โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

Throne of Magical Arcana ศึกบัลลังก์เวทอาร์คานา

นิยาย Dek-D

อัพเดต 31 ธ.ค. 2566 เวลา 13.10 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2566 เวลา 13.10 น. • Ink Stone
ซย่าเฟิง จะใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ในร่างของ ลูเซียน อีวานส์ ได้อย่างไร!? ติดตามอีกหนึ่งนิยายแฟนตาซีเรื่องเยี่ยม จากผู้เขียน ราชันย์เร้นลับ!

ข้อมูลเบื้องต้น

Throne of Magical Arcana ศึกบัลลังก์เวทอาร์คานา (นิยายแปล)

ซย่าเฟิง นักศึกษาปีสุดท้ายผู้อ่อนต่อโลก

ตื่นขึ้นมาอยู่ในร่างของลูเซียน อีวานส์ เด็กหนุ่มกำพร้าชนชั้นกรรมาชีพที่เฉลียวฉลาด

บนโลกที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ แม่มด ลัทธินอกรีต อัศวิน ปีศาจ และศรัทธาในพระเจ้า

ลูเซียนประยุกต์ใช้ความรู้จากโลกเก่าพร้อมกับพลังวิเศษ 'ห้องสมุดในห้วงสมอง'

ศึกษาเปรียบเทียบวิทยาศาสตร์กับเวทมนตร์ เพราะ 'ความรู้คืออำนาจ' ที่จะช่วยให้เขาบรรลุเป้าหมายในการยกระดับชีวิต!

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***

ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature

เรื่อง :Throne of Magical Arcana ศึกบัลลังก์เวทอาร์คานา

ผู้เขียน : อ้ายเฉียนสุ่ยเตออูเจ๋ย

ผู้แปล : Arcanist Alliance

---

[奥术神座] / [爱潜水的乌贼]

©2020 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.

Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.

-------------------

บทที่ 1 เปลวเพลิงบนตะแลงแกง

ควันดำที่ลอยโขมงทำให้ซย่าเฟิงแสบร้อนในลำคอและปอดขณะที่เขาเค้นเสียงดังฟู่ฟ่อคล้ายที่สูบลมเก่าๆ

“ไม่นะ ห้ามหลับ นายจะตายนะ”

“ตื่น ห้ามหลับนะ!”

แสงไฟแดงฉานจากเปลวเพลิงไร้ที่สิ้นสุดค่อยๆ ดับลง ตามมาด้วยความมืดมิดลึกล้ำ ซย่าเฟิงพยายามคว้าจับอะไรก็ได้ที่จะช่วยพาเขาออกมาจากความมืดมิดนี้อย่างสุดแรงเกิดเหมือนกับคนกำลังจมน้ำ

ทันใดนั้นเอง แสงสีแดงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาราวกับแสงอาทิตย์ยามเช้า

ภายใต้แสงนั้น ซย่าเฟิงรู้สึกราวกับพละกำลังของเขาฟื้นคืนกลับมาเล็กน้อย เขาจึงตะเกียกตะกายที่จะเข้าไปใกล้แสงสว่างนั้น

หลังจากก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ซย่าเฟิงก็เห็นว่าแสงสว่างนั้นเริ่มสว่างเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ แปรเปลี่ยนจากสีแดงเพลิงเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ความมืดมิดค่อยๆ ถูกแสงสว่างนั้นปกคลุมจนมลายหายไปหมดสิ้นภายในวินาทีเดียว

“ฟู่…” ซย่าเฟิงผุดลุกขึ้นนั่งหอบหายใจหนักหน่วง ในความฝัน ควันจากเปลวเพลิงน่าหวาดหวั่นทำให้เขาหมดแรงจะขัดขืนโดยสิ้นเชิง ทิ้งให้เขานอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นและรอคอยให้ไฟลุกลามมากลืนกินเขา เหมือนกับถูกวิญญาณร้ายตรึงให้อยู่กับที่ เขารู้ว่าตัวเองอยู่ในฝันร้าย แต่เขากลับไม่อาจปลุกตัวเองขึ้นมาได้

ฝันนั้นเหมือนจริงเสียจนซย่าเฟิงยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่ ทว่าตอนนี้เขาไม่ได้รู้สึกถึงความร้อนจากกองไฟ เขาจึงนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่เพื่อฟื้นตัว

หลังจากหัวใจที่เต้นรัวแรงของเขาสงบลง เขาก็นึกขึ้นได้ในที่สุดว่าตัวเองนั่งเขียนรายงานตัวจบอยู่ในห้องสมุดทั้งคืน จึงหัวเราะกับตัวเอง ‘ไม่แปลกใจเลยที่ฉันจะฝันถึงไฟ ช่วงนี้แทบจะเรียกได้ว่าฉันกำลังเผาผลาญพลังงานชีวิตตัวเองอยู่จริงๆ’

เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาจะเก็บรวบรวมหนังสืออ้างอิงทั้งหมดแล้วกลับหอพัก ซย่าเฟิงก็ต้องตะลึงงันกับความแปลกตาและเหนือความคาดหมายของภาพตรงหน้า เขาช็อกเสียจนสมองขาวโพลน ราวกับศีรษะถูกฟาดอย่างแรง

โต๊ะไม้สภาพดูดีทั้งหมดหายไปแล้ว ไม่มีกองหนังสืออ้างอิง กระดาษ ต้นฉบับ และคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงผ้าห่มผืนเก่าจนด้ายหลุดลุ่ยที่ห่มคลุมตัวเขาอยู่

แทนที่จะนั่งอยู่บนเก้าอี้ห้องสมุด เขากลับนั่งอยู่บนเตียงแคบๆ

“ฉันอยู่ที่ไหน?!”

ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้แต่คนอย่างซย่าเฟิงที่ค่อนข้างเงียบและรู้สึกตัวช้า ก็ยังรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ผิดปกติไป ถ้าเกิดว่าเขาจะตกอยู่ในกองเพลิงจริงๆ แล้วถูกส่งตัวมาโรงพยาบาล ที่นี่ก็ดูไม่เหมือนโรงพยาบาลเลย!

จังหวะการเต้นของหัวใจเขาดีดตัวขึ้นสูงเพราะความตระหนก เขามองไปรอบๆ และพยายามจะลุกขึ้นยืน

ทันทีที่เขาวางเท้าลงกับพื้น ความรู้สึกวิงเวียนและอ่อนล้าอย่างยิ่งก็พลันแพร่กระจายไปทั่วตัวและแทบทำให้เขาล้มลงกระแทกพื้น

ซย่าเฟิงรีบเอื้อมมือไปจับเสาหัวเตียงเพื่อประคองตัวไว้ ใบหน้าเขาซีดเผือดและหัวใจก็เต้นเร็วรี่ เขารับรู้ถึงสภาพแวดล้อมแล้วจากการกวาดตามองเมื่อครู่

ที่นี่เป็นกระท่อมเล็กๆ แสนโกโรโกโส นอกจากเตียงนอนก็มีโต๊ะไม้ที่ดูคล้ายจะพังได้ทุกเมื่อ เก้าอี้ไม่มีพนักสองตัวที่หน้าตาดูพอใช้ได้ และลังไม้หนึ่งลังที่มีรูพรุนไปหมด ส่วนทางด้านตรงข้ามประตูซอมซ่อ มีเครื่องปั้นดินเผาแขวนอยู่และมีเตาไฟอยู่ข้างใต้นั้น ไฟถูกดับไปนานพอสมควรแล้ว ไม่หลงเหลือไออุ่นแต่อย่างใด

ทุกสิ่งทุกอย่างดูแปลกตาสำหรับเขา ซย่าเฟิงไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ความรู้สึกเหนื่อยอ่อนและวิงเวียนยังคงก่อกวนเขาอย่างมากเช่นกัน

“ที่นี่ที่ไหนกัน?!”

“มันรู้สึกเหมือนกับว่าฉันเพิ่งจะหายดีจากโรคร้าย เหมือนกับโรคปอดบวมที่เคยเป็นตอนมัธยมปลาย”

ความคิดมากมายแล่นผ่านสมอง ทว่าซย่าเฟิงไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แปลกประหลาดอย่างที่สุดเช่นนี้มาก่อน ความตื่นตระหนกก่อตัวรุนแรงภายในใจเขา

สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าโชคดีคือการที่ไม่มีอะไรน่าเกลียดหรือน่ากลัวโผล่ออกมา ดังนั้น ซย่าเฟิงจึงสูดหายใจเข้าลึกหลายครั้งและปลอบตัวเองให้ใจเย็นลง แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลอดเข้ามาในกระท่อมจากที่ไกลๆ ว่า

“เผาแม่มด! โบสถ์อาเดรอนกำลังจะเผาแม่มด!”

