โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

อิ่มบุญ ซึมซับพุทธประวัติหลายพันปี อันล้ำค่า ขององค์พระธาตุพนม

อีจัน

อัพเดต 23 ก.ย 2565 เวลา 10.52 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2565 เวลา 10.52 น. • อีจัน

เล่าเท่าไหร่ยังคงไม่หมด สำหรับทริปบุญ #อีจันอินนครพนม ที่ทีมอีจันและผู้ร่วมทริป รู้สึกสุขล้น หลังจากที่เราได้ไปสักการะองค์พระธาตุพนม และได้ไปทำความสะอาดล้างลานพระธาตุ-ห่มผ้าพระธาตุ เพื่อเป็นสิริมงคลกับทีมและครอบครัวแล้ว เรายังมีโอกาสได้ฟัง พระครูไก่ หรือพระครูพนมปรีชากร เลขานุการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมฯ เล่าถึงประวัติความเป็นมาของพระธาตุพนม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในบริเวณวัดพระธาตุพนมทั้งหมด จนทีมขนลุกและรู้สึกอิ่มใจที่สุด

เริ่มจากประวัติโดยสังเขปพระธาตุพนม พระธาตุพนมหรือเรียกตามแผ่นทองที่จาริกไว้ในสมัยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กแห่งนครเวียงจันทน์ซึ่งได้มาบูรณะ

องค์พระธาตุในราวปีพุทธศักราช 2236 – 2245 ว่า "ธาตุปะนม" เป็นพุทธเจดีย์ที่บรรจุพระอุรังคราตุ (กระดูกส่วนพระอุระ)

ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีสัณฐานรูปทรงสี่เหลี่ยม ประดับตกแต่งด้วยศิลปะงามวิจิตรประณีตสูงจากระดับพื้นดิน

43 เมตร ฉัตรทองคำสูง 4 เมตร รวมเป็น 47 เมตร อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ห่างจากแม่น้ำโขง

อันเป็นเขตกั้นแดนระหว่างประเทศลาวกับประเทศไทยประมาณ 5.0 เมตร และห่างจากกรุงเทพ ฯ ประมาณ 800 กิโลเมตร

ในตำนานพระราตุพนมกล่าวไว้ว่า องค์พระธาตุพนมเริ่มสร้างในปีพุทธศักราช 8 ในยุคสมัยที่อาณาจักรศรีโคตบูรกำลังเจริญรุ่งเรือง โดยห้าวพญาทั้ง 5 อันมีพญาศรีโคตบูรเป็นต้น และพระอรหันต์ 500 รูป มีพระมหากัสสปเถระเป็นประธานลักษณะการก่อสร้างใช้ดินดิบก่อขึ้นเป็นรูปเตาสี่เหลี่ยม กว้างด้านละ 2 วา สูง 2 วา (วาของพระมหากัสสปเถระ) ข้างในเป็นโพรง มีประตูสี่ด้านแล้วเผาให้สุก เมื่อสร้างเสร็จก็ได้อัญเชิญพระอุวังคบรมธาตุเข้าประดิษฐานไว้ในภายใน ซึ่งพญาทั้ง 4 ที่มีส่วนรับผิดชอบในการก่อดินดิบเพื่อสร้างองค์พระธาตุพนมในแต่ละทิศ คือ

1.พญาจุลมณีพรหมทัตผู้ครองแคว้นจุลมณี ได้ก่อตินทางทิศตะวันออก

2.พญาอินทปัตถนครผู้ครองเมืองอินทปัตถนคร ได้ก่อดินทางทิศตะวันตก

3.พญาคำแดงผู้ครองเมืองหนองหานน้อย ได้ก่อดินทางทิศใต้

4.พญานันทเสนผู้ครองเมืองศรีโคตบูร ได้ก่อดินทางทิศเหนือ

5.พญาสุวรรณภิงคารผู้ดรองเมืองหนองหานหลวง ได้ก่อรวบยอดเป็นฝาละมีปิดองค์พระธาตุพนม

พระธาตุพนม ก่อสร้างและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของทั้งชาวไทยและลาว เรื่อยมา จนมาถึงเหตุการณ์ พระธาตุพนมล้ม

หลังจากพระธาตุพนมบรมเจดีย์ที่มีประวัติมาอย่างยาวนานนับได้ 2,500 กว่าปี ก็ใด้มีการปฏิสังขรณ์ต่อเดิมครั้งใหญ่ๆ จำนวน 3 ครั้งด้วยกัน คือ

1.ราวบีพุทธศักราช 500 ได้มีการปฏิสังขรณ์ขึ้นเป็นครั้งแรกโดยพระอรหันต์ 5 รูป ซึ่งอดีตก็คือพญาทั้ง 5 พระองค์ที่ได้

