โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เก็บค่าธรรมเนียม ’50 บาท’ รีดเงินประชาชนซื้อคืนสัมปทาน ทางแก้ปัญหารถติด ที่ยังเกาไม่ถูกที่คัน

The Momentum

อัพเดต 25 ต.ค. 2567 เวลา 16.20 น. • เผยแพร่ 25 ต.ค. 2567 เวลา 09.10 น. • THE MOMENTUM

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปรยถึงแนวคิดการจัดเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมรถติด’ (Congestion Charge) บนเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่นในกรุงเทพฯ ได้แก่ ทางแยกเพชรบุรี-ทองหล่อ, ทางแยกสีลม-นราธิวาส, ทางแยกสาทร-นราธิวาส, ทางแยกปทุมวัน, ทางแยกราชประสงค์ และทางแยกประตูน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร

โดยมีการคาดการณ์ว่า รัฐจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้ถึง 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปี เข้า ‘กองทุนซื้อสัมปทานรถไฟฟ้า’ เพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบาย ‘รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย’ ให้ได้ พร้อมกับมีการประเมินวงเงินซื้อคืนสัมปทานไว้สูงถึง 3 แสนล้านบาท จากผู้เดินรถทั้ง 2 เส้นทาง ทั้งบีทีเอส (BTS) ที่เดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้มและสีเขียวอ่อน และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม(BEM) ที่เดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน

สำหรับโมเดลการเก็บค่าธรรมเนียมนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะในมหานครทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร, มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่สิงคโปร์เอง ก็มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติด เพื่อบีบให้ประชาชนในเมืองใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะในการเดินทาง

แต่คำถามสำคัญคือ ณ วันนี้กรุงเทพฯ พร้อมหรือยังกับการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว ที่ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญอย่าง ‘ขนส่งมวลชน’ ที่ให้บริการกับประชาชน

The Momentum คุยกับ แบงค์-ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ผู้ตั้งข้อสังเกตว่า แนวคิดดังกล่าว อาจเป็นการนำภาษีคนไทย เพื่อซื้อคืนสัมปทานและเอื้อประโยชน์ให้กับ ‘นายทุน’ รถไฟฟ้า พร้อมตั้งคำถามว่า สุดท้ายแล้วนโยบายนี้จะนำไปสู่อะไร

ทางเลือก ‘การเดินทาง’ ต้องมีมากขึ้น

ศุภณัฐให้สัมภาษณ์ว่า การเก็บค่าธรรมเนียมย่อมสามารถทำได้ แต่คำถามสำคัญคือ นโยบายดังกล่าวจะแก้ไขปัญหาสำคัญอย่าง ‘การจราจรที่ติดขัด’ ได้หรือไม่ เพราะสาเหตุที่คนกรุงเทพฯ เลือกใช้รถยนต์ส่วนตัวมากกว่าขนส่งมวลชน เพราะมีความสะดวกสบายมากกว่า

“ตราบใดที่เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนสะดวกสบายในการเดินทางได้ คุณไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางด้วยขนส่งมวลชน สิ่งนี้คือเรื่องหลัก

“ถ้าลองจินตนาการ คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในซอย แล้วซอยกรุงเทพฯ เป็นซอยที่แคบและลึก ไม่มีระบบขนส่งมวลชน ดังนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าหากคุณจะเดินทางเพื่อขึ้นรถไฟฟ้า คุณต้องใช้รถส่วนตัวเดินทางออกมาจากซอย หรือใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งมีต้นทุนแพงกว่ารถไฟฟ้าเสียด้วยซ้ำ”

ศุภณัฐระบุว่า ปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลไม่พูดถึงอย่างจริงจังคือ วิธีการว่าจะทำอย่างไรให้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘ฟีดเดอร์’ (Feeder) ส่งคนให้เข้าถึงระบบรถไฟฟ้า

ส.ส.พรรคประชาชนกล่าวต่อว่า หากแนวคิดของรัฐบาลในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติดคือ การแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด รัฐบาลจะต้องไม่มองเป็นเพียงแค่การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เพราะสุดท้ายแล้วประชาชนก็ยังไม่มีตัวเลือกในการเดินทางอยู่ดี

