โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เมื่อคุณแม่มือใหม่อยากลงทุน ส่องกลยุทธ์ ความเสี่ยง และเรื่องที่ควรรู้ที่นี่!

The Bangkok Insight

อัพเดต 12 ส.ค. 2567 เวลา 12.05 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. 2567 เวลา 00.33 น. • The Bangkok Insight

เมื่อคุณแม่มือใหม่อยากลงทุน ส่องกลยุทธ์การลงทุน ความเสี่ยง เรื่องที่ควรรู้ และต้องรู้ที่นี่!

สำหรับคุณแม่มือใหม่ การลงทุนไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด แต่เป็นโอกาสดี ๆ ที่จะช่วยให้เงินทองงอกเงยขึ้นได้ เทคนิคง่าย ๆ เริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักความเสี่ยงและผลตอบแทน เหมือนกับที่คุณแม่รู้จักลูก ๆ แล้วค่อยเลือกวิธีลงทุนที่เหมาะสม อย่าลืมกระจายความเสี่ยงด้วย และที่พลาดไม่ได้คือ การติดตามและปรับปรุงพอร์ตการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เหมือนกับการดูแลต้นไม้ สุดท้ายอย่าลืมระวังกับดักการลงทุน ทั้งการลงทุนตามกระแสและการหลอกลงทุน ควรเพิ่มความระมัดระวังก่อนตัดสินใจลงทุน

กลยุทธ์การลงทุน

การเป็นคุณแม่นับเป็นบทบาทที่ท้าทายและน่าภาคภูมิใจ แต่นอกเหนือจากการดูแลครอบครัวแล้ว การวางแผนและจัดการทางการเงินก็เป็นอีกหนึ่งความรับผิดชอบสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

สำหรับคุณแม่มือใหม่ การเริ่มต้นลงทุนอาจดูเป็นเรื่องน่ากังวล ท่ามกลางภาระหน้าที่มากมายและเวลาที่มีจำกัด การศึกษาเรื่องการลงทุนอาจเป็นภารกิจที่เกินกำลัง แต่ความจริงแล้วการเริ่มต้นลงทุนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คุณแม่สามารถสร้างอนาคตทางการเงินที่มั่นคงให้กับตัวเองและครอบครัวได้

ความเสี่ยงที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้ก่อนลงทุน

"ความเสี่ยง" ฟังดูอาจน่ากลัว แต่เมื่อคุณแม่เข้าใจก็จะกลายเป็นโอกาสในการสร้างความมั่งคั่ง ดังนั้นก่อนตัดสินใจลงทุนควรทำความรู้จักกับความเสี่ยงแต่ละประเภท

  • ความเสี่ยงจากตลาด เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดโดยรวม เช่น เศรษฐกิจตกต่ำ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือโรคระบาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุนเกือบทุกประเภท เช่น ช่วง COVID-19 ราคาหุ้นมักจะปรับลดลงพร้อม ๆ กัน
  • ความเสี่ยงเฉพาะตัว เกิดกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น ผู้บริหารทุจริต สินค้าไม่เป็นที่นิยม หรือคู่แข่งมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่า ซึ่งจะส่งผลต่อราคาหุ้นของบริษัทนั้น ๆ โดยตรง
  • ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้เพิ่มขึ้นหรือลดลง ตามปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปในทิศทางตรงข้ามกับราคาตราสารหนี้ หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ราคาตราสารหนี้จะลดลง และหากอัตราดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ราคาตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้น หากต้องการขายก็มีโอกาสได้รับเงินสูงกว่ามูลค่าเงินลงทุนได้
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน "ค่าเงินบาท" เป็นปัจจัยหนึ่งที่ควรนำมาประเมินก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะถ้าเงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่าจะส่งผลให้กลยุทธ์การลงทุนแตกต่างกัน เนื่องจากค่าเงินบาทอาจมีผลกระทบต่อยอดขาย ต้นทุน และกำไรสุทธิของหุ้นตัวนั้น ดังนั้น หากเลือกหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์และสอดคล้องกับค่าเงินบาทในช่วงนั้น ย่อมสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อพอร์ตลงทุนโดยรวม
  • ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง เป็นความเสี่ยงที่อาจไม่สามารถขายสินทรัพย์ที่ลงทุนได้ทันทีที่ต้องการ หรือขายได้แต่ราคาไม่ดี เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะขายได้
กลยุทธ์การลงทุน

