โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สศช.ดีเดย์ประกาศใช้แผนฯ13 ลดเหลื่อมล้ำ-ดันรายได้ 3 แสนต่อหัวใน 5 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ก.ย 2565 เวลา 15.11 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2565 เวลา 02.06 น.

สภาพัฒน์ ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ดีเดย์ 1 ต.ค.นี้ วางกรอบพัฒนาประเทศ 5 ปีข้างหน้า ประชากรไทยต้องมีรายได้ต่อหัวไม่ต่ำกว่า 3 แสนบาทต่อคนต่อปี พร้อมลดความเหลื่อมล้ำ-ช่องว่าง “คนจน-คนรวย” ต้องไม่เกิน 5 เท่า ดันไทยขึ้นแท่นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2580 ด้าน “WHA” ชี้ประเทศไทยต้องสร้างบุญใหม่เพื่อดึงดูดการลงทุน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในงาน “พลิกโฉมประเทศไทยก้าวไปด้วยกัน ร่วมขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 สร้างอนาคตไทย” ว่า แผนพัฒนาฯฉบับที่ 13 ระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า (2566-2570) จะประกาศใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2565 เป็นต้นไป โดยมุ่งสู่เป้าหมาย 5 เรื่องด้วยกัน คือ 1.ไทยจะมีรายได้ประชากรต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 300,000 บาทต่อคนต่อปี จากขณะนี้อยู่ที่ 270,000 บาท 2.คนไทยจะต้องมีขีดความสามารถมากขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และมีการศึกษาที่ดี วัดผ่านดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) ซึ่งจะต้องอยู่ในระดับสูง

3.ลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ พื้นที่ ความมั่งคั่ง และการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเป้าหมายปี 2570 ต้องลดช่องว่างความแตกต่างของความเป็นอยู่ พิจารณาจากรายจ่ายระหว่างกลุ่มประชากรที่ฐานะทางเศรษฐกิจสูงสุด 10% และกลุ่มที่มีฐานะต่ำสุด 40% ต้องต่ำกว่า 5 เท่า จากปัจจุบัน 6 เท่า

4.ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่น้อยกว่า 20% เมื่อเทียบกับปกติ และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็น 0 ภายในปี 2608 และ 5.ทำให้สถาบันและองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะภาครัฐมีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรองรับวิกฤตได้ดีขึ้นกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตภัยพิบัติ วิกฤตโรคระบาด หรือวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ภายใต้แผนมี 13 หมุดหมายหลัก ผลักดันประเทศไทย ได้แก่ 1.เป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง 2.เป็นจุดหมายการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน 3.เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก 4.เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง 5.เป็นประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค 6.เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและอุตสาหกรรมดิจิทัลของอาเซียน

7.มี SMEs ที่เข้มแข็ง มีศักยภาพสูง และสามารถแข่งขันได้ 8.มีพื้นที่และเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่และปลอดภัย 8.มีความยากจนข้ามรุ่นลดลง และมีความคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอเหมาะสม 10.มีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ 11.ลดความเสี่ยงและผลกระทบภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 12.มีกำลังคนสมรรถนะสูง 13.มีภาครัฐทันสมัย มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ประชาชน

“แน่นอนว่า 5 ปีจากนี้ ประเทศไทยคงจะต้องเจอกับความท้าทายสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงข้างหน้า ซึ่งก็จะเป็นทั้งโอกาสและข้อจำกัดความเสี่ยงที่จะกระทบกับการพัฒนาประเทศในระยะถัดไป นั่นคือ 1.การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการเพื่อให้รู้เท่าทันและใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้ 2.ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกมาตรการกีดกันทางการค้าได้ 3.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเป็นสังคมผู้สูงอายุ 4.ความขัดแย้งระหว่างประเทศ 5.ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน และ 6.โรคอุบัติใหม่และภัยโรคระบาด” นายดนุชากล่าว

เลขาธิการ สศช.กล่าวด้วยว่า ตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี 2580 หรืออีก 15 ปีจากนี้ ไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีเศรษฐกิจที่มั่นคงมากขึ้น มีภูมิต้านทานกับวิกฤตต่าง ๆ โดยการพัฒนาจะอยู่บนหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำในเชิงรายได้และพื้นที่ลดลง และทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา สาธารณสุข หรือกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้มีการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้นด้วย

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กล่าวว่า บุญเก่าของประเทศไทยคือการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีทั้งถนน ระบบราง และอยู่ในกลุ่มประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนมานานมาก เพราะว่ามีทักษะแรงงานและมีการสนับสนุนด้านภาษีที่ดี ซึ่งปัจจุบันยังตอบโจทย์อยู่จากที่เห็นล่าสุด BYD ผู้ผลิตรถอีวีอันดับ 1 ของโลก ตัดสินใจเลือกมาตั้งฐานการผลิตในไทย นอกประเทศจีนแห่งแรก

“แต่สิ่งที่อยากจะเห็นต่อ หรือต้องสร้างบุญใหม่ นั่นคือภาครัฐต้องมีความทันสมัย ขับเคลื่อนกระบวนการทำงานด้วยดิจิทัล โดยขอให้เห็นการปฏิรูปอย่างจริงจัง และการสร้างคนที่มีทักษะสูง และการหยิบงานวิจัยมาใช้งานจริง เพื่อสร้างอินโนเวชั่นให้ประเทศ โดยยืนยันว่าไทยยังเป็นเป้าหรือจุดสนใจการลงทุนอยู่ แต่ตรงนี้ก็จะมีคู่แข่งจากเพื่อนบ้านที่จะดึงเม็ดเงินลงทุน” นางสาวจรีพรกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...