โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดอีกครั้งในยุค 80 ชาตินี้ไม่ใหญ่ไม่ได้

นิยาย Dek-D

อัพเดต 04 พ.ย. 2566 เวลา 12.05 น. • เผยแพร่ 04 พ.ย. 2566 เวลา 12.05 น. • เส้าหลง
เขาคือยอดมือสังหารและสายลับที่ต้องมาเกิดใหม่ในปี 1985 หรือยุค 80 การใช้ชีวิตอีกครั้งเพื่อตัวเองและแม่ในร่างใหม่ การเรียนเพื่อมารดา การก่อร่างสร้างตัวจากเด็กหนุ่มผู้ถูกดูถูกและต่อว่าในฐานะคนไร้ค่า

ข้อมูลเบื้องต้น

อี้หยาง มือสังหารและสายลับจากพรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมืดของอนาคตอีกหลายสิบปี เมื่อเขาสิ้นใจกลับถูกส่งมาเกิดใหม่ในร่างของ ไป๋ฉี เด็กหนุ่มอายุ 17 ปีผู้ถูกคนในตระกูลและชาวบ้านดูถูก จากชื่อเสียของผู้เป็นมารดาที่ท้องและคลอดเขาออกมาโดยไร้ผู้เป็นพ่อ ไม่ทราบกระทั่งว่าบิดาคือใคร?

ทว่าด้วยความรู้และฝีมือที่ฝึกฝนมาในชาติก่อน คืออาวุธอันยิ่งใหญ่ที่เขามีเพื่อต่อกรกับอุปสรรคมากมายจากค่านิยมและชนชั้นในยุค 80 ไม่ว่าการหาความจริงของผู้เป็นพ่อ การปกป้องมารดาของเขาจากตระกูลตัวเอง การร่ำเรียนหนังสือและการสอบครั้งยิ่งใหญ่ในยุคนั้น รวมถึงการก่อร่างสร้างตัวจากกิจการเล็ก ๆ ด้วยมันสมองของไป๋ฉี

ความรักที่ถูกตัดสินด้วยชนชั้นและฐานะ เขาจะคว้าเธอมาได้อย่างไร? ยังมีอันตรายของการที่ไป๋ฉีต้องปกป้ององค์กรและพรรคที่เขาคิดสร้างขึ้นมาจากศัตรู ป้องกันพรรคพวกลูกน้องของเขาจากภัยที่จู่โจมเข้ามา รวมถึงการเดินทางไปสู่ฐานะที่เขาเกิดมาเพื่อเป็น ทั้งหมดเชิญหาคำตอบได้ตั้งแต่นี้

หากมีส่วนใดในนิยายผิดพลาด เช่นการคำนวนหรือชื่อหรือสรรพนามใด หากมีเวลาจะมาแก้ไขเป็นระยะนะครับ

สุดท้ายคือบางอย่างในเรื่องผมตั้งกฏขึ้นมาเองนะครับ เช่นพวกคะแนนสอบหรือกฏหมายบางอย่าง ระยะเวลาในการทำอาหารหรือวิธีการบางอย่าง ทุกอย่างเป็นการสมมุติทั้งสิ้น ไม่ได้มีเจตนาหรืออ้างอิงมากจากที่ใดนะครับ จึงแจ้งมาเพื่อทราบครับ

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งและเหตุการณ์แต่งทั้งหมด ชื่อของบุคคลหรือชื่อสถานที่อาจตรงกัน แต่ขอให้ทราบว่าเป็นเรื่องสมมุติทั้งหมด หากนิยายมีความไม่สมเหตุสมผลบางอย่าง ผู้เขียนกราบขออภัยในโอกาสนี้ด้วยครับ

หากไม่ติดงานหรือกิจธุระอันใด ผู้เขียนจะพยายามลงให้อ่านวันละ 3-4 ตอน

นิยายเรื่อง เกิดอีกครั้งในยุค 80 ชาตินี้ไม่ใหญ่ไม่ได้ เป็นนิยายลิขสิทธิ์ของ เส้าหลง เพียงผู้เดียว ห้ามผู้ใดทำซ้ำ ดัดแปลง ลงให้อ่านในเว็บอื่น หรือนำไปใช้เช่า จำหน่ายต่อผู้อื่น โดยที่เส้าหลงหรือผู้เขียนมิได้อนุญาต ถือเป็นการละเมิดนะครับ

ติดตามเพจผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/เส้าหลง-110162978229016

@facebook : shaolong99

กำเนิดอีกครั้งในร่างใหม่

เสียงพูดคุยของคนที่อยู่ใกล้ในความคิดของอี้หยางปลุกเขาขึ้นมาอย่างงุนงง ความรู้สึกสัมผัสได้ว่าเป็นเวลาช่วงเช้ามืดมาก แสงที่กระทบมาในดวงตามีเพียงน้อยนิด ทว่าสัมผัสที่ฝึกมานานทำให้เขาพอทราบว่าตนเองหาได้อยู่ในห้องของเขา

เมื่อมองรอบตัวแล้วพบว่าเขาอยู่ในกระท่อม หรือจะให้เรียกว่าคอกหมูยังดีเสียกว่า ไม่ควรให้คนอยู่แต่อย่างใด แล้วไฉนเขาจึงกำลังนอนแผ่อยู่บนพื้นที่มีเพียงฟางแห้งปูอยู่เล่า? รอบ ๆ ยังเหมือนเป็นโคลนเสียด้วย กลิ่นขี้หมูหรือไก่ลอยเข้ามารมจมูกเขาจนแสบไปหมดแล้ว สิ่งที่หนุนศีรษะอยู่ก็เป็นกองฟอนไม่ต่างกัน