ศุภณัฐยกตัวอย่างว่า กรณีดังกล่าวใกล้เคียงกับการขึ้นราคาค่าไฟฟ้า ที่เมื่อค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ประชาชนก็ยังต้องใช้ไฟฟ้าของรัฐบาลอยู่ดี สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นกลายเป็นว่า ต้นทุนการเดินทางของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น แต่ตัวเลือกในการเดินทางยังคงเป็นรถยนต์ส่วนตัวเช่นเดิม เพราะรัฐไม่มีทางเลือกในการเดินทางให้ประชาชน หรือทางเลือกที่มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ

“ถ้าใช้ระบบขนส่งมวลชน ทุกวันนี้จะต้องตื่นตี 4 ประชาชนก็อาจจะเลือกขอนอนต่ออีก 1 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกหลานพักผ่อนมากขึ้น แล้วยอมจ่าย 50 บาทเพื่อขับรถเข้าเมืองเหมือนเดิม

“สุดท้ายคนที่กระทบจริงๆ คือคนที่หาเช้ากินค่ำอยู่ในเมือง โดยที่เขาไม่มีทางเลือก เพราะงานเขาอยู่ในเมือง โดยมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่วนคนที่มีเงิน รัฐเรียกค่าธรรมเนียมเท่าไร เขาก็ยังคงใช้รถยนต์อยู่ เพราะระบบขนส่งมวลชนยังไม่สะดวก

“ผมว่ายากมาก กับการทำให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะอย่างจริงจัง ถ้ารัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ คือระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่ไม่ตอบโจทย์กับคนกรุงเทพฯ” ศุภณัฐระบุ

นอกจากนั้น ส.ส.พรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตไว้คือ ที่มาของ ‘ตัวเลขค่าธรรมเนียม’ ที่รัฐจะเรียกเก็บอยู่ราว 50 บาท มีวิธีการคิดมาอย่างไร และตัวเลขนั้นจะโน้มน้าวให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางได้หรือไม่ อย่างกรุงลอนดอนเรียกเก็บราว 15 ปอนด์ (ประมาณ 660 บาท) ขณะที่การเดินทางด้วยขนส่งมวลชนในเมืองเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 7-10 ปอนด์เท่านั้น (ประมาณ 300-450 บาท)

“ต้นทุนการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะของกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ถูกกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมากนัก เพราะต้องเดินทางหลายต่อ ขนส่งมวลชนของไทยยังไม่ใช้ระบบตั๋วร่วม ทั้งรถไฟฟ้า 2 เจ้าใหญ่ของ BTS และ BEM หรือรถเมล์ 2 เจ้าใหญ่ ทั้งขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กับไทยสมายล์บัส (Thai Smile Bus) ก็ไม่ร่วมกันอีก เมื่อย้ายสาย ต้องจ่ายค่าแรกเข้าใหม่ ด้วยความที่มีการเดินทางหลายต่อ จึงทำให้ต้นทุนใกล้เคียงกับการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว”

อีกประเด็นที่ศุภณัฐให้สัมภาษณ์กับ The Momentum ถึงสาเหตุที่ขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯ ยังไม่มีความพร้อม นั่นคือ ‘เวลา’ โดยระบุว่า ระบบขนส่งมวลชนมีความไม่แน่นอน บางเส้นทาง ประชาชนต้องรอนานกว่าจะเดินทางเชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้า สาเหตุสำคัญมาจากจำนวนการเดินรถไม่มากเพียงพอ เพราะรัฐมองว่า ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนในพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยน้อย

“ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะทำมาเพื่อขาดทุนอยู่แล้ว โดยเฉพาะฟีดเดอร์เพื่อความสบายของประชาชน อย่างไรเสีย ต้องยอมขาดทุนใน 3-4 ปีแรก เพื่อปรับพฤติกรรมของคน แต่ในขณะเดียวกัน รัฐก็ต้องปรับผังเมืองเพื่อตอบโจทย์เรื่องนี้ด้วย ถ้าเกิดไม่ปรับผัง ก็จะไม่เกิดแหล่งเศรษฐกิจใหม