“ทุกคนรีบไปเร็ว!”

“เผานางแม่มดชั่วนั่นให้เหลือแต่เถ้าไปเลย!”

ในสำเนียงแปลกแปร่งนั้นมีความหวาดกลัวผสมความตื่นเต้นระคนกัน ซย่าเฟิงเบนความสนใจจากอาการตื่นตระหนกของตนเมื่อเกิดความสงสัยใคร่รู้ เขาคิดกับตัวเองว่า “แม่มดงั้นเหรอ โลกนี้มันอะไรกันเนี่ย”

ในฐานะผู้ใหญ่ที่ชื่นชอบการอ่านนิยาย ซย่าเฟิงรู้สึกได้เลยว่ากำลังจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นที่นั่น แต่ความคิดเขาก็ถูกตัดฉับเพราะเสียงเปิดประตูดังปัง เด็กชายอายุประมาณสิบสองหรือสิบสามปีพรวดพราดเข้ามา

“พี่ลูเซียน!” เด็กชายผมสีน้ำตาล สวมเสื้อตัดจากผ้าลินินที่ยาวถึงเข่า เห็นว่าซย่าเฟิงยืนอยู่ข้างเตียงจึงอุทานด้วยความประหลาดใจ “พี่ตื่นแล้วหรือ”

ขณะมองชุดของเด็กชายที่แตกต่างจากชุดในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ซย่าเฟิงก็พยักหน้าโดยไม่รู้ตัว ความคิดน่าขันพลันผุดขึ้นในหัวเขา ‘ลูเซียน แม่มด โบสถ์ เผา นี่ฉันอยู่อีกโลกหรือทะลุมาอีกมิติหรือไงกัน และดูเหมือนว่าตอนนี้ฉันจะอยู่ในยุคกลางของยุโรป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การล่าแม่มดกำลังแพร่หลายเสียด้วย’

ทุกสิ่งที่สามารถผิดพลาด จะผิดพลาด กฎของเมอร์ฟี่เตือนใจซย่าเฟิงอย่างเย็นชา สีผมและเสื้อผ้าของเด็กชายตรงหน้าเขาคือหลักฐานในข้อสันนิษฐานของเขา ซย่าเฟิงเข้าใจและพูดภาษาที่ไม่รู้จักนี้ได้โดยธรรมชาติ แต่เขาไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ เขาจึงไม่อาจบอกได้ว่าพวกเขากำลังพูดภาษาอะไรกันอยู่

เด็กชายตัวน้อยที่มีรอยด่างดวงจากฝุ่นเต็มใบหน้าดูจะไม่แปลกใจสักนิดกับพฤติกรรมแปลกๆ ของซย่าเฟิง “แม่ไม่ยอมเชื่อข้า แม่น่ะร้องไห้ช่วงเที่ยงคืนทุกที แล้วตาแม่ก็บวม แถมยังเอาแต่พึมพำว่า ‘อีวานส์น้อยที่น่าสงสาร’ อย่างกับพี่ถูกฝังไว้ในสุสานแล้วอย่างนั้นแหละ”

“พ่อก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี เลยไปบ้านเจ้าไซมอนเฮงซวยนั่นแต่เช้าตรู่แล้วขอให้ช่วยส่งข้อความไปที่คฤหาสน์ลอร์ดเวนน์ ขอให้พี่ชายข้ากลับมาได้ไหม ตอนนี้พี่เป็นอัศวินฝึกหัดแล้ว แน่นอน แพทย์อาสาไม่มีทางกล้าโก่งราคาเสียแพงจนน่าเกลียดต่อหน้าอัศวินฝึกหัดหรอก”

ยามเอ่ยถึงพี่ชายผู้เป็นอัศวินฝึกหัด เด็กชายก็เชิดคางขึ้นด้วยรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

“แต่ดูสิ ข้าพูดถูก ข้ารู้ว่าพี่ลูเซียนจะต้องไม่เป็นอะไร! ข้าว่าแล้ว!”

ขณะพูด เขาก็คว้าแขนซย่าเฟิงไปจับ “ไปกันเถอะ! พวกเขากำลังจะเผาแม่มดชั่วร้ายคนนั้น นางคือแม่มดคนเดียวกับที่ทำให้พี่ต้องเข้าคุกและถูกทหารยามของโบสถ์ไต่สวนทั้งคืน!”

ซย่าเฟิงอยากจะครุ่นคิดถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตน จึงไม่สนใจจะออกไปดูเลยสักนิด อีกอย่าง พวกเขากำลังจะเผาคนให้ตาย นั่นเป็นสิ่งที่รับไม่ได้อย่างที่สุดสำหรับซย่าเฟิงผู้มีจิตใจเมตตา อย่างน้อยเขาก็เชื่อว่าตัวเองเป็นคนเช่นนั้นนะ แต่สิ่งสุดท้ายที่เด็กชายกล่าวถึงทำให้เขาตกตะลึง ‘แม่มดนั่นมีส่วนเกี่ยวข้องกับฉันงั้นเหรอ’

ดังนั้นแล้ว ซย่าเฟิงจึงเปลี่ยนใจ เขาปล่อยให้เด็กชายจับมือเขา ก่อนจะออกไปจากห้องอย่างทุลักทุเลและเดินตามเด็กชายเพื่อตรงไปยังโบสถ์

ระหว่างทาง ซย่าเฟิงถือโอกาสนี้กวาดตามองผู้คนที่กำลังตรงไปยังโบสถ์อาเดรอน

ข้างนอกนี้อากาศอบอุ่น ผู้ชายส่วนใหญ่จะสวมเสื้อแขนยาวแนบเนื้อที่ตัดจากผ้าลินิน เป็นสีเดียวกับกางเกงและสวมรองเท้าไร้ส้น ในขณะที่พวกผู้หญิงสวมชุดกระโปรงยาวสีเดียวที่ตัดอย่างหยาบๆ โดยมีกระเป๋าใหญ่ๆ ติดอยู่ มันดูเรียบง่ายและเก่าปอน

คนส่วนใหญ่มีเส้นผมและดวงตาสีน้ำตาล ในขณะที่บางคนที่มีรูปหน้าโดดเด่นนั้นมีผมสีแดงหรือดำกับดวงตาสีเขียวหรือฟ้า

‘นี่มันยุคกลางจริงๆ เหรอเนี่ย’ ซย่าเฟิงพบว่าตัวเขาเองก็สวมเสื้อผ้าแบบเดียวกัน

ไม่นานพวกเขาก็ออกมาจากเขตสลัมที่มีกระท่อมเตี้ยๆ ดูโกโรโกโสเรียงรายอยู่เต็ม และก็ได้เห็นโบสถ์ขนาดไม่ใหญ่มากทว่าดูเคร่งขรึมและมีหลังคาโค้งรูปครึ่งวงกลมอยู่ตรงหน้าพวกเขา บนหลังคาโค้งที่ใหญ่ที่สุดมีไม้กางเขนสีขาวแขวนอยู่ บานหน้าต่างข้างใต้นั้นทั้งเล็กและแคบมาก

ผู้คนมากมายมารวมตัวกันที่นั่นแล้ว ขณะตามเด็กชายไป ซย่าเฟิงก็ต้องเบียดตัวผ่านฝูงชนและคอยดันตัวไปข้างหน้า นี่ทำให้หลายๆ คนไม่พอใจจนพวกเขาถลึงตาใส่อย่างกรุ่นโกรธ แต่พวกเขารู้ดีว่าในฐานะผู้ใหญ่ พวกเขาไม่อาจก่อเรื่องได้ ณ จัตุรัสอาเดรอนแห่งนี้

ไม่นานซย่าเฟิงก็มองเห็นข้างหน้า ตอนนี้พวกเขามาอยู่แถวหน้าสุดของฝูงชน

ตรงใจกลางจัตุรัสนั้น หญิงสาววัยราวๆ ยี่สิบปีผู้มีใบหน้างดงามขาวซีดในชุดคลุมสีดำถูกมัดตรึงกับกางเขนไม้ ฝูงชนกำลังโยนหินและเศษไม้ใส่ขณะตะโกนด่าทอและถ่มน้ำลายใส่หญิงสาว

“ไปลงนรกเสีย! นางแม่มดชั่ว!”