เขาจำได้ว่าตนเองอยู่ระหว่างปฏิบัติการลับของพรรค หากเขาจำไม่ผิดเหมือนว่าตัวเขาถูกทำร้ายจากยอดฝีมือคนหนึ่ง บาดแผลที่ร่างร้ายแรงยิ่ง ภายใต้มโนสำนึกสุดท้ายของเขาคือเสียงสตรีแสนอ่อนหวานกำลังกล่าวบางอย่างตอนที่เขากำลังจะสิ้นใจ จนตัวเขารู้สึกตัวในตอนนี้ พร้อมกับเสียงเหมือนทุบประตูอย่างแรงดังมา

“ยายตัวอาเพศหลูเหมย! ลูกชายแกทำเรื่องบัดซบอีกแล้ว! ชื่อเสียงตระกูลหลูจะย่อยยับเพราะมันตัวเดียว ไสหัวมันออกมาเดี๋ยวนี้!!”

เสียงเกรี้ยวกราดที่แค่ฟังก็ทราบว่าคนพูดไม่มีทางยอมแน่ อาจเพราะเพิ่งฟื้นและสติยังเลือนราง ทำให้อี้หยางไม่ทันสัมผัสได้ถึงคนอีกคนที่นอนอยู่ด้านข้าง ทว่าเพียงเสียงจากการลุกและลมหายใจที่คล้ายหวาดหวั่นเขาก็ทราบแล้วว่าเป็นผู้หญิง ทำให้อี้หยางยิ่งสับสนจนไม่เข้าใจอย่างมาก เขาอยู่ในเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร?

ทว่าเมื่อผู้หญิงด้านข้างเขาลุกขึ้นอย่างหวาดหวั่น เธอกลับย่อตัวลงมาลูบหัวเขาและพูดว่า

“ท่านลุงสี่ของลูกมา อย่ากลัวเลย เดี๋ยวแม่จะออกไปคุยกับเขาเอง ลูก ลูกนอนต่อเถอะนะ”

เสียงเหมือนอยากจะปลอบขวัญทำให้อี้หยางคิดกลับไปว่าอีกฝ่ายควรปลอบตัวเองไหม? น้ำเสียงหวาดหวั่นและสั่นเช่นนั้นหรือจะออกไปจัดการใครได้? ทว่าเมื่อได้ยินอีกฝ่ายแล้วอี้หยางพลันปวดหัวยิ่ง คล้ายความทรงจำบางอย่างถูกใส่เข้ามาในหัวเขาจนแทบระเบิด ปรากฏภาพมากมายราวกับวีดีโอในพริบตา

ไป๋ฉีคือชื่อของร่างนี้ เด็กหนุ่มอายุ 17 ปีที่มีใบหน้าหล่อเหลาทว่านิสัยไม่ดียิ่ง นอกจากโง่งมแล้วยังขี้เกียจ อีกทั้งยังเป็นแกะดำของตระกูลมารดา เพราะว่ามารดาของเขานั้นสกุลหลู นามว่าเหมย นางคลอดเขาโดยไร้สามีตบแต่ง หรือพูดให้ถูกคือไปท้องกับผู้ชายมาโดยไม่ได้แต่งงาน ย่อมถูกผู้คนประณามและรังเกียจเป็นธรรมดา

เรื่องนี้สร้างความอับอายให้ทุกคนในตระกูลท่านตาและยายของไป๋ฉี ทำให้ตลอดเวลา 17 ปีของเขาช่างลำบากยิ่ง ทว่าแทนที่เจ้าตัวจะตั้งใจและขยันเล่าเรียนเพื่อมารดาและตัวเอง เจ้าของร่างนี้กลับขี้เกียจสันหลังยาวและอวดเก่งไม่ยอมใคร เรียกได้ว่าเป็นคนไม่เอาถ่านอย่างสมบูรณ์แบบ ผลการเรียนก็แย่เต็มที อาจารย์ทุกคนยังส่ายหน้า

ยังไม่ทันที่อี้หยางจะได้ย่อยข้อมูลของตัวเองและความตกใจที่อยู่ ๆ ไม่ทราบว่าอะไรเกิดขึ้นกับเขากันแน่ เขาอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจกำจัดศัตรูร้ายกาจคนหนึ่งของพรรค ตอนนี้กลับมานอนอยู่ในคอกหมูเสียแล้ว?

ทว่ายังไม่ทันที่ผู้หญิงด้านข้างอันมีฐานะเป็นแม่ของเขาในตอนนี้เปิดประตู เสียงปังพลันดังขึ้นก่อน ประตูคอกหมูบ้านใดจะแข็งแรงมากได้? โดยเฉพาะตระกูลหลูที่ขึ้นชื่อว่าขี้เหนียวที่สุดในความจำของไป๋ฉี ขอแค่ป้องกันหมูไม่ให้เดินออกไปป้วนเปี้ยนเป็นพอ ยังจะป้องกันใครได้อีก? เขาได้ยินแม่ตัวเองกล่าวว่า

“พี่สี่! เสี่ยวฉียังไม่รู้ความนัก อภัยให้เขาด้วยเถอะค่ะ ให้ฉันทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง อย่าทำร้ายเขาเลย!”

