“หนี้นอกระบบ” อันตรายกว่าที่คิด ! ชวนรู้จัก “หนี้ในระบบ” มีอะไรบ้าง แบบไหนเหมาะกับใคร ?
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อภาคประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะประชาชนที่แม้ว่าหลาย ๆ คนจะยังมีงานทำ มีเงินเดือนหรือรายรับที่สามารถใช้ดำรงชีพได้ แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย รายรับกับรายจ่ายที่อาจไม่สอดคล้องกัน ทำให้เกิดการกู้หนี้ ยืมสินให้เห็นอยู่เสมอ
อย่างไรก็ดี แม้ว่าในปัจจุบันจะมีผู้ให้บริการด้านการเงินมากมาย แต่ปัจจุบันพบว่าประชาชนยังมีการกู้เงินจากนอกระบบอยู่เป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนประเทศไทยมีจำนวนหนี้นอกระบบสูงกว่า 20% คิดเป็น 3.48 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 19.52% ของ GDP หรือเฉลี่ย 1 ใน 5 ยังกู้เงินนอกระบบ เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินของประเทศได้
แม้ว่าการกู้ยืมเงินนอกระบบจะมีความสะดวกสบายและมีขั้นตอนที่ง่ายกว่าการกู้ยืมในระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่การกู้ยืมเงินจากนอกระบบมีความเสี่ยงที่ผู้กู้ต้องแบกรับมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก หรืออาจถึงขั้นถูกทำร้ายร่างกายได้ เมื่อไม่สามารถหาเงินไปชำระหนี้ได้ตามกำหนด
หากจะให้เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียเบื้องต้นระหว่างการกู้ยืมในระบบและนอกระบบ จะแบ่งได้ดังนี้
หนี้ในระบบ
-มีกฎหมายคุ้มครอง
-แจ้งอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ อย่างชัดเจน สูงสุดไม่เกิน 28% ต่อปี
-หากมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือมีเครดิตทางการเงินที่ดีจะกู้ได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตามหากไม่มีเครดิตทางการเงินเลย อาจกู้ไม่ผ่าน และต้องเตรียมเอกสารประกอบการกู้ยืมตามที่สถาบันการเงินกำหนด ซึ่งอาจใช้เวลาในการอนุมัติสินเชื่อที่นานกว่า
-สามารถขอเจรจาเพื่อประนอมหนี้ได้
-มีการเก็บข้อมูลลูกค้าเป็นความลับตามที่กฎหมายกำหนด
-มีสัญญาที่ชัดเจนและเป็นธรรม มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ชัดเจน เมื่อมีการชำระหนี้ ทางสถาบันการเงินก็มีการออกหลักฐานการชำระเงินที่ชัดเจนให้ลูกหนี้ไว้เป็นหลักฐาน
การกู้นอกระบบ
-ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง
-ไม่มีอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้กำหนด (ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก)และมักคิดในอัตราที่สูงต่อเดือน
-มีขั้นตอนในการขอกู้ที่ง่ายกว่า รวบรัดกว่า ได้เงินเร็วกว่า บางทีเดินเข้าไปหาแหล่งเงินกู้ด้วยบัตรประชาชนเพียงอย่างเดียว ก็สามารถขอกู้และรับเงินได้ทันที
-ไม่สามารถประนอมหนี้ได้ หากผิดนัดชำระหนี้ บางรายอาจมีอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้กู้ได้
-การรักษาข้อมูลส่วนตัวของลูกหนี้ไม่เป็นระบบ
-เงื่อนไขสัญญาต่อลูกหนี้ ขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้เป็นผู้กำหนด บางครั้งอาจไม่มีสัญญาการกู้เงิน ไม่มีการออกหลักฐานการชำระเงิน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าได้ชำระหนี้ไปเท่าไหร่แล้ว ทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบ
ดังนั้น Wealthy Thai จึงอยากชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับประเภทสินเชื่อในระบบแบบคร่าวๆ จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการใช้เงินและไม่ต้องคอยหวาดระแวงจากความเสี่ยงจากการกู้ยืมนอกระบบ ได้แก่
1.บัตรเครดิต ใช้รูดเพื่อชำระเงินแทนเงินสด โดยสถาบันการเงินจะกำหนดวงเงินให้ตามความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละบุคคล และกำหนดรอบระยะเวลาชำระเงินให้ เช่น ตัดรอบบัญชีทุกวันที่ 10 และชำระเงินภายในวันที่ 22 เป็นต้น โดยสินเชื่อบัตรเครดิตเหมาะกับคนที่ไม่อยากพกเงินสดคราวละมากๆ และมีวินัยทางการเงินสูง เพราะหากชำระเงินคืนครบจำนวนภายในวันที่กำหนด ก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเลย
แต่ถ้าชำระหนี้หลังวันครบกำหนด อาจต้องชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่สถาบันการเงินกำหนดโดยนับตั้งแต่วันที่รูดบัตรใช้จ่าย นอกจากนี้ยังสามารถใช้บัตรเครดิตกดเงินสดได้ แต่อาจต้องเสียค่าธรรมเนียมการเบิกถอนและต้องจ่ายดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่กดเงินจนถึงวันที่ชำระเงินครบ
2.บัตรกดเงินสด ใช้สำหรับเบิกถอนเงินสดออกมาได้ตามวงเงินที่สถาบันการเงินกำหนดให้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เงินสดอย่างเร่งด่วน และสามารถชำระเงินคืนได้เร็ว เพราะอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าบัตรเครดิตและจะคิดดอกเบี้ยทุกวันนับตั้งแต่วันที่ใช้วงเงินจนถึงวันที่เราชำระเงินครบ
3.สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นการขอวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยหากได้รับอนุมัติก็จะได้รับเงินโอนเข้าบัญชีและนำไปใช้จ่ายได้ทันที ซึ่งสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกัน ทั้งนี้ สินเชื่อส่วนบุคคลเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวงเงินสินเชื่อสูงและระยะเวลาผ่อนชำระที่ยาวกว่า เช่น 12, 18, 24 งวด เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ เท่ากันได้ แต่หากจ่ายหลังวันครบกำหนด ก็อาจต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สถาบันการเงินกำหนด
นอกจากสินเชื่อทั้ง 3 ประเภทดังกล่าวแล้ว ยังมีสินเชื่ออเนกประสงค์แบบมีหลักประกันที่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลที่ผู้ขอสินเชื่อต้องนำทรัพย์สินทั้งที่เป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักประกันในการกู้ยืม ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบโดยพิจารณาจากประเภทของหลักประกันเป็นสำคัญ เช่น ที่อยู่อาศัย, รถยนต์, บัญชีเงินฝาก, บำเหน็จตกทอด, พันธบัตร เป็นต้น
สำหรับสินเชื่ออเนกประสงค์นั้น ผู้กู้ไม่จำเป็นต้องระบุวัตถุประสงค์การกู้ โดยสามารถนำเงินที่ได้รับการอนุมัติไปใช้ตามวัตถุประสงค์ได้ตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่ออุปโภคบริโภค, ท่องเที่ยว, การซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ หรือใช้ในการประกอบอาชีพก็ตาม
ทั้งนี้ การกู้ยืมสินเชื่อประเภทนี้ผู้กู้อาจต้องพิจารณาทรัพย์สินของตนเองเพื่อประกอบการตัดสินใจในการยื่นเรื่องขอกู้กับผู้ให้บริการด้านการเงิน ซึ่งอาจมีเงื่อนไขและการพิจารณาที่แตกต่างไปจากการขอสินเชื่อแบบทั่วไป ดังนั้นผู้กู้จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดให้รอบคอบก่อนการดำเนินการเสมอไม่ว่าจะเป็นการขอสินเชื่อประเภทใดก็ตาม