อิ่มบุญ ซึมซับพุทธประวัติหลายพันปี อันล้ำค่า ขององค์พระธาตุพนม
เล่าเท่าไหร่ยังคงไม่หมด สำหรับทริปบุญ #อีจันอินนครพนม ที่ทีมอีจันและผู้ร่วมทริป รู้สึกสุขล้น หลังจากที่เราได้ไปสักการะองค์พระธาตุพนม และได้ไปทำความสะอาดล้างลานพระธาตุ-ห่มผ้าพระธาตุ เพื่อเป็นสิริมงคลกับทีมและครอบครัวแล้ว เรายังมีโอกาสได้ฟัง พระครูไก่ หรือพระครูพนมปรีชากร เลขานุการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมฯ เล่าถึงประวัติความเป็นมาของพระธาตุพนม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในบริเวณวัดพระธาตุพนมทั้งหมด จนทีมขนลุกและรู้สึกอิ่มใจที่สุด
เริ่มจากประวัติโดยสังเขปพระธาตุพนม พระธาตุพนมหรือเรียกตามแผ่นทองที่จาริกไว้ในสมัยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กแห่งนครเวียงจันทน์ซึ่งได้มาบูรณะ
องค์พระธาตุในราวปีพุทธศักราช 2236 – 2245 ว่า "ธาตุปะนม" เป็นพุทธเจดีย์ที่บรรจุพระอุรังคราตุ (กระดูกส่วนพระอุระ)
ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีสัณฐานรูปทรงสี่เหลี่ยม ประดับตกแต่งด้วยศิลปะงามวิจิตรประณีตสูงจากระดับพื้นดิน
43 เมตร ฉัตรทองคำสูง 4 เมตร รวมเป็น 47 เมตร อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ห่างจากแม่น้ำโขง
อันเป็นเขตกั้นแดนระหว่างประเทศลาวกับประเทศไทยประมาณ 5.0 เมตร และห่างจากกรุงเทพ ฯ ประมาณ 800 กิโลเมตร
ในตำนานพระราตุพนมกล่าวไว้ว่า องค์พระธาตุพนมเริ่มสร้างในปีพุทธศักราช 8 ในยุคสมัยที่อาณาจักรศรีโคตบูรกำลังเจริญรุ่งเรือง โดยห้าวพญาทั้ง 5 อันมีพญาศรีโคตบูรเป็นต้น และพระอรหันต์ 500 รูป มีพระมหากัสสปเถระเป็นประธานลักษณะการก่อสร้างใช้ดินดิบก่อขึ้นเป็นรูปเตาสี่เหลี่ยม กว้างด้านละ 2 วา สูง 2 วา (วาของพระมหากัสสปเถระ) ข้างในเป็นโพรง มีประตูสี่ด้านแล้วเผาให้สุก เมื่อสร้างเสร็จก็ได้อัญเชิญพระอุวังคบรมธาตุเข้าประดิษฐานไว้ในภายใน ซึ่งพญาทั้ง 4 ที่มีส่วนรับผิดชอบในการก่อดินดิบเพื่อสร้างองค์พระธาตุพนมในแต่ละทิศ คือ
1.พญาจุลมณีพรหมทัตผู้ครองแคว้นจุลมณี ได้ก่อตินทางทิศตะวันออก
2.พญาอินทปัตถนครผู้ครองเมืองอินทปัตถนคร ได้ก่อดินทางทิศตะวันตก
3.พญาคำแดงผู้ครองเมืองหนองหานน้อย ได้ก่อดินทางทิศใต้
4.พญานันทเสนผู้ครองเมืองศรีโคตบูร ได้ก่อดินทางทิศเหนือ
5.พญาสุวรรณภิงคารผู้ดรองเมืองหนองหานหลวง ได้ก่อรวบยอดเป็นฝาละมีปิดองค์พระธาตุพนม
พระธาตุพนม ก่อสร้างและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของทั้งชาวไทยและลาว เรื่อยมา จนมาถึงเหตุการณ์ พระธาตุพนมล้ม
หลังจากพระธาตุพนมบรมเจดีย์ที่มีประวัติมาอย่างยาวนานนับได้ 2,500 กว่าปี ก็ใด้มีการปฏิสังขรณ์ต่อเดิมครั้งใหญ่ๆ จำนวน 3 ครั้งด้วยกัน คือ
1.ราวบีพุทธศักราช 500 ได้มีการปฏิสังขรณ์ขึ้นเป็นครั้งแรกโดยพระอรหันต์ 5 รูป ซึ่งอดีตก็คือพญาทั้ง 5 พระองค์ที่ได้
ร่วมก่อสร้างพระธาตุหนมร่วมกับพ ระมหากัสสปเถระ ภพชาติสุดท้ายก็ได้มาร่วมปฏิสังขรณ์บูรณะให้สูงจากเดิมที่สูงเพียง
2 วา โดยมีพญามิตตธรรมวงศาแห่งเมืองมรุกขนครเป็นประธานฝ่ายรฆาวาส และฤาษีอีก 2 ตน ซึ่งได้นำศิลาจากยอดภูเพ็ก