เสียงอ้อนวอนทั้งน้ำตาแว่วออกมา ทว่าคนพูดกลับถูกประแทกไปอีกด้านอย่างรุนแรง อี้หยางแม้ศีรษะยังปวดแต่ความโกรธกลับพุ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้เขายังไม่เห็นผู้หญิงที่เหมือนจะเป็นแม่ตัวเองชัดนัก แต่เสียงกระแทกนั้นทำให้เขาพอคะเนได้ว่าผู้บุกรุกหาได้ยั้งมือแม้แต่น้อย

เพราะความมืดช่วงเช้าตรู่ประกอบกับด้านในคอกหมูทึบแสงไปบ้าง ชายวัยกลางคนที่เข้ามาแล้วเหมือนพยายามมองหาเป้าหมายคืออี้หยางอยู่ ทว่าพริบตาที่ไม่มีใครเห็นแม้แต่ผู้หญิงที่ล้มลงไปแล้ว อี้หยางพลันลุกขึ้นและใช้มือตัวเองตะปบเข้าไปยังคอหอยอีกฝ่ายราวสายฟ้า มันเที่ยงตรงแม่นยำยิ่ง ก่อนบิดเล็กน้อยไม่ให้อีกฝ่ายส่งเสียงได้ กระแทกร่างอีกฝ่ายไปติดผนังอย่างรุนแรง

นี่คือวิชาของพรรคอันยิ่งใหญ่ของเขา ที่ถ่ายทอดให้กับบุคลากรในพรรค เพียงแต่อี้หยางที่ได้ความทรงจำของเจ้าของร่างมา ทราบดีว่าไม่อาจสังหารอีกฝ่ายได้ เพราะจะมีเรื่องวุ่นวายตามมา ตอนนี้เมื่อเขาได้ความทรงจำเจ้าของร่างมาแล้วทั้งหมด จึงเกิดความคิดว่าเหลือเชื่อและสับสนยิ่ง

นั่นเพราะตอนนี้คือปี 1985 เป็นช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมพอดี ประเทศจีนกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน กล่าวได้ว่าตอนนี้คือยุคข้าวยากหมากแพง มีเพียงชนชั้นนำในเมืองหลวงและเมืองใหญ่เท่านั้นที่กินดีอยู่ดี เป็นยุคสังคมชนชั้นอย่างแท้จริง

ส่วนลุงสี่ที่ผู้เป็นแม่บอกมานั้นตอนนี้ถูกบิดคอหอยติดอยู่กับผนัง เขาพยายามเปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือออกมา กระทั่งตอนนี้เขายังไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำร้ายเขา นั่นเพราะความมืดมากในคอกหมู ในใจเขานึกเสียดายที่สั่งให้คนมาตอกฝาไม้เพิ่ม หาไม่คงมีแสงลอดเข้ามาให้เขาได้เห็นคนร้าย

อี้หยางคร้านจะสนใจตัวไร้ค่าที่เขาสยบไว้ ก่อนใช้อีกมือกระแทกเข้าไปยังก้านคออีกฝ่ายโดยไร้เสียง วิชาที่เขาได้รับการฝึกฝนมาทำงานอย่างดี ส่งร่างลุงสี่ของเขาลงไปนอนกองกับพื้นโคลนเหม็นด้านล่าง ทว่ากลับไม่มีเสียงแม้แต่กระผีกเดียว

“เสี่ยวฉี! เสี่ยวฉี! พี่สี่อย่าทำร้ายเขา! อย่าทำร้ายเขา!”

เสียงผู้เป็นแม่ดังมาอย่างไม่สนใจความเจ็บปวดที่ชายโครง ซ้ำยังกระโจนมาหาอี้หยางอย่างรวดเร็ว ตลอดเวลาที่อี้หยางจัดการลุงของเขากลับผ่านไปพริบตาเท่านั้น ไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แม้แต่หลูเหมยที่เข้ามากอดร่างลูกชายไว้

“ลูกเป็นอะไรไหม!? เสี่ยวฉี! ลูกเจ็บตรงไหนไหม!?”

เสียงร้องไห้สอบถามมา อี้หยางกลับไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้าของร่างนี้ถึงเนรคุณกับมารดาตัวเองอยู่เสมอ? ไม่เพียงไม่ตั้งใจเรียน แต่ยังสร้างปัญหาให้ผู้เป็นแม่เสมอมา หลายครั้งที่มารดาปกป้องเขาจากคนในตระกูลและผู้อื่น ทว่าความผิดและความเกียจคร้านของเขาก็เป็นของจริง ต้องบอกว่ามารดาปกป้องเขาเกินไปด้วยซ้ำ

อี้หยางชาติก่อนนี้เป็นกำพร้า ไม่ทราบแม้แต่ชื่อหรือแซ่พ่อและแม่ เขาเกิดในอนาคตหลังจากนี้อีกหลายปีมาก โชคดีที่องค์กรลับที่เขาเรียกว่าพรรคนั้นรับเข้าไปและเลี้ยงดูเขามา แม้การฝึกจะยากลำบาก ทว่ากลับเต็มไปด้วยมิตรสหายและผู้คนที่ตายแทนกันได้ แม้อี้หยางเป็นเพียงคนในพรรคระดับล่างมาก แต่ก็ได้รับการดูแลและให้เกียรติตามสมควร

เมื่อเขาได้ความทรงจำของไป๋ฉีในร่างนี้ ในใจเขาต่อว่าเจ้าของร่างไปหลายคำแล้ว ตัวเขาที่แม้แต่ชื่อมารดายังไม่มีโอกาสได้สัมผัส อีกฝ่ายมีแม่ที่ปกป้องเขามาตลอด กลับไม่รู้จักดูแลมารดาเอาไว้ให้ดี ตอนนี้เขาคงต้องตามน้ำไปก่อน ไว้รอให้ได้ข้อมูลมากกว่านี้ค่อยคิดอีกที เขาจึงพูดว่า