ร่วมก่อสร้างพระธาตุหนมร่วมกับพ ระมหากัสสปเถระ ภพชาติสุดท้ายก็ได้มาร่วมปฏิสังขรณ์บูรณะให้สูงจากเดิมที่สูงเพียง

2 วา โดยมีพญามิตตธรรมวงศาแห่งเมืองมรุกขนครเป็นประธานฝ่ายรฆาวาส และฤาษีอีก 2 ตน ซึ่งได้นำศิลาจากยอดภูเพ็ก

มาตั้งประดิษฐานไว้บนชั้นที่ 2 ขององค์พระธาตุ

2.ราวปีพุทธศักราช 2233 - 2235 (ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ของลาว) เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ญาคูขี้หอม)

ก็ได้บูรณะต่อเติมองค์พระธาตุตั้งแต่ชั้นที่ 2 ขึ้นไปจนถึงยอด รวมแล้วสูง 430 เมตร ฉัตร 4 เมตร รวมเป็น 48 เมตร

3.ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล พุทธศักราช 2483 - 2484 ได้มีการซ่อมแซมและต่อเติมองค์พระธาตุพนมสูงขึ้นอีก 11 เมตร โดยการนำของอธิบดีกรมศิลปากรขณะนั้นพร้อมด้วยคณะนักเรียนและนายช่าง เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พุทธศักราช 2518 เวลา 19.38 น. ตรงกับวันจันทร์ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะ

จุลศักราช 1337 เป็นวันที่ฝนตกพรำต่อเนื่องหลายวัน

อีกทั้งยังมีพายุโหมกระหน่ำทำให้องค์พระธาตุพนมอันเป็นเจดีย์เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองอายุสองพันห้าร้อยกว่าปีพังล้มลงเพราะความผุกร่อนของฐานที่มีความสูง 8 เมตร ได้ยังความสลดสังเวชใจให้เกิดขึ้นกับพุทธศาสนิกชนทั่วหล้า

ส่วนเรื่องราวและความสำคัญของพระธาตุพนมด้านในแต่ละชั้น และรุรังคธาตุนั้น สามารถอ่านได้ที่ https://bit.ly/3xLm744

ต่อมาพระครูไก่ได้พูดถึงความสำคัญ ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกเหนือที่ใครที่มสักการะองค์พระธาตุพนมแล้ว ต้องแวะกราบไหว้สักการะให้ครบทุกจุด

จุดแรก สถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิม

สถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิมตั้งอยู่เกาะกลางสระน้ำหน้าวัดพระราตุพนมวรมหาวิหาร ทางด้านทิศตะวันออกเถียงเหนือ

ห่างจากองค์พระธาตุพนม ประมาณ 200 เมตร และห่างจากริมฝั่งแม่น้ำโขงประมาณ 250 เมตร สถูปอิฐพระธาตุพนม

สร้างจากอิฐของพระธาตุพนมองค์เดิมที่ได้ รวบรวมก่อเป็นรูปสถูปมีความสูงประมาณ 14 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสูง 60 เซนติเมตร

มีลักษณะรูปทรงสีเหลี่ยม คล้ายกับองค์พระธาตุพนมยุคแรกภายในบรรจุ เก็บเศษปูนพระธาตุพนมองค์เดิม ซึ่งหักล้มลง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พุทธศักราช 2518 นอกจากนี้ยังได้บรรจุพระบรมสาริกธาตุ พระอรหันตธาตุพระพุทธรูปอัญมณี

และวัตถุมงคลอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก หีบสำหรับบรรจุพระบรมสารีริกราตุและสิ่งของมีค่าได้จัดทำเป็นพิเศษมี

1.50 เมตร ยาว เมตร สูง 1.5 เมตร หลังคาขององค์สถูปมีลักษณะกลมเหมือนโอคว่ำบนยอด มีดอกบัวปั้น 5 ดอก เป็นดอกบัวที่บานแล้ว 4 ดอก อีก 1 ดอกเป็นดอกบัวตูม เพื่อให้เป็นปริศนาว่า "ในภัทรกัปป์นี้จะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ 5 พระองค์ 4 พระองค์ ตรัสรู้และปรินิพพานไปแล้ว อันได้แก่ พระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า,พระโกนาคมนสัมมาสัมพุทธเจ้า,พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนดอกบัวที่บานแล้วและร่วงโรยไปแล้ว