เมื่อรู้จักประเภทความเสี่ยงแล้ว ถัดมาต้องประเมินความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้ เพื่อเลือกการลงทุนที่เหมาะสม และช่วยลดความกังวลแม้ว่าตลาดอยู่ในภาวะตลาดผันผวน ซึ่งวิธีง่าย ๆ ในการประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ คือลองถามตัวเองดังนี้

  • หากเงินลงทุนของพอร์ตลดลง 20% ในหนึ่งปี จะรู้สึกอย่างไร หากคิดแล้วนอนไม่หลับ แสดงว่ารับความเสี่ยงได้ต่ำ ควรเลือกการลงทุนที่มีความผันผวนต่ำ
  • มีภาระทางการเงินอะไรบ้าง หากมีภาระมาก เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ก็ควรระมัดระวังในการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง
  • มีเวลาลงทุนนานแค่ไหน หากมีเวลาลงทุนนานก็สามารถรับความเสี่ยงได้มากขึ้น เพราะมีเวลาให้การลงทุนฟื้นตัวหากเกิดความผันผวน

เลือกสินทรัพย์ลงทุน

  • กองทุนรวม เปรียบเสมือนการไปช้อปปิ้งแบบมีสไตลิสต์ส่วนตัว คุณแม่รู้สึกว่าต้องการแต่งตัวสวย ๆ แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร การลงทุนในกองทุนรวมก็คล้าย ๆ กัน เหมือนคุณมีสไตลิสต์มืออาชีพคอยช่วยเลือกเสื้อผ้าให้ แต่ในที่นี้ คือ ผู้จัดการกองทุนที่จะช่วยเลือกหุ้นหรือตราสารทางการเงินต่าง ๆ ให้ โดยข้อดี คือ เลือกกองทุนที่เหมาะกับสไตล์การลงทุนของตัวเอง เช่น ชอบความเสี่ยงต่ำก็เลือกกองทุนตราสารหนี้ รับความเสี่ยงได้เพิ่มขึ้นก็เลือกกองทุนผสม กองทุนหุ้น หรือลงทุนกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนต่างประเทศ ที่สำคัญสามารถเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนไม่มากนัก แต่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
  • หุ้นปันผล เหมาะกับนักลงทุนระยะยาว เนื่องจากหุ้นที่พื้นฐานธุรกิจดีมีอนาคตเติบโตอย่างต่อเนื่อง ควรมีช่วงระยะเวลาเพียงพอที่จะรอให้กิจการเติบโต และรอเก็บผลตอบแทนจากเงินปันผลในอนาคต นอกจากนี้ ยังเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการสภาพคล่อง เนื่องจากเงินปันผลที่นักลงทุนได้รับจะช่วยสร้างสภาพคล่องระหว่างการถือหุ้นของนักลงทุนและให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอเป็นเงินสดทุก ๆ ปีในรูปแบบ Passive Income
  • ตราสารหนี้ เป็นอีกทางเลือกลงทุนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสภาวะตลาดที่ผันผวน เพราะโดยปกติราคาและผลตอบแทนจากตราสารหนี้จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับหุ้น หากมีหุ้นอยู่ในพอร์ตลงทุน และต้องการกระจายความเสี่ยง ลดความผันผวนของผลตอบแทนให้กับพอร์ตโดยรวมตราสารหนี้จะเป็นตัวช่วยชั้นดี เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และมีช่องทางให้เลือกลงทุนหลากหลาย ทั้งทางตรงผ่านการซื้อขายในตลาดแรกจากผู้ออกตราสารหนี้ และซื้อขายเปลี่ยนมือผ่านตลาดรอง ผ่านการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้