“ไม่เป็นไรครับคุณแม่ ผมไม่ได้ถูกทำร้ายอะไรครับ”

คำตอบของเขาทำให้หลูเหมยต้องเบิกตามอง ไม่เพียงน้ำเสียงต่างจากที่เคยมาก แม้แต่คำต่อว่าเธอที่ปกติอีกฝ่ายจะรำคาญยามเธอถามและตะคอกกลับมาอย่างไม่พอใจเกือบทุกครั้ง ตอนนี้ลูกชายเธอกลับตอบมาอย่างเรียบร้อยและเคารพเธอยิ่ง

“คุณ…คุณแม่เหรอ? ลูก ลูกไม่สบายรึเปล่า? หัวกระแทกอะไรมารึเปล่าจ๊ะ?”

เสียงอ่อนหวานแถมตื่นตกใจแว่วมาอีก อี้หยางได้แต่ต่อว่าเจ้าของร่างอีกที ขนาดคำพูดของเขายังทำให้แม่คิดมากปานนี้? ก่อนยืนยันกับแม่ตัวเองว่า

“ผมไม่เป็นไรจริง ๆ ครับ คุณ…เอ่อ แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ”

เขาจำต้องพูดห้วนลงเพื่อไม่ให้มารดาสงสัย ดีที่หลูเหมยไม่ใช่คนละเอียดนัก ค่อนไปทางโง่งมด้วยซ้ำ เธอจึงไม่คิดมากและยืนลูบหัวตรวจร่างกายลูกชายอย่างเป็นห่วง อี้หยางไม่คุ้นเคยการสัมผัสเช่นนี้นักแต่ก็ไม่รังเกียจ นอกจากการโอบคอของเพื่อน ๆ ในพรรคและกลิ่นเลือดของศัตรูเมื่อก่อนที่เคยสังหาร สัมผัสอ่อนโยนจากแม่เช่นนี้กลับทำให้เขาอึ้งไป

“ตายแล้วน้องสี่! เสี่ยวเหมย! แกทำร้ายเขาเหรอ!?”

เสียงแตกตื่นระคนไม่พอใจและมุ่งร้ายชัดเจนดังขึ้นที่หน้าประตูคอกหมู พร้อมกับเจ้าของเสียงและคนด้านหลังอีกหลายคน อี้หยางเลื่อนสายตามองไปจากด้านหลังมารดาที่ยืนบังเขาไว้ เสียดายที่เจ้าของร่างนี้นอกจากเกียจคร้านแล้วยังมีร่างกายไม่แข็งแรงนัก สายตาเองก็ไม่ได้ฝึกฝนมาแบบเขา ทำให้มองในความมืดได้ยาก ดีที่สัมผัสยังดีอยู่

เมื่อครู่อี้หยางใช้ฝีมือเคลื่อนคอหอยลุงตัวเองก็ทราบทันทีว่าร่างกายนี้แทบไม่เคยออกกำลังกาย คาดว่าคงกินและนอนเป็นส่วนใหญ่ เขาถึงกับถอนหายใจออกมา ไม่คิดว่าจะมาอยู่ในร่างของตัวไร้ค่าอย่างแท้จริง เพื่อนของเขาในพรรคเคยเล่าเรื่องนิยายที่ตัวเอกกลับมาเกิดใหม่ในอดีต ไม่คิดว่าเขาเองกำลังพบเจอเรื่องเช่นนั้น

“พี่สะใภ้สามเข้าใจผิดแล้ว พี่สี่พังประตูเข้ามาเมื่อครู่ อยู่ ๆ เขาก็ล้มลงไปได้ยังไงก็ไม่รู้”

หลูเหมยตอบไปตามที่เธอเข้าใจ นั่นเพราะใครจะทำร้ายพี่สี่ของนางได้? ตัวนางก็ผอมบางปานนี้ ลูกชายแม้สูงใหญ่แต่ก็ผอมแห้งแรงน้อย เป็นที่รู้กันว่าเขาอ่อนแอเพียงใด ยังจะทำร้ายลุงสี่ของเขาได้หรือ?

พอดีกับแสงอาทิตย์เริ่มส่องมาแล้ว คนด้านหลังผู้หญิงที่มาเริ่มออกันหน้าประตู มีเสียงสั่งดังมาว่า

“เกิดอะไรขึ้น? ลูกสี่ทำไมถึงนอนอยู่แบบนั้นล่ะ?”

ผู้มาย่อมเป็นยายของไป๋ฉี เธอพูดแล้วกระวีกระวาดเข้ามาดูลูกชายสุดรักสุดหวงของตัวเอง คนอื่น ๆ ก็มองด้านในคอกหมูอย่างไม่เข้าใจ ทว่าอี้หยางพลันได้เห็นชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับเขายืนอยู่หน้าประตูกับหญิงสาวอายุพอ ๆ กันอีกคน ยังมีหญิงสาวอายุประมาณอี้หยางยืนยิ้มมองเขาอยู่

ในความทรงจำที่เข้ามา ไป๋ฉีเคารพและหวาดกลัวสามคนนั้นมาก เรื่องราวมากมายปราฏขึ้นในหัวเขา เป็นอีกครั้งที่อี้หยางอยากบีบคอเจ้าของร่างนี้ด้วยตัวเอง ช่างโง่งมนักที่เจ้าของร่างนี้มองไม่ออกว่าทั้งสามคนชั่วร้ายปานใด

“นางสารเลว! แกทำร้ายพี่ชายตัวเองได้ลงหรือ!!?”