อีกหนึ่งพระองค์จะมาตรัสรู้ในภายภาคเบื้องหน้า ซึ่งได้แก่ พระศรีอริยเมตไตย์เหมือนดอกบัวตูมที่รอการเบ่งบาน" ปีพุทธศักราช 2525 หลังจากสร้างองค์พระธาตุพนมแล้วเสร็จ ทางวัดก็ได้ขนย้ายเศษอิฐเศษปูนของพระธาตุพนมองค์เดิม ซึ่งกองรวมกันอยู่ที่สนามหญ้าทางด้านทิศตะวันออกของหอพระพุทธไสยาสน์ นำไปเก็บไว้ที่เกาะกลางสระน้ำหน้าวัดและอีกส่วนหนึ่งที่เป็นลวดลาย ได้นำไปเก็บไว้ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมรัดนโมลีศรีโคตรบูร ต่อมาปีพุทธศักราช 2535 ทางวัดได้ขุดลอกสระน้ำหน้าวัด ทั้งทางด้านทิศใต้และทิศเหนือและยังตกแต่งขอบสระน้ำให้สวยงามมั่นคงทั้ง 2 สระ จนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2541 ได้รับการอุปถัมภ์จากคณะเจ้าภาพโดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น สองล้านหกแสนสองหมื่นบาทถ้วน

ต่อมาคือ เสาอินทขีล อินทขีล (อิน-ทะ-ขีน) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน พ.ศ.2542 เสาอินทขีลรอบ ๆ องค์พระธาตุพนมมีลักษณะรูปทรงแปดเหลี่ยม ยอดมน ปราชญ์โบราณท่านให้มองเป็นปริศนาธรรม (มรรคเมืองค์แปด) และมีตัวอัสสมุขีหรือรูปสัตว์ในนิทานสลักจากหินทรายวางอยู่ด้านข้างของเสาอินทขีล ที่ลานพระธาตุพนมจะมีใบเสมาปักอยู่ทั้งสี่มุมรอบกำแพงแก้วชั้นใน และจะมีเสาอินทขีสสี่ต้นปักอยู่รอบกำแพงแก้วชั้นนอก เป็นหลักฐานทางโบราณคดี

ทำให้เชื่อได้ว่า อาณาจักรศรีโคตบูรเป็นอาณาจักรของชนพื้นเมืองสองฝั่งแม่น้ำโขง โดยเจดีย์องค์พระธาตุพนมได้สร้างขึ้น

หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จต้นขันธปรินิพพานไปแล้วได้ 8 ปี เจดีย์ในยุคนั้นเรียกว่า สถูป ซึ่งสถูปองค์นี้สร้างโดย

พระมหากัสสปเถระ มีลักษณะเป็นรูปทรงโอคว่ำ เหมือนกับสถูปเก่าแก่ที่สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ท้าวพญาทั้ง 5

ได้ทรงให้นำเอาศิลามาทำเป็นเสาอินทขีลจากสถานที่ต่างๆ ดังนี้ คือ

ต้นที่ 1 นำมาจากเมืองกุสินาราฝังไว้ที่มุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือและสร้างรูปอัสสมุขี ไว้ที่โคนเสา 1 ตัวเพื่อเป็นหลักชัยมงคลแก่บ้านเมืองในชมพูทวีป

ต้นที่ 2 นำมาจากเมืองพาราณสีฝั่งไว้มุมทิศตะวันออกเฉียงใต้และสร้างรูปอัสสมุขี ไว้ที่โคนเสา 1 ตัว เพื่อความเป็น

มงคลแก้โลก

ต้นที่ 3 นำมาจากเมืองลังกาฝั่งไว้ที่มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้

ต้นที่ 4 นำมาจากเมืองตักศิลา ฝังไว้มุมทิศตะวันตกเอียงเหนือ

ต่อมาคือ บ่อน้ำพระอินทร์

บ่อน้ำพระอินทร์เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์หนึ่งในเจ็ดที่ใช้ในพระราชพิธีมูรธาภิเษกของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยรัซกาลที่ 6

แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลในปัจจุบัน มูรธาภิเษกแปลว่าการยกให้หรือการแต่งตั้งโดยการทำพิธีรดน้ำ ปัจจุบัน

น้ำอภิเษกซึ่งทำพิธีพลีกรรม ดักมาจากปูชนียสถานสำคัญในจังหวัดด่างๆ ทั่วราชอาณาจักรรวม 18 แห่ง ในจังหวัด

นครพนมมี 2 แห่งคือ บ่อน้ำพระอินทร์ที่วัดพระธาตุพนมและน้ำจากหนองบัวทอง อำเภอวังยาง ราวปีพุทธศักราช