“เจ้าอยากให้ทุกคนในอาเดรอนตายหรือไร!?”

“เทรซี่ที่น่าสงสารของข้า! นางตายไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ต้องเป็นเพราะเจ้าแน่ๆ! เจ้ามันปีศาจ!”

หญิงสาวในชุดคลุมสีดำโดนทำร้ายหลายต่อหลายครั้ง ทว่านางกลับทำเพียงเม้มริมฝีปากเรียวบางซีดเซียวแน่น ไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้องครวญคราง นางยืนนิ่งดุจรูปปั้น และมองมายังฝูงชน

ข้างหน้าฝูงชนนั้นมีชายวัยกลางคนที่สวมชุดคลุมตัวโคร่งที่มีลวดลายตกแต่งสีขาวทองยืนอยู่ บนศีรษะเขามีหมวกทรงเบเร่ต์สีขาวและสองมือกุมไม้กางเขนสีขาวเอาไว้ เขายืนเงียบอยู่ตลอด ท่าทางองอาจเคร่งขรึมน่าเคารพ มีชายหญิงหลายคนยืนอยู่ข้างหลังชายผู้นี้ และทุกคนก็สวมชุดคลุมสีขาวประณีตเช่นเดียวกันหมด ใบหน้าพวกเขาดูสดชื่นและมีเลือดฝาดขณะยืนอยู่ตรงจัตุรัสที่เต็มไปด้วยฝูงชนที่ดูยากจนและสกปรก เป็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างยิ่ง

เบื้องหลังกลุ่มคนในชุดคลุมสีขาว มีทหารยามสวมเกราะร้อยจากวงเหล็กอยู่แถวหนึ่ง

ชายวัยกลางคนมองนาฬิกาพกของตนก่อนจะก้าวออกมาข้างหน้า เขาชูเหรียญตราทรงกลมในมือขึ้น

ทันใดนั้น ผู้คนที่กำลังคลั่งแค้นขุ่นเคืองและส่งเสียงด่าทอพลันหุบปากเงียบเสียงลง

ซย่าเฟิงสามารถได้ยินเสียงสายลมวูบผ่านเสื้อผ้าของฝูงชนเลยทีเดียว

เขาประทับใจอย่างยิ่ง แม้แต่ในสังคมปัจจุบัน การที่ผู้คนจะเชื่อฟังและมีปฏิกิริยารวดเร็วเช่นนี้ได้ก็ต้องผ่านการฝึกฝนนานหลายเดือน อำนาจหรือพลังแบบใดกันที่สามารถทำให้คนยากจนทั้งหมดนี้เชื่อฟังคำสั่งเหมือนกับทหารในกองทัพเช่นนี้

ชายวัยกลางคนที่ยืนถือเหรียญตราอยู่ เอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาทว่าเป็นเสียงที่แทรกซึมและก้องกังวานไปทั่วจัตุรัส “คนบาปที่น่าสงสารเอ๋ย เจ้าถูกปีศาจล่อลวงให้กลายเป็นคนละโมบในพลังอำนาจ ทั้งร่างกายและดวงจิตของเจ้าถูกทำให้เสื่อมทราม มีเพียงแสงสว่างเท่านั้นที่จะชำระล้างได้ มันคือการลงทัณฑ์ แต่ก็เป็นความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน”

“เผาเลย เผานางเลย!” เสียงร้องบอกของผู้คนเพิ่มดังเป็นเสียงเดียวกันและดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ

ภาพผู้คนร้องตะโกนเสียงดังอย่างบ้าคลั่งในคราวเดียวกันทำให้ซย่าเฟิงตัวสั่นสะท้าน ถ้าพวกเขารู้ว่าเขามาจากอีกโลกหนึ่งแล้วล่ะก็ ลูเซียน หรือพูดให้ถูกคือ ซย่าเฟิงที่ดวงจิตถูกครอบงำโดย ‘ปีศาจร้าย’ คงจะได้ไปอยู่บนตะแลงแกงเป็นคนต่อไป

“ก่อนที่แสงสว่างจะสาดส่องบนตัวเจ้า พระผู้ทรงเมตตาบอกให้ข้าถามเจ้าอีกคำถามหนึ่ง เจ้ายินดีจะสารภาพบาปหรือไม่ ความสำนึกผิดที่แท้จริงจะเยียวยาดวงจิตของเจ้าได้ แล้ววิญญาณของเจ้าก็จะขึ้นสู่สรวงสวรรค์ที่พระผู้เป็นเจ้าอาศัยอยู่” ชายผู้นั้นถามด้วยท่าทางมีเมตตา

หญิงสาวในชุดคลุมสีดำพลันหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงของนางนั้นทรงพลังอย่างยิ่ง “สิ่งที่ข้าไล่ตามคือเวทมนตร์ที่แท้จริง หาใช่รูปพระเจ้าที่แท้จริง! เผาข้าเลย! ข้าจะมองสวรรค์ของเจ้าพังทลายและโบสถ์ของเจ้าล่มสลายด้วยอัคคี!”

“บ้าไปแล้ว!”

“ชั่วร้ายยิ่ง!”

“นางสาปท่านบิช็อป! ฆ่าพวกมันให้หมด! พวกแม่มดชั่วนี่แล้วก็ตามด้วยพวกปีศาจร้าย!”

“เผานางให้วอด!”

ท่านบิช็อปยังคงนิ่งเงียบ ทว่าเหล่าฝูงชนกลับกรีดร้องและตะโกนตีโพยตีพายด้วยจิตใจที่ร้อนรุ่ม

นับเป็นครั้งแรกที่ซย่าเฟิงได้เห็นความคลุ้มคลั่งที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้ ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่า ‘ยุโรปในยุคกลางนี่อันตรายจริงๆ!’

‘แล้วพวกเขาจะเผาผู้หญิงคนนี้อย่างไรโดยไม่ใช้ฟืนสักอัน’

แม้ว่าเขาจะสงสารและทนไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวผู้นี้ แต่เขาก็ไม่กล้าลงมือทำอะไร มิเช่นนั้นพวกคนคลุ้มคลั่งในที่นี้คงได้สังหารเขาด้วยก้อนหินกองใหญ่เป็นแน่

ท่านบิช็อปเริ่มต้นสวดภาวนา เสียงของเขาทั้งดังและเย็นชา “เจ้าคนบาปเอ๋ย จงไปลงนรกด้วยพลังแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์!”

ลำแสงเจิดจรัสพลันแผ่พุ่งออกมาจากไม้กางเขนในมือเขา แสงนั้นส่องสว่างเสียจนทั้งหมดที่ซย่าเฟิงมองเห็นคือมวลแสงสีขาวโพลน

มันเหมือนกับว่าท่านบิช็อปกำลังถือดวงอาทิตย์เล็กๆ ที่ดูยิ่งใหญ่ บริสุทธิ์ และน่าขนลุก ทุกคนในที่นั้น รวมถึงเด็กชายข้างตัวเขา ต่างก้มศีรษะลงและเริ่มสวดภาวนา

ลำแสงรวมตัวกันแล้วพุ่งทะยานขึ้นสูงในแบบที่แทบไปถึงท้องฟ้าสีฟ้าสดใส เมื่อมันส่องไปถึงหลังคาโค้ง มันก็สะท้อนกลับมายังตะแลงแกง

เปลวเพลิงสีแดงฉานพลันลุกโหม มันโชติช่วงขึ้นสูงยิ่งกว่าส่วนสูงของคนในนั้นและกลืนกินหญิงสาวไปจนหมด

นางหัวเราะและสาปแช่งอย่างบ้าคลั่ง

“ในเปลวเพลิง ข้าจักเห็นสรวงสวรรค์แสนหลักแหลมของเจ้าถูกโค่นล้ม”

“ในเปลวเพลิง ข้าจักเห็นบ้านอันงดงามของพระเจ้าที่เจ้านับถือพังทลาย”

“ในเปลวเพลิง ข้าจักเห็นพวกเจ้าแต่ละคนเสื่อมถอยลงไปชั่วกัปชั่วกัลป์!”

เสียงร้องและคำสาปแช่งแสนเขย่าขวัญของนางยังคงดังสะท้อนอยู่ในหูทุกผู้คนจนกระทั่งนางถูกไฟลามเลียจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน

ทว่า ซย่าเฟิงกลับตะลึงงันอย่างที่สุดที่เมื่อครู่นี้ไม้กางเขนแผ่ลำแสงเป็นประกายออกมา

‘ที่นี่ไม่ใช่ยุโรปในยุคกลาง…’

‘ที่นี่คือโลกที่เวทมนตร์มีอยู่จริง!’