กระจายความเสี่ยงในการลงทุน

หากนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์เดียว เช่น หุ้นบริษัทเดียว หรือกองทุนรวมกองเดียว อาจมีความเสี่ยงมากเกินไป แต่หากกระจายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น หุ้น, ตราสารหนี้, กองทุนรวม, ทองคำ, อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น โอกาสที่จะสูญเสียเงินทั้งหมดก็ลดลง ขณะเดียวกันก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น

ตัวอย่าง คุณแม่มีเงิน 100,000 บาท อาจลองแบ่งเงินลงทุน ดังนี้

  • 40,000 บาท (40%) ลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้น
  • 30,000 บาท (30%) ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือกองทุนรวมตราสารหนี้
  • 20,000 บาท (20%) ลงทุนในกอง REITs และทองคำ
  • 10,000 บาท (10%) เก็บไว้เป็นเงินสดหรือเงินฝากประจำ

การแบ่งเงินลงทุนเรียกว่า “การจัดสรรสินทรัพย์” จะช่วยให้คุณแม่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดี และไม่เสี่ยงมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีความเสี่ยงที่รับได้ไม่เท่ากัน บางคนชอบความตื่นเต้นก็อาจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมากขึ้น แต่บางคนชอบความมั่นคงก็เพิ่มสัดส่วนในพันธบัตรหรือเงินฝากมากขึ้น

กลยุทธ์การลงทุน

การติดตามผลและปรับปรุงพอร์ตการลงทุน

เมื่อคุณแม่ลงทุนไปสักระยะหนึ่ง สถานการณ์ ภาวะตลาดการลงทุนและราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ อาจเปลี่ยนแปลง และทำให้น้ำหนักของสินทรัพย์บางตัวมากเกินไปหรือน้อยเกินไป เช่น หากปีนี้หุ้นสร้างผลตอบแทนได้ดี สัดส่วนของหุ้นในพอร์ตลงทุนก็จะเพิ่มขึ้นโดยปริยาย และหากในปีถัดไปตลาดหุ้นปรับลดลงอย่างหนัก พอร์ตลงทุนที่มีหุ้นเป็นสัดส่วนที่มากก็มีโอกาสที่จะขาดทุนมาก จึงควรทบทวนพอร์ตลงทุนทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี ว่าเป็นไปตามเป้าหมายการลงทุนที่กำหนดไว้ตอนต้นหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะได้ปรับพอร์ตลงทุนได้ทันท่วงที แต่อย่าปรับพอร์ตบ่อยจนเกินไป เพราะอาจทำให้พอร์ตไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างที่ควรจะเป็น

ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ในบางครั้งคุณแม่อาจเห็นคนอื่นรวยจากหุ้นตัวนั้น กองทุนรวมนี้ ก็รีบกระโดดเข้าไปลงทุนตามคนอื่นบ้าง แต่นี่เป็นกับดักชั้นดีและอาจทำให้ขาดทุน ดังนั้น ควรดูว่าสินทรัพย์ลงทุนนั้น ๆ เหมาะกับตัวเองหรือไม่ นอกจากนี้เรื่องการหลอกลวงหรือชักชวนลงทุนก็ต้องระมัดระวัง เพราะหากใครมาบอกว่าลงทุนแล้วรวยเร็ว ได้ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงต่ำ ให้ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย พูดง่าย ๆ การลงทุนที่ดีต้องเริ่มจากความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ลงทุนตามคนอื่น หรือหวังรวยทางลัด ค่อย ๆ เรียนรู้และเริ่มลงทุน แล้วคุณแม่จะเห็นเงินงอกเงยอย่างมั่นคงแน่นอน

ที่มา : ฐิติเมธ โภคชัย ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...