โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“หนี้นอกระบบ” อันตรายกว่าที่คิด ! ชวนรู้จัก “หนี้ในระบบ” มีอะไรบ้าง แบบไหนเหมาะกับใคร ?

Wealthy Thai

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 10 ต.ค. 2567 เวลา 04.20 น.

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อภาคประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะประชาชนที่แม้ว่าหลาย ๆ คนจะยังมีงานทำ มีเงินเดือนหรือรายรับที่สามารถใช้ดำรงชีพได้ แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย รายรับกับรายจ่ายที่อาจไม่สอดคล้องกัน ทำให้เกิดการกู้หนี้ ยืมสินให้เห็นอยู่เสมอ
อย่างไรก็ดี แม้ว่าในปัจจุบันจะมีผู้ให้บริการด้านการเงินมากมาย แต่ปัจจุบันพบว่าประชาชนยังมีการกู้เงินจากนอกระบบอยู่เป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนประเทศไทยมีจำนวนหนี้นอกระบบสูงกว่า 20% คิดเป็น 3.48 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 19.52% ของ GDP หรือเฉลี่ย 1 ใน 5 ยังกู้เงินนอกระบบ เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินของประเทศได้
แม้ว่าการกู้ยืมเงินนอกระบบจะมีความสะดวกสบายและมีขั้นตอนที่ง่ายกว่าการกู้ยืมในระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่การกู้ยืมเงินจากนอกระบบมีความเสี่ยงที่ผู้กู้ต้องแบกรับมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก หรืออาจถึงขั้นถูกทำร้ายร่างกายได้ เมื่อไม่สามารถหาเงินไปชำระหนี้ได้ตามกำหนด
หากจะให้เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียเบื้องต้นระหว่างการกู้ยืมในระบบและนอกระบบ จะแบ่งได้ดังนี้

หนี้ในระบบ

-มีกฎหมายคุ้มครอง
-แจ้งอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ อย่างชัดเจน สูงสุดไม่เกิน 28% ต่อปี
-หากมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือมีเครดิตทางการเงินที่ดีจะกู้ได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตามหากไม่มีเครดิตทางการเงินเลย อาจกู้ไม่ผ่าน และต้องเตรียมเอกสารประกอบการกู้ยืมตามที่สถาบันการเงินกำหนด ซึ่งอาจใช้เวลาในการอนุมัติสินเชื่อที่นานกว่า
-สามารถขอเจรจาเพื่อประนอมหนี้ได้
-มีการเก็บข้อมูลลูกค้าเป็นความลับตามที่กฎหมายกำหนด
-มีสัญญาที่ชัดเจนและเป็นธรรม มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ชัดเจน เมื่อมีการชำระหนี้ ทางสถาบันการเงินก็มีการออกหลักฐานการชำระเงินที่ชัดเจนให้ลูกหนี้ไว้เป็นหลักฐาน