‘ฉันชื่อลูเซียน…’

------------------------------------------------

บทที่ 2 ความรู้ที่มากับฉัน

ดวงอาทิตย์ยามเย็นสาดแสงลอดผ่านเมฆสีแดงเข้มลงมากระทบจัตุรัสอาเดรอนอันเงียบงัน ในขณะที่ดวงอาทิตย์ดวงเล็กในมือท่านบิช็อปหรี่แสงลงจนดับไป เขาก็ปล่อยให้มันอยู่ตรงอก แล้วหันกายเดินกลับเข้าไปในโบสถ์

ตรงใจกลางจัตุรัส แม่มดผู้งดงามในชุดสีดำถูดเผาไหม้จนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ทว่า เสียงหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่งและคำสาปแช่งของนางยังคงลอยวนอยู่ที่นั่น หลายๆ คนตัวสั่นเทาด้วยความกลัวแล้วมองไปรอบกาย จากนั้นพวกเขาก็ตามท่านบิช็อปเข้าไปในโบสถ์แล้วเริ่มสวดภาวนาและสารภาพบาปของตน

ลูเซียนรู้สึกราวกับว่าแสงสว่างแสบตานั้นยังคงส่องแสงอยู่ ณ จัตุรัส เขารู้สึกได้ถึงพลังอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์จากแสงนั้น ซย่าเฟิงตกตะลึงเสียจนเขาตัดสินใจในตอนนั้นเลยว่าจะยอมรับตัวตนของลูเซียน เขาจำเป็นต้องฝังอดีตของเขาไว้ในใจให้ลึกสุดหยั่ง ด้วยเกรงว่าผู้คนบนโลกนี้อาจมองว่าเขาเป็นปีศาจร้ายไปด้วย

‘พลังศักดิ์สิทธิ์ช่างทรงอำนาจจริงๆ ฉันจะมีโอกาสได้เรียนไหมนะ’

เขารู้สึกอึ้งทั้งทางกายและใจ ทว่ามันกลับไร้ซึ่งความเลื่อมใสหรือหวาดเกรงเหมือนดั่งที่คนทั่วไปรู้สึก แต่ทันใดนั้น ไหล่ขวาของลูเซียนก็ถูกฝ่ามือหนักๆ ฟาดเข้าใส่จนเขาแทบเสียการทรงตัว

“โอ้ อีวานส์น้อยที่น่าสงสาร ในที่สุดเจ้าก็หายดี ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าจริงๆ ข้านึกว่าเจ้าจะเป็นเหมือนบิดาเจ้า และจะไม่ฟื้นคืนกลับมาเสียแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานพรให้คนหนุ่มนิสัยดีอย่างเจ้าได้มีชีวิตอยู่ต่อ”

ลูเซียนถูกกระชากออกมาจากภวังค์ความคิด แล้วเขาก็ได้พบกับหญิงวัยกลางคนที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าเขาถึงสองเท่า นางกำลังปาดน้ำตาด้วยความดีใจพลางตบบ่าเขาอย่างต่อเนื่องด้วยฝ่ามือใหญ่ยักษ์ราวกับอุ้งมือหมี

ลูเซียนขยับตัวเล็กน้อยเพื่อหลบเลี่ยงฝ่ามือของนางที่แทบจะทำให้เขาไอออกมาเป็นเลือด เขาอ้าปาก แต่กลับไม่มีคำพูดใดหลุดลอดออกมา นั่นเพราะ ‘ฉันไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ชื่ออะไร ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อเต็มๆ ของตัวเองด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าชื่อเต็มๆ ของฉันจะเป็นลูเซียน อีวานส์ หรือเปล่านะ’

หลังจากเฝ้ามองเขายืนนิ่งอยู่กับที่ หญิงคนนั้นก็ยิ่งมีสีหน้าเศร้าเสียใจกว่าเดิม “อีวานส์น้อยที่น่าสงสาร เจ้าคงจะยังป่วยทางจิตอยู่สินะ ดูเจ้าสิ ผอมจนแทบเหลือแต่กระดูกแล้ว…”

ซย่าเฟิงรู้สึกอับอายอย่างยิ่งเพราะเขาไม่ได้รับความทรงจำใดๆ จากลูเซียนเลย และเขาก็กลัวว่าคนอื่นๆ จะรู้ว่าเขาไม่ใช่ลูเซียนตัวจริง หากมองอย่างตรงไปตรงมาแล้วก็ใช่ ตอนนี้ร่างของลูเซียนถูกคนอื่นเข้าครอบงำอยู่จริงๆ

แต่โชคเข้าข้างเขา เมื่อชายวัยกลางคนที่ยืนข้างๆ หญิงวัยกลางคนคนนั้นหยุดนางด้วยคำพูดที่ว่า “อะลิซ่า อย่าเพิ่งคุยกับอีวานส์น้อยเยอะเกินไปสิ เขาเพิ่งฟื้นไข้นะ ตอนนี้เขาคงจะเหนื่อยมาก ไอเวิน ช่วยแม่เจ้าแล้วกลับบ้านเถอะ”

ชายผมบลอนด์ดูค่อนข้างผอมบางและหลังงุ้มเล็กน้อย แต่ลูเซียนก็ยังบอกได้ว่าเขาต้องเป็นผู้ชายหน้าตาดีตอนยังหนุ่มแน่ๆ สำหรับลูเซียนแล้ว ชายผู้นี้เปรียบดั่งเทวดาที่ช่วยเขาจากสถานการณ์ยากลำบาก

“ท่านน้าอะลิซ่า ข้าไม่เป็นอะไร เพียงแต่รู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย” ลูเซียนตอบอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เผยพิรุธใดออกมา

ไอเวิน หรือเด็กชายที่ลากลูเซียนมาดูแม่มดกำลังกอดแขนมารดาตน เขาทำหน้าชวนขำขันแล้วพูดกับมารดา “ข้ารู้ว่าพี่ลูเซียนจะต้องไม่ตาย มีเพียงแม่เท่านั้นที่คิดว่าเขายังเป็นทารกที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่อยู่เสมอ”

ท่านน้าอะลิซ่ายังคงปาดน้ำตาป้อยๆ “อีวานส์น้อย ดีเหลือเกินที่ได้เห็นเจ้าดีขึ้นแล้วในตอนนี้ นางสมควรโดนแล้ว นางแม่มดชั่วร้ายนั่น!”

นางพร่ำบ่นต่อไปขณะก้าวเดินโดยมีไอเวินคอยพยุง “ตอนที่นางย้ายมาอยู่ใกล้ๆ บ้านเจ้า นางดูทั้งงดงามและนิสัยดี ข้าถึงกับเคยคิดจะให้นางแต่งกับจอห์นน้อยของข้า ทว่านาง นางกลับเป็นแม่มด! นางพยายามจะขโมยศพที่ฝังอยู่ในสุสานเพื่อทดลองไสยเวทของนาง! นับเป็นโชคดีที่พระผู้เป็นเจ้ายังเมตตาเรา ยามกะกลางคืนจากคณะไต่สวนจับนางได้คาหนังคาเขาตอนกำลังขโมย! ข้านึกไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไรหากนางทำสำเร็จ จะต้องมีคนตายกี่คนกันในเขตเรา…”

ขณะตามหลังพวกเขาไป ลูเซียนก็ได้รับรู้เรื่องราวคร่าวๆ จากคำพูดของอะลิซ่า ผู้หญิงคนนั้นถูกยามกะกลางคืนจับได้ ในฐานะเพื่อนบ้านของนาง ลูเซียนจึงถูกนำตัวไปสอบสวนโดยคณะไต่สวนของโบสถ์ พวกเขาคงจะใช้มนตราศักดิ์สิทธิ์บางประการกับเขาซึ่งส่งผลทางจิตใจ ดังนั้นพวกเขาจึงได้รู้ว่าลูเซียนเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ได้ทำร้ายลูเซียนตัวจริงอย่างร้ายแรง เขาเสียชีวิตหลังจากนั้นและเป็นเหตุให้ซย่าเฟิงเข้าครอบครองร่างกายเขาได้