มาตั้งประดิษฐานไว้บนชั้นที่ 2 ขององค์พระธาตุ
2.ราวปีพุทธศักราช 2233 - 2235 (ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ของลาว) เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ญาคูขี้หอม)
ก็ได้บูรณะต่อเติมองค์พระธาตุตั้งแต่ชั้นที่ 2 ขึ้นไปจนถึงยอด รวมแล้วสูง 430 เมตร ฉัตร 4 เมตร รวมเป็น 48 เมตร
3.ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล พุทธศักราช 2483 - 2484 ได้มีการซ่อมแซมและต่อเติมองค์พระธาตุพนมสูงขึ้นอีก 11 เมตร โดยการนำของอธิบดีกรมศิลปากรขณะนั้นพร้อมด้วยคณะนักเรียนและนายช่าง เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พุทธศักราช 2518 เวลา 19.38 น. ตรงกับวันจันทร์ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะ
จุลศักราช 1337 เป็นวันที่ฝนตกพรำต่อเนื่องหลายวัน
อีกทั้งยังมีพายุโหมกระหน่ำทำให้องค์พระธาตุพนมอันเป็นเจดีย์เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองอายุสองพันห้าร้อยกว่าปีพังล้มลงเพราะความผุกร่อนของฐานที่มีความสูง 8 เมตร ได้ยังความสลดสังเวชใจให้เกิดขึ้นกับพุทธศาสนิกชนทั่วหล้า
ส่วนเรื่องราวและความสำคัญของพระธาตุพนมด้านในแต่ละชั้น และรุรังคธาตุนั้น สามารถอ่านได้ที่ https://bit.ly/3xLm744
ต่อมาพระครูไก่ได้พูดถึงความสำคัญ ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกเหนือที่ใครที่มสักการะองค์พระธาตุพนมแล้ว ต้องแวะกราบไหว้สักการะให้ครบทุกจุด
จุดแรก สถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิม
สถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิมตั้งอยู่เกาะกลางสระน้ำหน้าวัดพระราตุพนมวรมหาวิหาร ทางด้านทิศตะวันออกเถียงเหนือ
ห่างจากองค์พระธาตุพนม ประมาณ 200 เมตร และห่างจากริมฝั่งแม่น้ำโขงประมาณ 250 เมตร สถูปอิฐพระธาตุพนม
สร้างจากอิฐของพระธาตุพนมองค์เดิมที่ได้ รวบรวมก่อเป็นรูปสถูปมีความสูงประมาณ 14 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสูง 60 เซนติเมตร
มีลักษณะรูปทรงสีเหลี่ยม คล้ายกับองค์พระธาตุพนมยุคแรกภายในบรรจุ เก็บเศษปูนพระธาตุพนมองค์เดิม ซึ่งหักล้มลง
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พุทธศักราช 2518 นอกจากนี้ยังได้บรรจุพระบรมสาริกธาตุ พระอรหันตธาตุพระพุทธรูปอัญมณี
และวัตถุมงคลอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก หีบสำหรับบรรจุพระบรมสารีริกราตุและสิ่งของมีค่าได้จัดทำเป็นพิเศษมี
1.50 เมตร ยาว เมตร สูง 1.5 เมตร หลังคาขององค์สถูปมีลักษณะกลมเหมือนโอคว่ำบนยอด มีดอกบัวปั้น 5 ดอก เป็นดอกบัวที่บานแล้ว 4 ดอก อีก 1 ดอกเป็นดอกบัวตูม เพื่อให้เป็นปริศนาว่า "ในภัทรกัปป์นี้จะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ 5 พระองค์ 4 พระองค์ ตรัสรู้และปรินิพพานไปแล้ว อันได้แก่ พระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า,พระโกนาคมนสัมมาสัมพุทธเจ้า,พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนดอกบัวที่บานแล้วและร่วงโรยไปแล้ว