2518 ช่วงบูรณะองค์พระธาตุพนมที่ พังล้มลง ทางวัดได้ถือโอกาสขุดลอกบ่อปรากฎว่า พบหินบางๆเป็นแผ่นใหญ่

ปิดกันบ่อ เมื่อจัดขึ้นน้ำที่ได้พุงพาดนงานลอยขึ้นถึงปากบ่อ ด้วยพระบามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและพระบรมวงศานุวงศ์และด้วยกฤษดาภินิหารอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระราตุพนมนับแต่นั้นมาบ่อน้ำพระอินทร์ก็มีน้ำใสสะอาด เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งในวัด

ต่อมาหอพระนอนหรือหอพระพุทธไสยาสน์

เนินพระอรหันต์ เป็นสถานที่อยู่จำพรรษาของพระรหันต์ 5 รูป ที่ได้มาทำการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนมพระอรหันต์ 5 รูป

ประกอบด้วย

1. พระสังขวิชาเถระ

2.พระรัตนเกระ

3.พระจุลรัตนเถระ

4. พระรัตนเถระ และ 5.พระจุลรัตนเถระ หลังจากพระมหากัสสปเถระและพญาทั้ง 5 สร้างสถูปเพื่อประดิษฐานพระอุรังคธาตุเมื่อปีพุทธศักราช 8 ให้หลังประมาณ 500 ปี จากนั้นพญาสุมิตธรรมวงศาแห่งเมืองมรุกขนคร และพระอรหันต์ 5 รูป ได้ทำการบูรณะขณะ เดียวกันพญาสุมิตธรรมวงศาก็ได้สร้างกุฏิถวายพระเกระทั้ง 5 เพื่อให้เป็นที่พักจำพรรษา ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือทิศตะวันตกและทิศได้ขององค์พระธาตุพนม

ซึ่งทางด้านทิศเหนือขององค์พระราตุพนมมี 1 หลังเป็นกูฏิที่อยู่ของพระสังขวิชาเถระที่เรียกว่า "หอพระนอนหรือหอพระพุทธไสยาสน์" ในปัจจุบันด้านทิศตะวันตกมีจำนวน 2 หลัง เป็นกุฏิของพระรัตนเถระและพระจุลรัตนเถระ ซึ่งได้แก่กุฏิ "กระตีบหรือกระตีบพระอรหันต์ " อยู่บริเวณลานต้นพระสมหาโพธิ์ ส่วนทางด้านทิศใต้องค์พระธาตุพนม 2 หลังเป็นที่อยู่ของพระสุวรรณปาสาทเถระและพระจุลสุวรรณป่าสารทเกระใกล้กับกุฏิศิลาภิรัตรังสฤษฎิ์หรือกุฏิใหญ่ในปัจจุบัน

วิหารหอพระแก้ว

วิหารหอพระแก้วสร้างในราวปีพุทธศักราช 2073-2102 โดยพระเจ้าโพธิสาสราชเจ้าผู้ครองนครหลวงพระบางทรงเป็น

กษัตริย์องค์ที่ 40 ในราชวงศ์ล้านช้าง เมื่อคราวที่เสด็จมาบูรณะองค์พระธาตุพนม ทรงให้สร้างพระวิหารหลังนี้ขึ้น

มีหลังคามุงด้วยตะกั่ว และมีระเบียงโดยรอบ เมื่อมีการสร้างวิหารทำให้เข้าใจว่าได้หล่อพระประธานตั้งแต่คราวนั้นพระประธาน

มีนามว่า "พระพุทธมารวิชัยศาสดา"

ต่อมาเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ เจ้าเมืองนครพนม พระบรมราชา (สุตตา) เจ้าเมืองมุกดาหารและพระเจ้าจันทสุริยวงศ์ (กิ่ง) ร่วมกันบูรณะ มีท้าวขัตติยะเป็นแม่งาน เมื่อแล้วเสร็จจึงได้ฉลองในปีพุทธศักราช 2343 วิหารหอพระแก้วอยู่ได้ 327 ปี ก็พังลงในปีพุทธศักราช 2430 และได้มีการบูรณะซ่อมแชมมาตามลำดับ

พระองค์แสนศาสดา พระองค์แสนศาสดา เป็นพระประธานที่ประดิษฐานอยู่กายในพระอุโบสถวัดพระธาตุพนม วรมหาวิหารตำบลธาตุหนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นงานพุทธศิลป์แบบล้านช้างในรัชสมัยของพระเจ้าวิชุลราชแห่งหลวงพระบางมีพระพักตร์นูน พระนาสิกโด่ง พระองค์เกลี้ยงเกลา ทำให้เราสังเกตได้ถึงลักษณะที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...