ชายวัยกลางคนสังเกตเห็นว่าลูเซียนเอาแต่นิ่งเงียบตลอดทาง เขาจึงตบบ่าลูเซียนเบาๆ แล้วปลอบเขาด้วยเสียงทุ้มแผ่ว “อะลิซ่าก็เป็นเช่นนี้ อย่าไปสนนางเลย”

ลูเซียนไม่รู้ว่าต้องตอบอย่างไร แต่ก็พยักหน้ารับ

ชายคนนั้นมองไปทางแผ่นหลังอะลิซ่าแล้วถอนหายใจ “เฮ้ เห็นเช่นนี้แต่เมื่อก่อนอะลิซ่านางเป็นหญิงงามบริสุทธิ์และร่าเริงมากนะ ทว่าหลังจากที่นางคลอดจอห์น นางก็เหมือนถูกปีศาจครอบงำ และเพียงไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากที่เราแต่งงานกัน นางก็เริ่มเป็นเช่นนี้”

เขาทอดถอนใจอีกครั้ง ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสริมว่า “แต่ข้าไม่ใช่คู่มือสำหรับนางอีกต่อไปแล้ว”

ด้วยเพิ่งทะลุมิติมาและได้รู้เห็นพลังอำนาจของเวทมนตร์บริสุทธิ์ด้วยตาตัวเอง อารมณ์มากมายจึงยังท่วมท้นในตัวลูเซียน เขาเพียงเค้นรอยยิ้มและไม่ตอบอะไร อย่างไรเขาก็ยังไม่ทราบชื่อของชายผู้นี้อยู่ดี

ไม่ทราบอย่างไรอะลิซ่าจึงได้ยินคำบ่นของสามี นางส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างสบประมาท “โจเอล เจ้าน่ะ เคยเป็นกวีขับลำนำที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นร้อนแรงและโรแมนติก ชายหนุ่มผู้มาที่แห่งนี้เพื่อไล่ตามความฝันของเขา ตอนนี้กลับเป็นเพียงขี้เมาเหลือขอเท่านั้น”

โจเอลยิ้มเฝื่อน “อัลโต้คือเมืองแห่งบทสวด คนหนุ่มมากมายนับไม่ถ้วนต่างมารวมตัวกันยังเมืองนี้เพื่อไล่ตามความฝัน ทว่ามีสักกี่คนกันที่ประสบความสำเร็จ ว่าแต่ว่านะ อะลิซ่า ข้าเลิกดื่มตั้งแต่จอห์นเริ่มงานแล้วนะ”

อะลิซ่าหันกลับมามองสามีตน “ขอบคุณพระเจ้า ที่เจ้าก็เข้าใจว่าเราฝากความหวังทั้งหมดไว้กับจอห์นและไอเวิน จอห์นเป็นเด็กดี เขาพยายามอย่างหนักและได้รับเลือกโดยเซอร์เวนน์ให้เป็นอัศวินฝึกหัดของท่าน หากจอห์นสามารถปลุก ‘พร’ ในสายเลือดเขาได้และได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินโดยแกรนด์ดยุก เช่นนั้นบุตรเราก็จะได้เป็นท่านลอร์ด! เป็นขุนนางที่น่าเคารพ!”

โจเอลตัวสั่นเล็กน้อยเมื่อเจอสายตาเข้มงวดของภรรยา แต่ในตอนนั้นเองที่อะลิซ่านึกได้ว่าลูเซียนอยู่ตรงนั้นด้วย “โอ้ น้าขอโทษจ้ะ อีวานส์น้อย น้าไม่ได้ตั้งใจพูดเรื่องนี้ขึ้นมาหรอกนะ เจ้าเองก็เก่งกาจมีพรสวรรค์เช่นเดียวกัน เพียงแต่เจ้าควรจะได้รับการฝึกฝนมากกว่านี้ตั้งแต่เล็กๆ…”

ทว่ายิ่งนางพูด นางก็ยิ่งรู้สึกถึงความเจ็บปวดในใจลูเซียน อะลิซ่าจึงเงียบเสียงแล้วขยิบตาส่งสัญญาณให้โจเอล

โจเอลหัวเราะร่าแล้วตบบ่าลูเซียนอีกครั้ง “เขาไม่เป็นอะไรหรอก ลูเซียนของเราเป็นชายผู้ที่จะสานฝันของข้าต่อและกลายเป็นนักดนตรี!”

ลูเซียนที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวได้แต่ยิ้มแล้วตอบว่า “ใช่ขอรับ ความฝันของข้าคือการได้เป็นนักดนตรี”

เมื่อเห็นว่าลูเซียนหัวเราะได้ อะลิซ่าจึงรู้สึกโล่งอกแล้วพร่ำบ่นต่อไปอีกครั้ง ซึ่งนั่นช่วยให้ลูเซียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองนี้มากขึ้น

เมืองอัลโต้เป็นเมืองใหญ่และเจริญรุ่งเรือง ตั้งอยู่ใกล้กับเทือกเขาไร้แสง เป็นเมืองที่ได้รับสมยานามว่าเมืองแห่งบทสวดและเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโอกาสมากมาย

ส่วนที่นี่คือเขตที่ชื่อว่าอาเดรอน ซึ่งเป็นสถานที่ที่รวบรวมกลุ่มคนยากจนที่สุดในเมืองอัลโต้เอาไว้ และดูเหมือนว่าการที่เขาหายหน้าหายตาไปเพราะป่วยไข้ตลอดหลายวันมานี้ ทำให้ลูเซียนสูญเสียงานขนของในตลาดไปแล้ว

สักครู่หลังจากนั้น ทั้งสี่คนก็มาถึงหน้าบ้านลูเซียน

อะลิซ่าเชื้อเชิญลูเซียนให้ไปกินมื้อเย็นด้วยกันแต่เขากลับปฏิเสธอย่างสุภาพนุ่มนวล “ขอบคุณขอรับน้าอะลิซ่า แต่ข้าอยากพักผ่อนอีกสักหน่อย”

ก่อนที่พวกเขาจะจากกัน ไอเวินน้อยก็ขยับเข้ามาหาลูเซียนแล้วถามด้วยความสงสัย “พี่ลูเซียน พี่ไปตัดสินใจตอนไหนว่าอยากจะเป็นนักดนตรีน่ะ พี่ไม่เห็นเคยบอกข้าเรื่องนี้มาก่อนเลย”

“เมื่อกี้นี้แหละ” ลูเซียนตอบหน้านิ่ง

ไอเวินอ้าปากลากเสียงร้องโอ้ยาวๆ อย่างแผ่วเบา

หลังจากเข้ามาในกระท่อม ลูเซียนก็ล็อกประตูจากด้านใน เขาทรุดตัวนั่งลงโดยไม่รู้ตัวแล้วฝังใบหน้าลงกับข้อศอกทั้งสองข้าง

“ฉันทะลุมาอีกโลกหนึ่งจริงๆ!”

“โลกบ้าบอที่เวทมนตร์มีอยู่จริง!”

“ในโลกนี้ พวกเขาจะเผาคนทั้งเป็นบนตะแลงแกง!”

อารมณ์ทั้งหลายจากการเห็นชะตากรรมของแม่มดคนนั้นพลันระเบิดออกมาเมื่อไม่มีใครอยู่ด้วย เขาทั้งช็อก ประหลาดใจ และหวาดกลัว

ซย่าเฟิงเป็นคนที่ค่อนข้างขี้อายและไม่ค่อยมีประสบการณ์อะไรจริงๆ จังๆ บนโลกตัวเอง ก่อนหน้านี้ เขามักจะตื่นตกใจเวลาเผชิญหน้ากับสถานการณ์ยากลำบาก ทว่าครั้งนี้ แม้แต่ตัวซย่าเฟิงเองยังประหลาดใจที่เห็นว่าเขาสามารถสงบอาการไว้ได้จนถึงบัดนี้

อย่างที่กล่าวกันว่า อุปสรรคทำให้คนแข็งแกร่งขึ้น

เวลาผันผ่านและยามราตรีก็มาเยือน ในที่สุดลูเซียนก็ปลอบใจตัวเองให้สงบลงได้แล้ว ในเมื่อเขาตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ ณ ช่วงเวลานี้ ตอนนี้เขาก็ควรจะไม่ตื่นตระหนก กังวล หรือหวาดกลัวอะไรทั้งสิ้น เขาควรจะวางแผนอย่างรอบคอบสำหรับอนาคต ถ้าเขาตายอีกครั้งแล้วล่ะก็ เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเขาคงจะจากไปตลอดกาล

เขาหยุดตัวเองจากการวิตกกังวลถึงพ่อแม่และเพื่อนๆ แต่ตอนที่เขากำลังจะคิดวางแผนว่าควรทำอะไรต่อไป ความหิวก็ทำให้เขาชะงัก ในท้องเขารู้สึกเหมือนมีกองไฟลุกโชนอยู่ และน้ำลายก็ผลิตออกมาไม่หยุด

ลูเซียนกลืนน้ำลายหลายครั้งและจะตัดสินใจว่าควรทำให้ท้องอิ่มก่อนเป็นอันดับแรก เขาจึงเดินตรงไปยังลังไม้ที่มีอยู่เพียงอันเดียวในบ้าน

ภายในลังไม้เก่าๆ นอกเหนือจากเสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่าแล้วก็มีก้อนดำๆ ทรงขนมปังกับเหรียญทองแดงอีกเจ็ดเหรียญ

ความหิวเข้าครอบงำสมองเขา และเขาก็ไม่เหลือแรงจะคิดถึงเรื่องอื่นอีกต่อไปแล้ว ลูเซียนจึงรีบคว้าก้อนขนมปังดำๆ ขึ้นมากัด

เกิดเสียงดังกรึก ลูเซียนรีบยกมือขึ้นปิดปาก รู้สึกเหมือนฟันแทบหัก ‘อะไรวะเนี่ย นี่มันขนมปังหรือไม้กระบองกันแน่’

ลูเซียนต้องใช้เวลาครู่ใหญ่ทีเดียวในการตรวจสอบให้แน่ใจว่าสิ่งที่ถืออยู่นี้คือขนมปังจริงๆ ซึ่งมันแข็งมากพอจะตีผู้ใหญ่สักคนสลบได้เลย

ลูเซียนข่มความหิว แล้วหันไปหาหินไฟจากในลังไม้ หลังจากล้มเหลวอยู่หลายครา ฟืนในเตาก็ติดไฟในที่สุด จากนั้นเขาก็เริ่มอบขนมปัง

“หมูผัดซอสแดง ปีกไก่ผัดเผ็ด เนื้ออบ ไก่ผัดซอส…” เขาพึมพำขณะจ้องมองขนมปังที่เริ่มอุ่น และน้ำลายเขาก็ยังคงไม่หลุดไหลเยิ้ม

เมื่อขนมปังเริ่มนิ่มขึ้นเล็กน้อย ลูเซียนก็ไม่อาจหยุดตัวเองไม่ให้รีบร้อนกัดกินได้ มันเหมือนกับเขากำลังเคี้ยวเศษไม้

แต่นั่นคือทั้งหมดที่ลูเซียนมี เขากล้ำกลืนกินขนมปังจนหมดพร้อมกับคร่ำครวญในใจว่า ‘ฉันยอมตายดีกว่าต้องมากินสิ่งนี้ทุกวัน ฉันต้องหาเงินมาเพิ่ม ฉันไม่อยากจะใช้ชีวิตแบบนี้’

‘ถ้าฉันได้เรียนการใช้พลังศักดิ์สิทธิ์นั่น แล้วกลายเป็นบิช็อปกับบาทหลวง…’ ในห้วงความคิด ลูเซียนจำบิช็อปกับบาทหลวงในชุดคลุมแสนประณีตที่ยืนอยู่หน้าโบสถ์ได้ พวกเขาดูสูงส่งด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์แสนยอดเยี่ยมจนเขาอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน “ไม่ได้สิ คนอย่างฉันถ้าเข้าไปในโบสถ์ ก็เหมือนกับการเดินไปขอให้พวกเขาเผาฉันให้เหลือแต่เถ้าถ่านน่ะสิ ฉันไม่รู้ว่าจะมีวิธีอื่นที่จะได้พลังเหนือมนุษย์มาหรือเปล่า อย่างเช่น พร อะไรนั่น’

‘ถ้าฉันไม่ได้รับพลังประเภทนั้นมา ความรู้ที่ฉันเรียนมาจากโลกก่อนจะมีประโยชน์หรือเปล่านะ’

ขณะยัดขนมปังเข้าปาก ลูเซียนก็เริ่มคิดถึงวิธีการหาเงิน แต่เมื่อเขาเริ่มทบทวนความรู้ที่เขาได้ร่ำเรียนมาจากมหาวิทยาลัย เขากลับพบบางสิ่งบางอย่างที่น่าพิศวงปรากฏขึ้นในสมอง

หลังจากสำรวจอย่างถี่ถ้วน ลูเซียนก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ‘พวกนี้มัน…มันคือหนังสือจากห้องสมุดนี่นา พวกมันมาที่นี่กับฉันงั้นเหรอ’

หนังสือทุกเล่มที่เก็บอยู่ในห้องสมุดกลับปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขา แทนที่จะอธิบายพวกมันในรูปแบบความทรงจำ หรือพูดให้ถูกคือ ความรู้ของลูเซียน พวกมันกลับเหมือนภาพฉายหรือภาพจำลองที่คัดแยกไปตามแต่ละประเภท พร้อมให้ลูเซียนนำไปอ่านได้ทุกเมื่อ

ลูเซียนพยายามจะอ่านพวกมันด้วยความสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่ง แต่ลูเซียนก็ได้พบว่าเขาไม่อาจเปิดหนังสือส่วนใหญ่ได้ พวกมันถูกล็อกไว้

------------------------------------------------

บทที่ 3 เที่ยงคืน

ในเมื่อลูเซียนสามารถทะลุมิติมายังอีกโลกหนึ่งได้ เขาจึงไม่ประหลาดใจหรือหวาดกลัวกับการที่เขามีห้องสมุดทั้งห้องมาอยู่ในห้วงความคิด แต่สิ่งที่ทำให้เขามึนงงก็คือการที่หนังสือส่วนใหญ่ถูกผนึกเอาไว้

เขาพยายามทำให้ใจสงบเพื่อที่ภาพจำลองของหนังสือจะกลายเป็นสิ่งที่ ‘จับต้องได้’ มากกว่าเดิม เขาไล่ดูไปทีละเล่มแล้วจดชื่อเล่มที่เขาเปิดอ่านได้และเล่มที่เปิดอ่านไม่ได้

“ประวัติศาสตร์เปิดอ่านได้”

“เศรษฐศาสตร์ก็ไม่มีปัญหา”

“ศิลปะก็อ่านได้”

“คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี แล้วก็ชีววิทยา…บางเล่มถูกผนึกไว้”

“เป็นเพราะอยู่อีกโลกหนึ่งเลยเปิดอ่านหนังสือพวกนี้ไม่ได้งั้นเหรอ แต่ฉันยังนึกถึงความรู้ที่ได้จากตอนเรียนมหาลัยได้ มันไม่โดนปิดกั้น”

หนังสือส่วนใหญ่ที่ไม่ถูกผนึกเอาไว้เป็นหนังสือระดับชั้นมัธยมต้น แต่มันไม่มีทางที่ห้องสมุดเฉพาะของมหาวิทยาลัยจะเก็บรวบรวมหนังสือเรียนชั้นมัธยมต้นเอาไว้ จะมีก็แต่ชิ้นงานวิจัยสำหรับการสอนและข้อมูลยุคกลางสำหรับให้นักศึกษาใช้อ้างอิงในการเขียนรายงานตัวจบที่อยู่กระจัดกระจายไปทั่ว

ในห้องสมุดมีหนังสือเยอะมาก ลูเซียนค้นพบปัญหานี้หลังจากอ่านไปได้ไม่กี่เล่ม แต่เขาไม่แน่ใจ และไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

ลูเซียนเพิ่งหายป่วย เขาจึงอ่อนแอมากเสียจนสภาพจิตใจเขาย่ำแย่ไปด้วย หลังจากอ่านหนังสือหลายเล่มติดต่อกันไม่หยุด ความคิดเขาก็เริ่มสับสนและไม่อาจคงสภาพห้องสมุดไว้อีกต่อไปได้

เขาลากเท้ากลับไปยังเตียงนอนเพื่อนอนหลับพักผ่อนให้เต็มอิ่ม เขาจะได้ตื่นมาเผชิญหน้ากับวันถัดไป ตอนนี้เหลือแค่ขนมปังก้อนเดียวแล้ว การเอาชีวิตรอดคือเรื่องสำคัญอันดับแรก ลูเซียนเองก็เข้าใจเรื่องนี้ดีเช่นกัน