“อย่างรถของเอกชนที่วิ่งทุกวันนี้ สัมปทานกำหนดไว้ชัดเจนว่า ภายใน 1 วันต้องวิ่งขั้นต่ำกี่เที่ยว สมมติต้องวิ่ง 50 เที่ยว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ เอกชนเลือกที่จะวิ่งวันละ 1-2 เที่ยวแทน ซึ่งถือว่าผิดสัญญา ทำให้ประชาชนบ่นมากว่า รถน้อย-คอยนาน เรื่องพวกนี้รัฐไม่เคยไปกำกับเลย” ศุภณัฐกล่าว

และปัญหาสำคัญของกรุงเทพฯ ที่เป็นอุปสรรคต่อการมีขนส่งมวลชนที่ดีคือ ‘สภาพทางภูมิศาสตร์’ ของเมือง ที่ซอยส่วนใหญ่เป็นแบบซูเปอร์บล็อก (Superblock) ที่แคบ ลึก และไม่เชื่อมต่อกัน ทำให้รถฟีดเดอร์เข้าไปให้บริการได้ยาก

โดยหากพิจารณาที่สัดส่วนพื้นที่ถนน (Road Surface Area) ศุภณัฐชี้แจงตัวเลขว่า กรุงเทพฯ มีเพียง 8% ต่างจากมหานครทั่วโลกมีประมาณ 20% ซึ่งวิธีการแก้ไขมี 2 วิธีคือ ‘ขยายขนาดซอย’ หรือ ‘กระจายศูนย์กลางเศรษฐกิจ’ หรือ ‘ซีบีดี’ (Central Business District: CBD)

“ทุกวันนี้ ทุกอย่างกระจุกตัวอยู่เขตซีบีดีหมด ถามว่า ทำไมใจกลางเมืองคนกระจุกตัวอยู่ตรงนั้น เป็นเพราะแนวคิดการทำผังเมืองของรัฐเป็นแบบกระจุกตัว

“รัฐให้พื้นที่กลางเมืองที่เป็นไข่แดงมีค่าอัตราส่วนอาคารต่อที่ดิน หรือ ‘ค่าเอฟเออาร์’ (Floor to Area Ratio: FAR) สูง หมายความว่า เอกชนสามารถสร้างอาคารได้เยอะ ห้างจึงสร้างขนาดใหญ่ได้

“เมื่อทุกอย่างทำได้ง่ายหมด เอกชนลงทุนในโซนนี้ ออฟฟิศก็ตั้งอยู่ในโซนนี้ กลางเมืองจึงกลายเป็นพื้นที่แหล่งเศรษฐกิจมหาศาลที่รวมความเจริญแบบกระจุกตัว ทำให้ทุกคนต้องเข้ามาทำงานใจกลางเมือง”

รัฐต้องแจงที่มาของ ‘งบ’ ซื้อสัมปทานคืน

เมื่อถามศุภณัฐถึงสาเหตุที่รัฐบาลต้องจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติด เป็นเพราะรัฐบาลต้องการเร่งนโยบาย 20 บาทตลอดสายให้เกิดขึ้นโดยเร็วใช่หรือไม่

ศุภณัฐให้คำตอบว่า การจะซื้อคืนสัมปทานการเดินรถ จุดสำคัญตั้งต้นคือ ‘ราคาการซื้อคืน’ ว่าราคาที่เหมาะสมเป็นเท่าไร อย่างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่รัฐบาลยึดขยายสัมปทานให้เอกชนเพิ่ม 20 ปี ที่จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2592

“เวลาเราไปซื้อคืน เราไม่ได้ซื้อในราคาก่อสร้าง เราซื้อคืนจากมูลค่าของโอกาสที่เอกชนจะเสียแหล่งรายได้ในอนาคต ต้องรอดูว่า รัฐบาลจะใช้แนวคิดแบบใดในการซื้อคืนสัมปทาน ซึ่งรัฐบาลยังไม่เคยเปิดเผยออกมา