เสียงของหญิงชราตะคอกใส่หลูเหมยที่ยืนตัวสั่นอยู่ อี้หยางแม้ไม่มีความรักหรือผูกพันในความเป็นแม่ลูกกับอีกฝ่ายมาก่อน เขากลับเดินไปขวางหน้าแม่ของเขาไว้ กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า

“ลุงสี่พังประตูเข้ามาแล้วสะดุดขอบประตูครับ ผมได้ยินเสียงเขากระแทกกับพนัง หัวคงไปกระแทกอย่างแรงจนล้มลงไป คุณย่าลองดูสิครับ แม่จะกล้าทำร้ายลุงสี่ได้ยังไง?”

หญิงชราในใจรังเกียจสองแม่ลูกแทบตาย ทั้งที่เป็นสายเลือดของนางเองแท้ ๆ ทว่าเพราะหลูเหมยท้องกลับมาโดยไม่มีพ่อเช่นนี้ หญิงชราจะมีความรักและเอ็นดูให้ลูกสาวและหลานชายได้อย่างไร? แต่จะต่อว่าอีกฝ่ายเรื่องลูกชายที่นอนอยู่ก็ไม่ได้ เป็นความจริงว่าหลูเหมยและไป๋ฉีไม่มีทางสู้ผู้ที่นอนสลบอยู่ได้แน่

“ลูกสอง! ลูกสาม! เข้ามาดูอาจ้านหน่อย ไม่รู้เขาเป็นอะไรหรือเปล่า”

อี้หยางจึงได้เห็นลุงรองและลุงสามของเขา ทั้งสองไม่ตัวโตนัก คงเพราะยายเขามอบอาหารแทบทั้งหมดให้ลุงสี่ตอนเด็ก เป็นธรรมดาของค่านิยมคนในยุคนี้ มีเพียงบุตรชายคนโตและลูกสุดท้องที่ได้รับความรักมากกว่าลูกคนรองและกลาง เขายังมีป้าสาวอีกสองคนที่ไม่ได้มา เพราะแต่งงานออกไปนานแล้ว

ทว่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านนอกกลับเผยแววตาสงสัย เมื่อครู่ไป๋ฉีเรียกยายว่าคุณยายหรือ? อีกฝ่ายคิดเอาใจคนเป็นแล้ว? ทำให้ชายหนุ่มด้านนอกยิ้มเยาะ มาฉลาดตอนนี้ก็สายไปแล้ว เช่นเดียวกับหญิงสาวอายุน้อยแต่มากกว่าอี้หยางอีกคน เธอไม่ได้สังเกตมากเท่าชายหนุ่มด้านข้าง แต่ยิ้มเยาะเช่นกันเพราะแผนของเธอนับว่าสำเร็จแล้ว ที่เหลือก็รอดูว่าจะเป็นอย่างไร

“เกิดอะไรขึ้น หลูจ้าน!! คุณเป็นอะไรไป!? ใครทำร้ายเขา!?”

เสียงกรีดร้องของหญิงอีกคนด้านนอกดังมา เธอพรวดพราดเข้ามาในคอกหมูอีกคนเพราะเพิ่งเสร็จจากการให้อาหารไก่ เมื่อเห็นสามีตัวเองล้มอยู่ย่อมตกใจยิ่ง ร่ำร้องจะเป็นจะตายจนคนทั้งหมดรำคาญมาก ตอนนี้เองที่ชายชราคนหนึ่งในชุดชาวบ้านธรรมดาอายุราวห้าสิบเข้ามา เขามีสีหน้าไม่พอใจนัก ตะคอกลูกสะใภ้ว่า

“เงียบได้แล้ว!! จะร่ำร้องหาอะไร! เจ้าใหญ่ ลูกสี่เป็นยังไงบ้าง?”

นางเติ้งเจียวได้แต่เงียบเสียงลงเพราะพ่อสามีตะคอกมา อีกฝ่ายมีบารมีสมกับที่เคยเป็นข้าราชการมาก่อน แต่เพราะอยู่ฝ่ายตรงข้ามคณะปฏิวัติ เมื่อสงคราม 22 ปีจบและพ่ายแพ้ จึงถูกส่งทั้งครอบครัวมาอยู่ในที่ห่างไกลอย่างหมู่บ้านหรงซิ่งในมณฑลเหอหนานเพื่อปรับพฤติกรรม แม้แต่ทะเบียนบ้านและชื่อในเมืองหลวงอย่างปักกิ่งก็ถูกริบหมดสิ้น

ตอนนั้นตระกูลหลูมีเพียงบุตรชายคนโตที่ยังอายุน้อย ตอนนี้ผ่านมาหลายปีกลับมีลูกหลานมากมาย ต้องกล่าวว่าเพราะยังมีเส้นสายจากสหายบางคนช่วยไว้ ทำให้คนในตระกูลไม่ถูกส่งไปเมืองชายแดนแสนรกร้างและหนาวเย็นเช่นคนอื่น ทว่าก็สร้างความอัปยศและปวดใจให้แก่เจ้าตระกูลหลูยิ่ง

ผ่านมาหลายปีตระกูลหลูจึงลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านหรงซิ่งได้ ตอนนี้หลูสงยังได้ตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้าน ทำให้คนในครอบครัวไม่ลำบากนัก ยามแบ่งปันผลผลิตนับว่าใช้เส้นสายต่อรองกับเจ้าหน้าที่ทางการได้บางส่วน ชีวิตไม่ลำบากจนเกินไป ถือว่าดีกว่าชาวบ้านปกติอยู่บ้าง