การกู้นอกระบบ

-ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง
-ไม่มีอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้กำหนด (ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก)และมักคิดในอัตราที่สูงต่อเดือน
-มีขั้นตอนในการขอกู้ที่ง่ายกว่า รวบรัดกว่า ได้เงินเร็วกว่า บางทีเดินเข้าไปหาแหล่งเงินกู้ด้วยบัตรประชาชนเพียงอย่างเดียว ก็สามารถขอกู้และรับเงินได้ทันที
-ไม่สามารถประนอมหนี้ได้ หากผิดนัดชำระหนี้ บางรายอาจมีอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้กู้ได้
-การรักษาข้อมูลส่วนตัวของลูกหนี้ไม่เป็นระบบ
-เงื่อนไขสัญญาต่อลูกหนี้ ขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้เป็นผู้กำหนด บางครั้งอาจไม่มีสัญญาการกู้เงิน ไม่มีการออกหลักฐานการชำระเงิน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าได้ชำระหนี้ไปเท่าไหร่แล้ว ทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบ
ดังนั้น Wealthy Thai จึงอยากชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับประเภทสินเชื่อในระบบแบบคร่าวๆ จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการใช้เงินและไม่ต้องคอยหวาดระแวงจากความเสี่ยงจากการกู้ยืมนอกระบบ ได้แก่
1.บัตรเครดิต ใช้รูดเพื่อชำระเงินแทนเงินสด โดยสถาบันการเงินจะกำหนดวงเงินให้ตามความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละบุคคล และกำหนดรอบระยะเวลาชำระเงินให้ เช่น ตัดรอบบัญชีทุกวันที่ 10 และชำระเงินภายในวันที่ 22 เป็นต้น โดยสินเชื่อบัตรเครดิตเหมาะกับคนที่ไม่อยากพกเงินสดคราวละมากๆ และมีวินัยทางการเงินสูง เพราะหากชำระเงินคืนครบจำนวนภายในวันที่กำหนด ก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเลย
แต่ถ้าชำระหนี้หลังวันครบกำหนด อาจต้องชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่สถาบันการเงินกำหนดโดยนับตั้งแต่วันที่รูดบัตรใช้จ่าย นอกจากนี้ยังสามารถใช้บัตรเครดิตกดเงินสดได้ แต่อาจต้องเสียค่าธรรมเนียมการเบิกถอนและต้องจ่ายดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่กดเงินจนถึงวันที่ชำระเงินครบ
2.บัตรกดเงินสด ใช้สำหรับเบิกถอนเงินสดออกมาได้ตามวงเงินที่สถาบันการเงินกำหนดให้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เงินสดอย่างเร่งด่วน และสามารถชำระเงินคืนได้เร็ว เพราะอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าบัตรเครดิตและจะคิดดอกเบี้ยทุกวันนับตั้งแต่วันที่ใช้วงเงินจนถึงวันที่เราชำระเงินครบ
3.สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นการขอวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยหากได้รับอนุมัติก็จะได้รับเงินโอนเข้าบัญชีและนำไปใช้จ่ายได้ทันที ซึ่งสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกัน ทั้งนี้ สินเชื่อส่วนบุคคลเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวงเงินสินเชื่อสูงและระยะเวลาผ่อนชำระที่ยาวกว่า เช่น 12, 18, 24 งวด เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ เท่ากันได้ แต่หากจ่ายหลังวันครบกำหนด ก็อาจต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สถาบันการเงินกำหนด
นอกจากสินเชื่อทั้ง 3 ประเภทดังกล่าวแล้ว ยังมีสินเชื่ออเนกประสงค์แบบมีหลักประกันที่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลที่ผู้ขอสินเชื่อต้องนำทรัพย์สินทั้งที่เป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักประกันในการกู้ยืม ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบโดยพิจารณาจากประเภทของหลักประกันเป็นสำคัญ เช่น ที่อยู่อาศัย, รถยนต์, บัญชีเงินฝาก, บำเหน็จตกทอด, พันธบัตร เป็นต้น
สำหรับสินเชื่ออเนกประสงค์นั้น ผู้กู้ไม่จำเป็นต้องระบุวัตถุประสงค์การกู้ โดยสามารถนำเงินที่ได้รับการอนุมัติไปใช้ตามวัตถุประสงค์ได้ตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่ออุปโภคบริโภค, ท่องเที่ยว, การซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ หรือใช้ในการประกอบอาชีพก็ตาม
ทั้งนี้ การกู้ยืมสินเชื่อประเภทนี้ผู้กู้อาจต้องพิจารณาทรัพย์สินของตนเองเพื่อประกอบการตัดสินใจในการยื่นเรื่องขอกู้กับผู้ให้บริการด้านการเงิน ซึ่งอาจมีเงื่อนไขและการพิจารณาที่แตกต่างไปจากการขอสินเชื่อแบบทั่วไป ดังนั้นผู้กู้จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดให้รอบคอบก่อนการดำเนินการเสมอไม่ว่าจะเป็นการขอสินเชื่อประเภทใดก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...