“สิ่งที่ผมคาดว่า รัฐบาลจะทำคือการคำนวณว่า รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินมีค่าเสียโอกาสเท่าไร เพราะว่า ธุรกิจของเอกชนมีสัมปทาน เอกชนไม่ได้ทำอะไรผิด รัฐจะไปฉีกสัมปทานเขาก่อนได้อย่างไร และหากจะไปซื้อคืนในราคาเป็นแสนเป็นล้าน ก็น่าคิดว่า เหตุใดรัฐถึงได้ขยายสัมปทานให้เอกชนก่อนหน้านี้

“ส่วนรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สายสีชมพู ที่มีการลงทุนเส้นละประมาณ 5 หมื่นล้าน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ 2 เส้นทางนี้ขาดทุน ดังนั้นรัฐบาลจะซื้อคืนสัมปทานในราคา 5 หมื่นล้านไม่ได้ เพราะเอกชนลงทุน 5 หมื่นล้าน แต่ยังขาดทุน เพราะฉะนั้น แต่ละปีแปลว่า เอกชนไม่มีทางหากำไรคืนได้ มีแต่จะเข้าเนื้อเรื่อยๆ ดังนั้นแล้ว รัฐบาลต้องคิดว่า จะซื้อในราคาเท่าไร เช่น 3 หมื่นล้านบาทหรือไม่ เพื่อตัดปัญหาไป เพราะหากเอกชนต้องจัดการการเดินรถไฟฟ้าไปอีก 20-30 ปี ก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง รัฐบาลก็ต้องซื้อคืนสัมปทานในราคาถูกกว่าการลงทุน” ส.ส.พรรคประชาชนตอบ

ศุภณัฐกล่าวเพิ่มเติมว่า การคำนวณเงินซื้อคืนสัมปทานของรัฐบาลไม่ชัดเจน ไม่เคยชี้แจงว่า งบประมาณการซื้อคืนของแต่ละสายเป็นเท่าไร มีแต่การตั้งงบประมาณว่า จะซื้อคืนด้วยงบประมาณ 3 แสนล้านบาท

สิ่งที่รัฐบาลควรจะดำเนินการก่อนคือ ชี้แจงว่างบประมาณ 3 แสนล้านบาทในการซื้อคืน มีที่มาอย่างไร เพื่อจะได้หาแนวทางการชำระสัมปทานให้เอกชน เพื่อให้รัฐเข้ามามีอำนาจเต็มในการกำกับดูแล และกำหนดราคาค่าโดยสาร

เมื่อถามต่อว่า จุดยืนของพรรคประชาชนต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร

“ต้องถามรัฐบาลก่อนว่า เราพร้อมทำกับนโยบายนี้หรือไม่ รัฐบาลได้ปูพื้นทำอย่างอื่น เพื่อให้เราพร้อมกับการเก็บค่าธรรมเนียมรถติดหรือยัง

“ถ้า ณ วันนี้มีทางเลือกให้ประชาชน ระบบขนส่งมวลชนดี ผังเมืองดี พยายามดึงคนให้เข้ามาอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า มีรถเมล์ รถฟีดเดอร์เพียบพร้อมให้บริการประชาชนได้ แปลว่า รัฐมีทางเลือกให้ประชาชนแล้ว” ศุภณัฐระบุ

ส.ส.พรรคประชาชนกล่าวต่อว่า หากขนส่งมวลชนมีความสะดวกสบาย ใกล้เคียงกับการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว เชื่อว่า ประชาชนพร้อมเปลี่ยนพฤติกรรม เหมือนมหานครใหญ่ทั่วโลก

“ผมคิดว่า มีอีกหลายประเด็นที่รัฐบาลยังไม่ได้พูด แต่เลือกไปพูดที่เงินก้อนใหญ่ก่อน อย่างแรกคือ เรื่องของผังเมืองและระบบขนส่งมวลชนที่จะทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ประชาชน ให้มีทางเลือกมากขึ้น โดยที่ไม่ใช่การบีบประชาชน

“อย่างที่สองคือ ไส้ในของค่าธรรมเนียมการเข้าเมืองว่าจะเก็บอย่างไร ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน

“อย่างที่สามคือ งบก้อนใหญ่ที่จะซื้อสัมปทานรถไฟฟ้าคืนนั้นมีที่มาอย่างไร เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้คำตอบ” ศุภณัฐกล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...