“เสี่ยวจ้านไม่เป็นไรครับพ่อ เหมือนจะจริงอย่างที่เสี่ยวฉีบอก ไม่มีบาดแผลหรือร่องรอยอะไรบนตัวน้องสี่เลย คาดว่าเขาคงสะดุดตอนเข้ามาทำให้หัวชนกับผนังคอกหมูจริง ๆ”

ชายชรามองไปยังอี้หยางที่ได้ชื่อว่าไป๋ฉีไปแล้วอย่างหงุดหงิด อีกไม่นานเงินทองที่เขาส่งไปหาสหายเก่าหลายคนอาจได้ผล ตอนนี้ไม่อาจมีเรื่องอื้อฉาวใดได้ การมีอยู่ของลูกสาวคนเล็กและหลานชายตรงหน้าอาจทำให้ความฝันในการได้กลับไปใช้ชีวิตในเมืองหลวงอีกครั้งต้องจบสิ้นลงหรือไม่? แค่คิดเขาก็หงุดหงิดแล้ว และไม่อยากเสี่ยงด้วย

ลูกสี่หรือหลูจ้านที่สลบไปพลันได้สติขึ้นมาพอดีระหว่างที่พี่ชายทั้งสองประคอง เขาพลันสะบัดพี่ชายทั้งสองออกไปและมองไปรอบข้างอย่างตกใจและโมโหอย่างมาก ตะโกนร้องว่า

“ใคร! ใครทำร้ายฉันวะ!”

ตลอดเวลาอี้หยางเพียงสังเกตทุกอย่างด้วยแววตาสงบ ด้วยความทรงจำของไป๋ฉีและสติปัญญาของอี้หยาง เขาก็ทราบแล้วว่าตัวเองและมารดาอยู่ในฐานะใด ไม่มีความโกรธ ไร้ความหงุดหงิด นั่นเพราะสำหรับอี้หยางแล้วเขาไม่เกี่ยวข้องกับคนเหล่านี้แต่แรก คงมีเพียงแม่ของเขาที่เขาไม่อาจตัดได้

“แก! เจ้าตัวสารเลว! แกทำให้ตระกูลหลูเสียชื่อเสียงอีกแล้ว!!?”

หลูจ้านตะโกนพร้อมพุ่งเข้ามาหาอี้หยาง เขาไม่กระพริบตาด้วยซ้ำ ในใจคิดว่าควรฆ่าอีกฝ่ายและคนในตระกูลเลยหรือไม่? ทว่าชายชราหัวหน้าตระกูลพลันขวางบุตรชายไว้ก่อน เขาพูดว่า

“พอแล้ว! แกพังประตูเข้ามาจนสะดุดล้มลงไปชนผนังเองยังจะโทษใครอีก!”

ชายชราไม่ถึงกับรักบุตรชายคนที่สี่มากกว่าคนอื่นนัก ต่างจากภรรยา หลูจ้านแม้ไม่พอใจแต่เมื่อคิดไปแล้วเขาก็คลับคล้ายคลับคลาว่าหัวไปกระแทกอะไรจริง ๆ จดจำอะไรแทบไม่ได้ เรื่องที่ว่าหลานชายจะทำร้ายเขาได้นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ แถมตอนนั้นยังมืดมาก ดูท่าเขาจะสะดุดเองจริง ๆ

หลูสงมองลูกชายคนที่สี่ด้วยความสมเพช เพราะเขาและฝ่ายกุมอำนาจที่เลือกตอนนั้นพ่ายแพ้ในสงครามปฏิวัติ เมื่อถูกส่งมาที่หมู่บ้านหรงซิ่งเมื่อหลายปีก่อนแทบไม่มีจะกิน ทำให้ไม่สามารถส่งบุตรชายหรือบุตรสาวคนใดเรียนหนังสือได้อีก ลูกชายคนโตจนถึงคนที่สามยังพอมีหัวคิด แต่ลูกคนที่สี่ช่างโง่งมยิ่ง ไม่ทราบหากกลับไปเมืองหลวงได้จริงจะทำเขาขายหน้ามากหรือไม่? ชายชราได้แต่ส่ายหน้า การไม่ได้รับการศึกษาเป็นข้อเสียใหญ่จริง ๆ

อี้หยางไม่ถึงกับอ่านใจตาตัวเองได้ แต่เพียงมองก็ทราบว่าอีกฝ่ายกำลังสมเพชลุงสี่ของเขา ยุค 80 นั้นเพิ่งจะเริ่มฟื้นฟูการสอบเกาเข่าได้ไม่กี่ปี เด็ก ๆ นับล้าน ๆ หรือสิบล้านคนต่างแย่งชิงที่ว่างในการเรียนมหาวิทยาลัยไม่กี่แห่ง ไม่ต้องกล่าวถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งสามคือชิงหัว ปักกิ่ง ฝูต้าน ขอเพียงสอบได้คะแนนพอเข้าวิทยาลัยการอาชีพได้ก็ราวกับฝันแล้ว

เพราะเมื่อจบแล้วรัฐย่อมจัดสรรที่อยู่และงานให้ กล่าวได้ว่าจากคนยากจนย่อมกลายเป็นผู้มีอันจะกินขึ้นมาทันที แม้แต่ทะเบียนบ้านก็จะได้รับมอบ สามารถพาบิดามารดาและครอบครัวไปอยู่ด้วยกันได้ หลุดพ้นจากฐานะชนชั้นล่าง ขึ้นสู่ครอบครัวปัญญาชนทันที ได้รับทั้งเกียรติและเงินทอง พ่อแม่ใครบ้างจะไม่ส่งบุตรหลานไปเรียน?