อีกหนึ่งพระองค์จะมาตรัสรู้ในภายภาคเบื้องหน้า ซึ่งได้แก่ พระศรีอริยเมตไตย์เหมือนดอกบัวตูมที่รอการเบ่งบาน" ปีพุทธศักราช 2525 หลังจากสร้างองค์พระธาตุพนมแล้วเสร็จ ทางวัดก็ได้ขนย้ายเศษอิฐเศษปูนของพระธาตุพนมองค์เดิม ซึ่งกองรวมกันอยู่ที่สนามหญ้าทางด้านทิศตะวันออกของหอพระพุทธไสยาสน์ นำไปเก็บไว้ที่เกาะกลางสระน้ำหน้าวัดและอีกส่วนหนึ่งที่เป็นลวดลาย ได้นำไปเก็บไว้ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมรัดนโมลีศรีโคตรบูร ต่อมาปีพุทธศักราช 2535 ทางวัดได้ขุดลอกสระน้ำหน้าวัด ทั้งทางด้านทิศใต้และทิศเหนือและยังตกแต่งขอบสระน้ำให้สวยงามมั่นคงทั้ง 2 สระ จนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2541 ได้รับการอุปถัมภ์จากคณะเจ้าภาพโดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น สองล้านหกแสนสองหมื่นบาทถ้วน
ต่อมาคือ เสาอินทขีล อินทขีล (อิน-ทะ-ขีน) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน พ.ศ.2542 เสาอินทขีลรอบ ๆ องค์พระธาตุพนมมีลักษณะรูปทรงแปดเหลี่ยม ยอดมน ปราชญ์โบราณท่านให้มองเป็นปริศนาธรรม (มรรคเมืองค์แปด) และมีตัวอัสสมุขีหรือรูปสัตว์ในนิทานสลักจากหินทรายวางอยู่ด้านข้างของเสาอินทขีล ที่ลานพระธาตุพนมจะมีใบเสมาปักอยู่ทั้งสี่มุมรอบกำแพงแก้วชั้นใน และจะมีเสาอินทขีสสี่ต้นปักอยู่รอบกำแพงแก้วชั้นนอก เป็นหลักฐานทางโบราณคดี
ทำให้เชื่อได้ว่า อาณาจักรศรีโคตบูรเป็นอาณาจักรของชนพื้นเมืองสองฝั่งแม่น้ำโขง โดยเจดีย์องค์พระธาตุพนมได้สร้างขึ้น
หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จต้นขันธปรินิพพานไปแล้วได้ 8 ปี เจดีย์ในยุคนั้นเรียกว่า สถูป ซึ่งสถูปองค์นี้สร้างโดย
พระมหากัสสปเถระ มีลักษณะเป็นรูปทรงโอคว่ำ เหมือนกับสถูปเก่าแก่ที่สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ท้าวพญาทั้ง 5
ได้ทรงให้นำเอาศิลามาทำเป็นเสาอินทขีลจากสถานที่ต่างๆ ดังนี้ คือ
ต้นที่ 1 นำมาจากเมืองกุสินาราฝังไว้ที่มุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือและสร้างรูปอัสสมุขี ไว้ที่โคนเสา 1 ตัวเพื่อเป็นหลักชัยมงคลแก่บ้านเมืองในชมพูทวีป
ต้นที่ 2 นำมาจากเมืองพาราณสีฝั่งไว้มุมทิศตะวันออกเฉียงใต้และสร้างรูปอัสสมุขี ไว้ที่โคนเสา 1 ตัว เพื่อความเป็น
มงคลแก้โลก
ต้นที่ 3 นำมาจากเมืองลังกาฝั่งไว้ที่มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้
ต้นที่ 4 นำมาจากเมืองตักศิลา ฝังไว้มุมทิศตะวันตกเอียงเหนือ
ต่อมาคือ บ่อน้ำพระอินทร์
บ่อน้ำพระอินทร์เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์หนึ่งในเจ็ดที่ใช้ในพระราชพิธีมูรธาภิเษกของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยรัซกาลที่ 6
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลในปัจจุบัน มูรธาภิเษกแปลว่าการยกให้หรือการแต่งตั้งโดยการทำพิธีรดน้ำ ปัจจุบัน
น้ำอภิเษกซึ่งทำพิธีพลีกรรม ดักมาจากปูชนียสถานสำคัญในจังหวัดด่างๆ ทั่วราชอาณาจักรรวม 18 แห่ง ในจังหวัด
