โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สุดบูม เอกชน 1 หมื่นรายเข้าคิวซื้อขาย "คาร์บอนเครดิต"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 ม.ค. 2565 เวลา 07.39 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. 2565 เวลา 07.35 น.

ส.อ.ท.จี้รัฐเร่งพัฒนาเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม ปลดล็อกกฎหมาย รับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเต็มรูปแบบ ตามเทรนด์โลก หลังบิ๊กเอกชนแห่เข้าคิวเสนอแผนการจัดการซื้อขายต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกกว่า 10,000 แห่ง แต่ติดข้อกฎหมาย ดิจิทัลแพลตฟอร์มล้าหลังต่างชาติ 10 ปี

นายอาทิตย์ เวชกิจ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน กรรมการและเลขานุการ สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ส.อ.ท.มุ่งเน้นส่งเสริมให้ประเทศไทยมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางที่ประเทศไทยประกาศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป้าหมายเป็นศูนย์ในอนาคต

โดยขอให้ภาครัฐเร่งรัดผลักดันวางโครงสร้างพื้นฐานด้านแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ที่ปัจจุบันมีทั้งจากการจัดตั้งของกลุ่มอุตสาหกรรม Thailand Carbon Credit Exchange Platform เพื่อการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต และการรวมกลุ่มของสมาชิกอุตสาหกรรมหมุนเวียนโครงการ RE100 Thailand Club เพื่อเป็นศูนย์กลางการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต ซึ่งทั้งหมดก่อตั้งจากการรวมกลุ่มผู้ที่เห็นด้วยกับการเดินหน้าลดการปล่อยคาร์บอน

ทั้งนี้ ปัจจุบันองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้จัดทำมาตรฐานการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตเพียงหน่วยงานเดียว ซึ่งที่ผ่านมาได้เชิญชวนให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีความสนใจและมีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกเข้ามาร่วมลงทะเบียน รวมทั้งมีนโยบายส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง

ซึ่งล่าสุดจากการติดตามผู้ประกอบการภาคเอกชน องค์กรและบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ โรงงาน หน่วยงาน องค์กรหลายแห่งกว่า 10,000 แห่ง ได้ยื่นเสนอแผนและขอมาตรฐานการรับรองจัดการซื้อขายคาร์บอนผ่านหน่วยงานดังกล่าวไปแล้ว แต่เนื่องจากประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมาย นโยบาย และรอความพร้อมของสถาบันทางการเงิน จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับไทยเป็นหนึ่งในประชาคมโลก ที่จะต้องมีส่วนร่วมลดปัญหาภาวะโลกร้อน และต้องทำทุกวิธีการเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ทั้งการทำเรื่องลดการใช้พลังงาน (energy efficiency) ในปัจจุบัน สามารถดำเนินการได้ง่ายกว่าอดีตที่ผ่านมา เพราะการลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงานมีราคาถูกลง เอื้อต่อการทำเรื่องคาร์บอนเครดิตได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งสำคัญยังจะต้องทำควบคู่กับเรื่องการตรวจวัดและพิสูจน์ผล และต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล ตามมาตรฐาน ISO ที่ประเทศคู่ค้าให้การยอมรับ

ไทยก้าวข้ามข้อจำกัดในด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกและการส่งออกของไทยในเวทีการค้าโลก เป็นผลจากการดำเนินมาตรการลดคาร์บอนที่เข้มข้นขึ้นในทุกภาคส่วนของโลก กลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือ โดยเฉพาะผู้ส่งออกไทย

แต่ปัจจุบันการนำโรงงานที่ใช้พลังงานสีเขียวไปขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานคาร์บอนเครดิต เป็นการพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนและระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตของตนเอง ต้องยอมรับว่า การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทยยังเป็นการซื้อขายโดยสมัครใจ และถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น ที่ต้องการสนับสนุนจากภาครัฐ

“นโยบายพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน ภาคเอกชนยินดีสนับสนุน แต่เราอยากได้ความชัดเจน และนโยบายที่เป็นรูปธรรมมากกว่า ซึ่งไทยเรามักเน้นกฎระเบียบ แต่ขาดการจูงใจช่วยเหลือสนับสนุน ภาคเอกชนตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก แต่รัฐยังไม่ชัดเจน อยากให้รัฐเร่งรัดสนับสนุน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่คู่ค้าเริ่มมีมาตรการจริงจัง ดังนั้น สิ่งที่ควรทำได้ทันทีเลย คือ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ไม่ใช่แค่คาร์บอน ยังรวมไปถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลไฟฟ้า ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าไทยเราล้าหลังต่างประเทศกว่า 10 ปี ทั้งที่ไทยมีผู้พัฒนาแพลตฟอร์มจำนวนมาก” นายอาทิตย์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...