นี่คือเรื่องจริง ประเทศจีนยึดติดกับเรื่องการสอบเกาเข่ามากจนสถานีโทรทัศน์ยุคเก่ายังมาทำรายการ จนแม้แต่ในอนาคตผู้สอบได้สิบอันดับแรกยังโด่งดังกว่าดาราบางคนเสียอีก ในอดีตยิ่งแล้วใหญ่ นักศึกษามหาวิทยาลัยดังราวกับเทพน้อย ๆ องค์หนึ่งก็ไม่เกินไปนัก

“ใช่แล้ว! เจ้าเด็กสารเลว! เสี่ยวเหรินบอกว่าเมื่อวานครูที่โรงเรียนหรงซิ่งจือจ้านบอกมาว่าแกทดสอบได้คะแนนเพียงสิบจากร้อย เท่านั้นยังไม่พอ พวกเขายังบอกว่าแกทุจริตตอนสอบ หากชาวบ้านคนอื่นทราบเรื่อง เกรงว่าจะส่งผลกับอนาคตของหลาน ๆ ทุกคนในตระกูลหลูแล้ว!”

เสี่ยวเหรินหรือหลูต้าเหริน ลูกสาวของหลูจ้านคนพูด เธอนับเป็นหลานคนที่สามของหลูสง เด็กสาวอายุเท่ากับอี้หยาง เธอกลับไม่ห่วงใยบิดาตัวเองแม้แต่น้อย ตลอดเวลายืนยิ้มอยู่ด้านหลังหญิงสาวที่ยืนอยู่อีกคนมาตลอด

“ลูกสี่! แกว่าอะไรนะ!? เสี่ยวฉีนะหรือได้คะแนนเพียงสิบจากร้อย!? ทั้ง! ทั้งยังทุจริตการสอบด้วย!!”

หลูสงถามกลับด้วยความโมโหจนขนคิ้วตั้งชัน ชายชราหันไปมองสองแม่ลูก ไม่มีใครสังเกตนอกจากเด็กหนุ่มด้านนอกที่อายุมากกว่าอี้หยางประมาณสองปี ว่าเหตุใดไป๋ฉีผู้อ่อนแอและขี้ขลาดที่ไม่มีอะไรดีนอกจากหน้าตา ตอนนี้กลับยืนขวางหน้าแม่ของตัวเองราวกำแพงเหล็ก กระทั่งสีหน้าและแววตายังทำให้เด็กหนุ่มนอกประตูเผยความแปลกใจขึ้นมา หากมิใช่เพราะหลายปีที่ผ่านมาอีกฝ่ายอยู่ใต้ตัวเองมาตลอด เขาคงคิดว่ามีผีสางมาสิงไป๋ฉีแล้ว

อี้หยางประมวลความทรงจำของร่างนี้อย่างรวดเร็ว คำสั่งสอนในอนาคตจากพรรคที่เขาสังกัดหล่อหลอมเขาจนกลายมาเป็นมือสังหารและสายลับชั้นเลิศ แม้จะเป็นเพียงบุคลากรตำแหน่งเล็ก ๆ ทว่าเมื่อเทียบกับหน่วยงานลับอื่น ๆ พรรคของเขากลับอยู่ในจุดสูงสุด ภายใต้เงามืดของโลกใต้ดิน พรรคของอี้หยางคือมัจจุราชอย่างแท้จริง

อี้หยางจำได้ว่าเมื่อวานมีการสอบจริง แต่เขาไม่ได้ทุจริต โชคดีที่ครูผู้หญิงคนนั้นมีจิตใจเมตตาและช่างสังเกต สุดท้ายไม่พบหลักฐานจึงไม่ได้ลงโทษอะไร แต่ครูย่อมต้องบอกผ่านหลูต้าเหรินที่เป็นญาติว่าให้ทางครอบครัวไป๋ฉีออบรมเขาให้ดี หาไม่ในอนาคตเขาอาจทำผิดจริง ๆ ก็ได้

อี้หยางคาดว่านี่คงเป็นการใส่ร้ายที่มีการวางแผนไว้แล้ว เขาหาได้ทุกข์ร้อนไม่ ยังคงยืนชมการละเล่นนี้อย่างสงบแต่ไม่มีใครสังเกต

ตอนนี้เองเด็กหนุ่มด้านนอกกลับเดินเข้ามา เขาเข้าไปจับแขนชายชราหัวหน้าตระกูล กล่าวด้วยสีหน้าเอาใจอีกฝ่ายว่า

“คุณปู่ครับ เสี่ยวฉีเพียงอยากทำคะแนนให้ดีเพื่อเอาใจคุณปู่คุณย่า จึงต้องทำถึงขนาดนั้น ที่สุดแล้วก็เพราะอยากให้คุณปู่กับคุณย่าชื่นชม เขาทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คุณปู่และคุณลุงอย่าโกรธเขาเลยครับ นี่เป็นเพราะผมไม่ดีเอง ที่ไม่ดูแลเสี่ยวฉีจนเขาหลงผิดขนาดนี้ คุณปู่คุณย่าโทษผมแทนเถอะครับ”

ไม่เพียงเด็กหนุ่มพูดด้วยสีหน้าสำนึกผิด แม้แต่น้ำเสียงยังแสดงออกถึงความเสียใจอย่างชัดเจน นอกจากอี้หยางแล้วทุกคนต่างเชื่อเด็กหนุ่มกันหมด และมองเขาด้วยแววตาชื่นชม