ขณะที่ในหัวเขาเริ่มว่างเปล่าและกำลังจะผล็อยหลับเข้าสู่ห้วงความฝันนั้น เสียงหนูร้องดังจี๊ดๆ เสียดหูกับเสียงกัดแทะไม้ก็ปลุกเขาตื่น

“หนูงั้นเหรอ”

ทีแรก เขาไม่ได้สนใจมันเท่าไหร่ เพียงพลิกตัวและพร้อมจะนอนหลับต่ออีกครั้ง แต่เสียงกลับดังขึ้นและน่ารำคาญมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนใครสักคนกำลังครูดฟันไปมากับก้อนหินท่ามกลางความเงียบสงัด ทำให้ลูเซียนหลับไม่ลงอีกต่อไป

เขารออยู่นาน แต่เสียงกัดแทะนั้นก็ยังไม่หยุด ลูเซียนพยายามจะปิดหูทั้งสองข้างด้วยผ้าห่มแต่ความพยายามนั้นก็สูญเปล่า เสียงนั้นมีพลังในการทะลุทะลวง และมันก็ให้ความรู้สึกเหมือนดังมาจากทุกทิศทาง

“ให้ตายสิวะ!” ลูเซียนสบถออกมาเสียงดังอย่างหัวเสีย เขาแทบจะกลายเป็นคนเสียสติ ไหนจะต้องกินอาหารรสชาติเหมือนไม้ เสื้อผ้าตัดหยาบๆ พวกนี้ก็ระคายผิวเหลือเกิน แถมผ้าห่มก็ไม่ได้ให้ความอบอุ่นเท่าใดและเก่าจนแทบมองไม่ออกมามันทำมาจากผ้าชนิดไหน แล้วตอนนี้แม้แต่จะนอนเขาก็ยังทำไม่ได้! จี๊ดๆๆ…จี๊ดๆๆ…เขาได้ยินเสียงร้องที่ดังราวกับมีหนูนับพันๆ ตัวกำลังตะกุยผนัง

ลูเซียนขบฟันด้วยความโมโห เขาตัดสินใจที่จะฆ่าหนูสักตัวสองตัวเพื่อทำให้ตัวอื่นๆ กลัวจนหนีไป จึงลงจากเตียงและพยายามเงี่ยหูฟัง ขณะที่ในใจสบถสาบานว่า

‘ฉันจะต้องฆ่ามันให้เร็วที่สุด!’

ขณะเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ลูเซียนก็พยายามหาที่มาของเสียง

จี๊ดๆๆๆ…โฮ ฮือ…

ลูเซียนตั้งสมาธิ แล้วก็ตระหนักได้ว่าเสียงที่เขาได้ยินคือเสียงหนูร้อง และเสียงคนร้องไห้

ฮือๆๆ โฮ…

ท่ามกลางความเงียบงันยามราตรี เสียงหนูร้องและกัดแทะไม้เงียบหายไปแล้ว เหลือเพียงเสียงร้องไห้คร่ำครวญที่ยังหลงเหลืออยู่

หัวใจลูเซียนเต้นถี่รัวจนเหมือนเลือดทุกหยดขึ้นมากองอยู่ในสมองเขา ประสาทสัมผัสทุกส่วนเฉียบคมขึ้นอย่างยิ่ง และคล้ายกับว่าเขาจะได้ยินเสียงสายลมเย็นๆ ยามราตรีโชยผ่านประตูพังๆ เข้ามา และเสียงร้องไห้นั้นก็เหมือนกับกำลังขับร้องเพลงที่ทำให้เห็นภาพหมอกมัว คล้ายกึ่งฝันกึ่งจริง

หลังลุกขึ้นจากเตียง ลูเซียนก็ตรงไปที่ลังไม้โดยสัญชาตญาณ และคว้าก้อนขนมปังที่เหลืออยู่มาป้องกันตัว อย่างไรเสีย มันก็แข็งพอจะทำให้ขโมยสลบได้

ฮือๆๆ…ฮือๆๆๆ…

ลูเซียนนึกสงสัยว่าเสียงตึกตักอึกทึกที่เขาได้ยินคือเสียงอะไร แต่ก็นึกขึ้นได้ในทันทีว่านั่นคือเสียงหัวใจเขาเองที่ดังก้องอยู่ในหู

สายลมพัดโหม ลูเซียนกระชับมือที่จับก้อนขนมปังให้แน่นขึ้น ความหวาดกลัวในใจเริ่มเพิ่มพูน ‘นี่เป็นโลกแห่งเวทมนตร์และพลังศักดิ์สิทธิ์ บางทีมันอาจจะมีผีกับวิญญาณอยู่ด้วยก็ได้!’

โชคดีที่เขาเพิ่งประสบกับการทะลุมิติ และช่วงกลางวันเขาก็เพิ่งได้เห็นพลังศักดิ์สิทธิ์และการเผาคนทั้งเป็นที่น่าหวาดหวั่นเขย่าขวัญกับตา ลูเซียนจึงไม่เข่าอ่อนในสถานการณ์เลวร้ายนี้ ความคิดเขาว่างเปล่า ในขณะที่จิตเขาเกร็งเครียด แต่เขาก็พยายามอย่างที่สุดในการหายใจให้ช้าลงและทำใจให้สงบ

ลูเซียนเดินตรงไปทางประตูทีละก้าวๆ และรับรู้ว่าเสียงร้องไห้นั้นมาจากทิศทางใด

เสียงร้องไห้นั้นเต็มไปด้วยความเศร้าโศกสิ้นหวัง คืนนี้เป็นคืนอันเงียบสงัด ดูเหมือนว่าเพื่อนบ้านเขาทุกคนกำลังฝันหวานกันอยู่ และไม่มีใครมีปฏิกิริยาเลย

‘เหมือนว่าเสียงจะดังมาจากผนังด้านขวา’ ยิ่งลูเซียนขยับเข้าไปใกล้ประตูมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งได้ยินเสียงร้องไห้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ‘เดี๋ยวนะ บ้านที่อยู่ด้านขวาคือบ้านของแม่มดที่เพิ่งตายไปไม่ใช่เหรอ’

เขานิ่งอึ้งไป ‘แต่บ้านเธอโดนคนจากโบสถ์เผาวอดไปแล้วนี่ หรือว่าพวกเขาจะมองข้ามอะไรไป อย่างพวกห้องลับที่เก็บซ่อนสิ่งทดลองชั่วร้ายของเธอเอาไว้อะไรแบบนั้น’

ความคิดลูเซียนไถลออกนอกลู่นอกทางเมื่อนึกถึงห้องลับที่เหมือนกับในนิยายที่เขาเคยอ่าน คำว่า ‘การพบเจอเรื่องแปลกๆ’ ‘สมบัติ’ และ ‘บันทึกเวทมนตร์’ พลันฉายวาบในหัว เขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโลภขึ้นมาเล็กน้อย

โฮๆๆ…

เสียงร้องคร่ำครวญเสียดแทงหูกระชากเขากลับมายังความเป็นจริง ‘เออ…คิดถึงความจริงหน่อย ต้องมีบางอย่างเฝ้าอยู่ที่นั่นแน่ๆ ฉันจะสู้กับผีด้วยขนมปังในมือได้อย่างไรกัน’

‘ฉันก็แค่คนธรรมดาที่เพิ่งฟื้นจากความเจ็บป่วยร้ายแรง แล้วฉันก็ไม่รู้ว่าวิญญาณแค้นบนโลกนี้แข็งแกร่งแค่ไหน ไม่รู้ว่าจุดอ่อนมันคืออะไร และไม่รู้ว่าต้องจัดการกับมันอย่างไรอีกด้วย’

‘เป็นไปได้ว่าฉันจะโดนฆ่าแล้วถูกผีร้ายสิงสู่แทนน่ะสิ!’

ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งหวาดผวา ตอนนี้เขาระแวดระวังตัวมากขึ้น ลูเซียนนึกดีใจที่จิตใจเขาไม่ถูกความละโมบเข้าควบคุม มิเช่นนั้นเขาคงติดบ่วงความโลภแล้วรีบร้อนไปหามัน

‘แต่ฉันไม่อยากจะรออยู่ที่นี่ ไม่มีใครรู้ว่าวิญญาณแค้นจะพยายามเข้ามาหาฉันหรือเปล่า’ สมองลูเซียนทำงานเร็วจี๋เพื่อคิดหาทางรับมือ

ทันใดนั้น ลูเซียนก็นึกแผนการบางอย่างออก เขานึกไปถึงขุมพลังที่เขาสามารถไปขอความช่วยเหลือได้ เขาจึงค่อยๆ จับที่จับประตูด้วยกลัวว่าวิญญาณร้ายอาจผุดขึ้นมาต่อหน้าหรือข้างหลังเขา ตอนนี้ก้อนขนมปังดำๆ ในมือเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ

เขาเปิดประตูช้าๆ หน้าผากเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเย็นๆ

ประตูไม้แง้มออก ข้างนอกนั้นก็มืดสนิท และเขาก็ได้ยินเสียงหวีดหวิวของสายลม

ลูเซียนก้าวออกมาจากประตูและมองเห็นแสงไฟริบหรี่จากที่ไกลๆ

ข้างนอกนี่ไม่มีอะไรที่ชวนเขย่าขวัญ และหลังจากที่เขาออกมาจากกระท่อม เสียงร้องไห้ก็เบาลงเล็กน้อย เขารู้สึกโล่งอกขึ้นมานิดๆ จึงสูดหายใจเข้าลึก จากนั้นก็แผดเสียงตะโกนให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ผี! ผีจะฆ่าคน!”

มันดังมากเสียจนแม้แต่ตัวลูเซียนเองยังตกใจ และเขาก็คาดไม่ถึงว่ามันจะเป็นผลมาจากการตะโกนด้วยแรงทั้งหมดที่เขามี

“โฮ่งๆๆ” สุนัขหลายตัวเห่ารับกันอย่างบ้าคลั่ง

ขณะฟังเสียงเหล่านั้น ลูเซียนก็เริ่มออกตัววิ่งไปยังโบสถ์ คนพวกนั้นเป็นมืออาชีพในการจัดการกับเรื่องพวกนี้นี่นะ!

ในฐานะอดีตเพื่อนบ้านของแม่มด คนจากโบสถ์อาจจะยังจับตามองเขาอยู่และนั่นทำให้มีประโยชน์อีกอย่างหนึ่งคือ การที่ลูเซียนไปขอความช่วยเหลือด้วยตัวเองจะช่วยให้พวกเขาวางใจในตัวลูเซียนมากขึ้นพร้อมกับลดความระแวงลง

ลูเซียนตะโกนเสียงดังมากจนปลุกชาวบ้านตื่น ดังนั้นถ้าพวกเขาคิดจะปล้นเอาสมบัติแล้วใส่ร้ายเขาหรือถึงขั้นฆ่าเขาเพราะเรื่องนี้ พวกเขาจะทำแบบนั้นต่อหน้าสาธารณชนไม่ได้

เขาได้พยายามอย่างที่สุดในการคิดหาทุกวิถีทางเอาชีวิตรอดในชั่วเวลาสั้นๆ

โบสถ์อาเดรอนอยู่ไม่ไกลนัก ไม่นานเขาจึงมองเห็นตัวตึกที่มีแสงเทียนส่องสว่างออกมาจากทางหน้าต่าง

ยามรักษาการณ์สวมเกราะสองนายยืนเฝ้าประตูหน้า เมื่อเห็นลูเซียนวิ่งตรงมาหาพวกเขาด้วยความตื่นตระหนก ยามคนหนึ่งจึงชักดาบออกจากฝักด้วยความตื่นตัว

“เจ้ามาทำอะไรที่โบสถ์” ยามอีกคนถามขณะเอื้อมมือมาหยุดลูเซียน

ลูเซียนตอบด้วยเสียงสั่นเทาโดยที่เขาไม่ต้องเสแสร้ง “ผี ข้าได้ยินเสียงร้องไห้ของผีดังมาจากบ้านนางแม่มดที่เพิ่งถูกเผาในวันนี้!”

ยามทั้งสองพลันตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น ในฐานะทหารยามที่เพิ่งได้รับเลือกเข้ามา เขาจึงไม่อาจบอกได้ว่าลูเซียนพูดความจริงหรือไม่ ดังนั้นเขาจึงขอให้คู่หูยืนเฝ้าอยู่ที่นี่ ส่วนตัวเองก็เข้าไปในโบสถ์เพื่อรายงานเรื่องนี้ให้กับบาทหลวงที่อยู่กะในคืนนี้ เสียงจากเสื้อเกราะห่วงร้อยดังไกลออกไปจนกระทั่งเงียบหายเข้าไปในความมืดมิด

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง บาทหลวงหนุ่มผมสีบลอนด์ในชุดคลุมสีขาวก็เดินออกมาที่หน้าประตูพร้อมกับยามผู้นั้น

บาทหลวงผู้นี้มีใบหน้าตอบผอม ท่าทางการเดินนั้นดูสง่าสงาม “ข้าคือบาทหลวงเบนจามิน เจ้าช่วยบอกข้าได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”

ยามรักษาการณ์ทั้งสองยืนเงียบ ด้วยเกรงว่าเสียงใดก็ตามจากพวกเขาอาจรบกวนบาทหลวงเบนจามิน

ลูเซียนเล่ารายละเอียดว่าเขาได้ยินเสียงผีร้องไห้อย่างไร ว่าเขาออกมาจากบ้านตัวเองอย่างไรและวิ่งมาที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลือด้วยความสุภาพและจริงใจ

หลังจากได้รับฟังเรื่องราว เบนจามินก็แย้มยิ้มอ่อนโยนให้ลูเซียน “เจ้าทำดีแล้ว ลูกเอ๋ย ความกล้าหาญของเจ้าแสดงให้เห็นถึงการอุทิศตนให้แก่พระผู้เป็นเจ้า”

เขาชมลูเซียนไม่กี่คำ จากนั้นก็หันไปสั่งยามทั้งสอง “ทอมสัน ไปเรียกแกรี่ พอล แล้วก็อัศวินอีกสองคนมาที่นี่ นางแม่มดนั่นเป็นแค่ผู้ฝึกใช้มนตรา ไม่มีความจำเป็นอันใดจะต้องรายงานเรื่องนี้กับท่านบิช็อป”

“ขอรับ ลอร์ดเบนจามิน” ทอมสันตอบรับอย่างยำเกรง แม้ว่าเบนจามินจะเป็นเพียงบาทหลวงระดับพื้นฐาน เขาก็สามารถรับมือกับกับดักหรือมนตราที่หลงเหลือจากเวทมนตร์ของผู้ฝึกใช้มนตราได้ เพราะความต่างระหว่างผู้ฝึกใช้มนตราและบาทหลวงที่ผ่านการแต่งตั้งมาแล้วนั้นห่างไกลกันอย่างยิ่งยวด

เบนจามินถามชื่อลูเซียนและหยุดบทสนทนาของทั้งสองไว้เพียงเท่านั้นเมื่ออัศวินสี่นายมาถึง พวกเขาเองก็สวมเสื้อเกราะห่วงร้อยเช่นกัน แต่ต่างดูสง่างามกว่ายามอีกสองคนมาก

ฝูงชนมารวมตัวกันไม่ห่างจากกระท่อมของแม่มดที่ถูกเผาวอดไปแล้ว แสงเทียนส่องวูบวาบเหมือนกับดวงดาราที่กระจัดกระจายอยู่ทั่ว ราวกับจะอยู่เป็นเพื่อนดวงจันทร์บนท้องนภา

ลูเซียนเพิ่งค้นพบว่าดวงจันทร์ของโลกนี้เป็นสีเงิน

ผู้คนหยุดกระซิบกระซาบกันเมื่อเบนจามินปรากฏตัว ฝูงชนพลันรู้สึกโล่งอกและเริ่มขยับเข้ามาใกล้กระท่อมของแม่มดมากขึ้นพร้อมกับพูดคุยกันเอง

“ข้าไม่เห็นได้ยินเสียงอะไร”

“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ก็ไม่เสียหายที่จะทำพิธีชำระล้างที่นี่”

ทว่าลูเซียนยังคงได้ยินเสียงร้องไห้นั้น เขาคิดกับตัวเองว่า ‘ทำไมคนพวกนี้ถึงไม่ได้ยินเสียงนั้นกันล่ะ’

ราวกับรับรู้ถึงความคิดเขา เบนจามินตอบลูเซียนอย่างสงบนิ่ง “ใช่ ที่นี่มีผีอยู่จริงๆ”

เห็นได้ชัดว่าเขาได้ยินเสียงนั้น

เช่นเดียวกับอัศวินทั้งสี่ที่พยักหน้าแสดงความเห็นพ้อง

------------------------------------------------

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...