brief

นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท หรือแม้กระทั่งฝันร้าย คนส่วนหนึ่งอาจคิดว่าปัญหาการนอนหลับเหล่านี้เดี๋ยวก็หายไปเอง แต่ผลการศึกษาใหม่ชี้ให้เห็นถึงผลที่ตามมาที่ร้ายแรง อย่างการที่เด็กจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะคิดฆ่าตัวตาย หรือพยายามฆ่าตัวตายเมื่อโตขึ้น

ผลการศึกษาใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์ลงในวารสาร JAMA Network Open พบว่า ผู้เข้าร่วมเกือบ 1 ใน 3 คนที่มีปัญหาในการนอนหลับอย่างรุนแรง มีความคิดหรือพฤติกรรมฆ่าตัวตายในภายหลัง โดยการนอนไม่หลับอย่างรุนแรงในเด็กอายุ 10 ขวบ มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงสูงขึ้นถึง 2.7 เท่าที่จะคิดและพยายามฆ่าตัวตายในอีก 2 ปีต่อมา

ทั้งนี้ การฆ่าตัวตายยังถือเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในเด็กอายุ 10 ถึง 14 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการนอนไม่หลับสูงเช่นกัน

ดร.รีเบกกา เบอร์เนิร์ต (Dr. Rebecca Bernert) ผู้เขียนอาวุโสของการศึกษานี้ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการฆ่าตัวตายและผู้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยป้องกันการฆ่าตัวตายสแตนฟอร์ดในแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า “การนอนหลับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มองเห็นได้ชัดเจน มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย และรักษาได้”

ผู้เขียนงานวิจัยระบุว่า ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีอาการซึมเศร้าหรือไม่ การนอนหลับไม่สนิทก็ยังถือเป็นปัจจัยเสี่ยงในการฆ่าตัวตายสำหรับ ‘ผู้ใหญ่’ อยู่ดี แต่การศึกษาพฤติกรรมการฆ่าตัวตายในระยะยาวในช่วงวัยรุ่นยังพบได้น้อย จึงนำมาซึ่งงานวิจัยนี้ ที่รวบรวมข้อมูลข้องเด็กถึง 8,800 คน ช่วงอายุ 9-10 ปีทั่วสหรัฐอเมริก

ผู้ปกครองจได้ะตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพการนอนหลับของลูก รวมถึงปัจจัยต่างๆ เช่น ปัญหาในการนอนหลับหรือหลับไม่สนิท การตื่นนอน การง่วงนอนมากเกินไป การหายใจผิดปกติขณะนอนหลับ เหงื่อออกมากเกินไปขณะหลับ และการตื่นขึ้นมาระหว่างหลับลึก รวมถึงข้อมูลความวิตกกังวลของบุตรหลาน ความขัดแย้งในครอบครัว และการติดตามของผู้ปกครองด้วย

เมื่อผ่านไป 2 ปีจนเด็กที่เข้าร่วมงานวิจัยมีอายุ 11-12 ปี พบว่า ผู้เข้าร่วม 91.3% ไม่เคยคิดหรือพยายามฆ่าตัวตายภายใน 2 ปีนับตั้งแต่มีการรวบรวมข้อมูลครั้งแรก แต่ที่เหลือ ในกลุ่มที่คิดหรือพยายามฆ่าตัวตาย การนอนหลับไม่สนิทในระดับสูงและรุนแรงถือว่ามีความเชื่อมโยงกับโอกาสในการคิดหรือพยายามฆ่าตัวตายที่มากขึ้น โดยการมีฝันร้ายทุกวันมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อพฤติกรรมฆ่าตัวตายที่สูงกว่า 5 เท่า

และการนอนยังถือเป็นปัจจัยสำคัญแม้จะคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความขัดแย้งในครอบครัว หรือประวัติภาวะซึมเศร้าแล้วก็ตาม โดยความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้นในกลุ่มผู้เข้าร่วมผิวสี และในวัยรุ่นหญิง

แต่งานวิจัยนี้บอกได้จริงหรือ ว่าการนอนหลับไม่สนิทเรื้อรังจึงอาจเกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย?

“สิ่งสำคัญที่ต้องทราบ คือ ในการศึกษาวิจัยเช่นนี้ เราไม่ต้องการสรุปว่าการนอนหลับไม่เพียงพอเป็นสาเหตุของพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย เราเพียงแค่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองอย่างเท่านั้น” ดร.เนฮา ชาวธารี (Dr.Neha Chaudhary) จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่โรงพยาบาล Massachusetts General และโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดในบอสตัน ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยนี้ กล่าว

ทั้งนี้ ชาวธารีอธิบายเพิ่มว่า การนอนหลับไม่สนิทก็อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพจิตที่แย่ลงในภายหลังได้

ด้าน เบอร์เนิร์ต ผู้ทำวิจัย ระบุว่า “การนอนหลับเป็นเครื่องวัดความเป็นอยู่ที่ดีของเรา และเป็นหน้าต่างสำคัญที่ช่วยให้เรามองเห็นสุขภาพกายและอารมณ์ของเราได้”

แล้วในฐานะพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคนที่ดูแลเด็ก จะช่วยดูแลเรื่องการนอนหลับของเด็กได้อย่างไรบ้าง?

ดร.รีเบกก้า เบอร์รี่ (Dr.Rebecca Berry) นักจิตวิทยาคลินิกและรองศาสตราจารย์ทางคลินิกพิเศษที่ Grossman School of Medicine แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก แนะนำถึงสิ่งที่ควรทำคือการสร้างกิจวัตรผ่อนคลายที่เริ่มต้นก่อนเข้านอนหนึ่งชั่วโมง จำกัดเวลาหน้าจอ การบ้าน และกิจกรรมทางกายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และควรมีกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือเบาๆ เขียนไดอารี่ หรือฟังเพลงที่ผ่อนคลาย

“สำหรับเด็กๆ ที่มีปัญหาเรื่องความกระสับกระส่ายก่อนนอน ผู้ปกครองอาจลองฝึกใช้กลยุทธ์การมีสติร่วมกับลูกเพื่อช่วยควบคุมอารมณ์” เบอร์รี่กล้าว พร้อมให้เห็นถึงความสำคัญสุขอนามัยในการนอนหลับที่สามารถดีขึ้นได้จากกิจกรรมระหว่างวัน อย่างการออกกำลังกาย การตากแดด การจัดการความเครียด และการหลีกเลี่ยงการงีบหลับตอนกลางวัน

อ้างอิงจาก

edition.cnn.com

jamanetwork.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...