โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เงินบาทอ่อนค่า จับตาปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า-ตัวเลขส่งออกเดือนก.ย.

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ต.ค. 2565 เวลา 04.53 น. • เผยแพร่ 23 ต.ค. 2565 เวลา 04.20 น.

เงินบาทอ่อนค่าตามทิศทางสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค นำโดยเงินเยนและเงินหยวน ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นตามบอนด์ยีลด์สหรัฐ รับแนวโน้มการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด SET Index ปรับขึ้น โดยมีแรงหนุนจากความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ จับตาปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า ตัวเลขส่งออกเดือน ก.ย.ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ผลประกอบการงวดไตรมาส 3/65 ของบจ.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ทั้งนี้ เงินบาทอ่อนค่าลงตามทิศทางภาพรวมของสกุลเงินเอเชีย นำโดยเงินเยนและเงินหยวน โดยในระหว่างสัปดาห์ เงินบาทร่วงแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 16 ปี ที่ 38.46 บาทต่อดอลลาร์ เงินเยนทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 32 ปีเหนือแนว 150 เยนต่อดอลลาร์

ส่วนเงินหยวนแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 14 ปี แม้มีแรงหนุนช่วงสั้นจากการที่ตลาดมีความหวังว่าทางการจีนอาจพิจารณาลดจำนวนวันกักตัวสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าจีนก็ตาม นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังสอดคล้องกับสัญญาณขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติด้วยเช่นกัน

ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นตามการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐ (บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีของสหรัฐ ขยับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี) ขณะที่ตลาดทยอยเพิ่มน้ำหนักให้กับโอกาสความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 75 bps. เป็นครั้งที่ 5 ในการประชุม FOMC เดือน ธ.ค. ต่อเนื่องจากที่น่าจะปรับขึ้น 75 bps. ในการประชุมเดือน พ.ย. นี้

กราฟค่าเงินบาท

ในวันศุกร์ที่ 21 ต.ค. 2565 เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 38.36 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับ 38.08 บาทต่อดอลลาร์ ในวันพุธก่อนหน้า (12 ต.ค.) ขณะที่ระหว่างวันที่ 17-21 ต.ค. นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,006 ล้านบาท และมีสถานะเป็น Net Outflow ออกจากตลาดพันธบัตร 16,315 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 16,170 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่หมดอายุ 145 ล้านบาท)

สัปดาห์ถัดไป (24-28 ต.ค.) ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ระดับ 37.80-38.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกไทยเดือน ก.ย. ทิศทางเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์ค่าเงินในภูมิภาค ผลการประชุม ECB และ BOJ

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย ข้อมูลรายได้และการใช้จ่ายส่วนบุคคล รวมถึง PCE/Core PCE Price Indices เดือน ก.ย. จีดีพีไตรมาส 3/65 (advanced report) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ต.ค.

นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามข้อมูล PMI เดือน ต.ค. (เบื้องต้น) ของสหรัฐ ยูโรโซน และอังกฤษ ตลอดจนข้อมูลจีดีพีไตรมาส 3/65 และตัวเลขเศรษฐกิจอื่น ๆ ของจีนเดือน ก.ย. ที่ถูกเลื่อนการประกาศจากกำหนดการเดิมด้วยเช่นกัน

กราฟตลาดหุุ้นไทย

ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นจากสัปดาห์ก่อน หลังเผชิญแรงกดดันติดต่อกัน 3 สัปดาห์ ทั้งนี้ SET Index ดีดตัวขึ้นช่วงต้นสัปดาห์ตามแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนสถาบัน โดยมีแรงหนุนจากความหวังเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐในช่วงปลายปี ประกอบกับมีแรงซื้อหุ้นบางกลุ่ม โดยเฉพาะแบงก์ พลังงาน และวัสดุก่อสร้าง ก่อนการประกาศงบไตรมาส 3/65

อย่างไรก็ดี หุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบในเวลาต่อมา ก่อนจะลดช่วงบวกลงเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาคท่ามกลางความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกที่อาจได้รับผลกระทบจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลาย ๆ ประเทศอย่างต่อเนื่อง

ในวันศุกร์ (21 ต.ค.) ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,591.32 จุด เพิ่มขึ้น 1.96% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 59,282.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.38% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 2.21% มาปิดที่ระดับ 645.27 จุด

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (24-28 ต.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,585 และ 1,575 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,600 และ 1,610 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขส่งออกเดือน ก.ย.ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ผลประกอบการงวดไตรมาส 3/65 ของ บจ.

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI (เบื้องต้น) เดือน ต.ค. ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคล ดัชนี PCE/Core PCE Price Index เดือน ก.ย. ตลอดจนตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/65 ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ การประชุม ECB และ BOJ ดัชนี PMI (เบื้องต้น) เดือน ต.ค. ของญี่ปุ่นและยูโรโซน รวมถึงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/65 และข้อมูลเศรษฐกิจเดือน ก.ย. ของจีน อาทิ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...