นครพนมมี 2 แห่งคือ บ่อน้ำพระอินทร์ที่วัดพระธาตุพนมและน้ำจากหนองบัวทอง อำเภอวังยาง ราวปีพุทธศักราช
2518 ช่วงบูรณะองค์พระธาตุพนมที่ พังล้มลง ทางวัดได้ถือโอกาสขุดลอกบ่อปรากฎว่า พบหินบางๆเป็นแผ่นใหญ่
ปิดกันบ่อ เมื่อจัดขึ้นน้ำที่ได้พุงพาดนงานลอยขึ้นถึงปากบ่อ ด้วยพระบามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและพระบรมวงศานุวงศ์และด้วยกฤษดาภินิหารอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระราตุพนมนับแต่นั้นมาบ่อน้ำพระอินทร์ก็มีน้ำใสสะอาด เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งในวัด
ต่อมาหอพระนอนหรือหอพระพุทธไสยาสน์
เนินพระอรหันต์ เป็นสถานที่อยู่จำพรรษาของพระรหันต์ 5 รูป ที่ได้มาทำการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนมพระอรหันต์ 5 รูป
ประกอบด้วย
1. พระสังขวิชาเถระ
2.พระรัตนเกระ
3.พระจุลรัตนเถระ
4. พระรัตนเถระ และ 5.พระจุลรัตนเถระ หลังจากพระมหากัสสปเถระและพญาทั้ง 5 สร้างสถูปเพื่อประดิษฐานพระอุรังคธาตุเมื่อปีพุทธศักราช 8 ให้หลังประมาณ 500 ปี จากนั้นพญาสุมิตธรรมวงศาแห่งเมืองมรุกขนคร และพระอรหันต์ 5 รูป ได้ทำการบูรณะขณะ เดียวกันพญาสุมิตธรรมวงศาก็ได้สร้างกุฏิถวายพระเกระทั้ง 5 เพื่อให้เป็นที่พักจำพรรษา ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือทิศตะวันตกและทิศได้ขององค์พระธาตุพนม
ซึ่งทางด้านทิศเหนือขององค์พระราตุพนมมี 1 หลังเป็นกูฏิที่อยู่ของพระสังขวิชาเถระที่เรียกว่า "หอพระนอนหรือหอพระพุทธไสยาสน์" ในปัจจุบันด้านทิศตะวันตกมีจำนวน 2 หลัง เป็นกุฏิของพระรัตนเถระและพระจุลรัตนเถระ ซึ่งได้แก่กุฏิ "กระตีบหรือกระตีบพระอรหันต์ " อยู่บริเวณลานต้นพระสมหาโพธิ์ ส่วนทางด้านทิศใต้องค์พระธาตุพนม 2 หลังเป็นที่อยู่ของพระสุวรรณปาสาทเถระและพระจุลสุวรรณป่าสารทเกระใกล้กับกุฏิศิลาภิรัตรังสฤษฎิ์หรือกุฏิใหญ่ในปัจจุบัน
วิหารหอพระแก้ว
วิหารหอพระแก้วสร้างในราวปีพุทธศักราช 2073-2102 โดยพระเจ้าโพธิสาสราชเจ้าผู้ครองนครหลวงพระบางทรงเป็น
กษัตริย์องค์ที่ 40 ในราชวงศ์ล้านช้าง เมื่อคราวที่เสด็จมาบูรณะองค์พระธาตุพนม ทรงให้สร้างพระวิหารหลังนี้ขึ้น
มีหลังคามุงด้วยตะกั่ว และมีระเบียงโดยรอบ เมื่อมีการสร้างวิหารทำให้เข้าใจว่าได้หล่อพระประธานตั้งแต่คราวนั้นพระประธาน
มีนามว่า "พระพุทธมารวิชัยศาสดา"
ต่อมาเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ เจ้าเมืองนครพนม พระบรมราชา (สุตตา) เจ้าเมืองมุกดาหารและพระเจ้าจันทสุริยวงศ์ (กิ่ง) ร่วมกันบูรณะ มีท้าวขัตติยะเป็นแม่งาน เมื่อแล้วเสร็จจึงได้ฉลองในปีพุทธศักราช 2343 วิหารหอพระแก้วอยู่ได้ 327 ปี ก็พังลงในปีพุทธศักราช 2430 และได้มีการบูรณะซ่อมแชมมาตามลำดับ
พระองค์แสนศาสดา พระองค์แสนศาสดา เป็นพระประธานที่ประดิษฐานอยู่กายในพระอุโบสถวัดพระธาตุพนม วรมหาวิหารตำบลธาตุหนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นงานพุทธศิลป์แบบล้านช้างในรัชสมัยของพระเจ้าวิชุลราชแห่งหลวงพระบางมีพระพักตร์นูน พระนาสิกโด่ง พระองค์เกลี้ยงเกลา ทำให้เราสังเกตได้ถึงลักษณะที