ทว่าอี้หยางที่ผ่านความตายมาทุกเมื่อเชื่อวัน และการฝึกอันหนักหน่วงของเขาย่อมมองอีกฝ่ายออกตั้งแต่ยังไม่ทันเอ่ยปากแล้ว อี้หยางเพียงคร้านที่จะแก้ตัวเท่านั้น กล่าวตามตรงคือเขาคิดว่าเรื่องตรงหน้านี้ราวกับละครหลังข่าวด้วยซ้ำ เกียจคร้านจะต่อปากต่อคำด้วยจริง ๆ

“ปินเอ๋อร์เป็นเด็กดีจริง ๆ ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดหลานเลยแท้ ๆ แต่เจ้าเด็กสารเลวนี่ตาปล่อยมันไว้ไม่ได้แล้ว ไม่งั้นมันอาจทำลายอนาคตตระกูลหลูของพวกเรา ไม่แน่อาจทำให้ความก้าวหน้าของหลาน ๆ คนอื่นหมดกันไปด้วย”

ชายชราหันไปลูบหัวหลานชายคนโต เขามีชื่อว่าหลูหวังปิน บุตรของหลูติงซานที่เป็นลูกชายคนโตของหลูสง หลูติงซานได้ยินพ่อตัวเองพูดแบบนั้นก็ลอบยิ้มอย่างพอใจ ส่งผลให้พี่น้องของเขาอีกสามคนชักสีหน้าไม่พอใจและอิจฉา แต่ใครใช้ให้หลูหวังปินเกิดมาฉลาดกว่าลูกของพวกเขาเล่า?

เด็กหนุ่มไม่เพียงสอบเข้าวิทยาลัยการอาชีพได้ในปีนี้ แต่ยังได้คุณหนูตระกูลจินเป็นแฟนด้วย ถือว่าเป็นแก้วตาดวงใจของตาและยายตระกูลหลู พี่น้องคนอื่นได้แต่โทษว่าบุตรตัวเองเท่านั้น

ยายของอี้หยางเองตอนนี้มองหลูหวังปินด้วยสายตาภูมิใจยิ่ง ในสายตานางนอกจากไป๋ฉีแล้วหลานคนอื่นนับว่าไม่เลว แต่หวิงปินคือหลานชายที่เธอรักและเอาใจที่สุด ยามนี้อีกฝ่ายสร้างชื่อเสียงให้ตระกูล มีชื่อกล่าวขานไปทั่วหมู่บ้านหรงซิ่ง แม้แต่ครูและอาจารย์ใหญ่ที่โรงเรียนมัธยมยังชื่นชมมาไม่ขาด นับว่าตระกูลหลูได้เพชรเม็ดงามจริง ๆ

“คุณพูดถูก เจ้าหลานไม่ได้เรื่องคนนี้หากพวกเรายังเก็บมันไว้ในตระกูลเกรงว่าคงทำลายตระกูลหลูแน่ คุณดูสิ หากครูหวังไม่เมตตา เกรงว่าเจ้าเด็กเลวนี่คงถูกไล่ออกแล้ว ถึงตอนนั้นต่อให้ปิดเรื่องอย่างไรชาวบ้านย่อมรู้กันทั่ว หากคนที่วิทยาลัยของปินเอ๋อร์ทราบ ไม่แน่ว่าอาจมีผลกับเขาด้วย คุณก็รู้ว่าตระกูลหลูอดทนมานาน หากมีเรื่องทุจริตเช่นนี้ พวกเรายังจะมีโอกาสกลับไปเมืองหลวงหรือ?”

คำว่าเมืองหลวงคือความหวังของคนในตระกูลสือและลูกสะใภ้ทั้งหมด กว่าที่หลูสงและไห่เสี้ยนสองสามีภรรยาจะอดทนมาถึงตอนนี้ได้นับว่ายากลำบากยิ่ง ตอนนี้แม้ยังไม่ได้กลับไป แต่เงินทองที่เขาส่งไปให้สหายในปักกิ่งมาหลายปีเริ่มมีข่าวดีมาบ้างแล้ว หากเกิดเรื่องอื้อฉาวจากหลานชายตัวเอง เกรงว่าเบื้องบนอาจมองว่าทั้งสองดูแลครอบครัวไม่ได้ ยังจะให้กลับไปเพื่ออะไรอีก? ทำให้สองตายายโกรธยิ่ง แม้แต่ลุง ๆ ของอี้หยางก็แทบอยากทุบตีเขาแล้ว

“คุณพ่อ คุณแม่ ฉีเอ๋อร์ผิดไปแล้ว! ลูกขอร้องพวกท่านทั้งสอง โปรดอภัยให้เขาด้วย ไม่ว่าอะไรลูกยอมหมดทุกอย่าง ขอแค่อย่าลงโทษเขาก็พอ!”

นางหลูเหมยรีบลงไปคุกเข่าก้มหัวแทบติดโคลนขอร้องพ่อและแม่กับพี่ชายตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังหันไปขอร้องหลูหวังปินที่มีศักดิ์เป็นหลานตัวเองด้วย

“เสี่ยวปิน น้าขอร้องละ ช่วยฉีเอ๋อร์ด้วย! ช่วยเขาด้วยนะ!”

อี้หยางหาได้มีความรู้สึกต่อผู้คนในคอกหมูนี้ นั่นเพราะเขาต้องยอมรับว่าตัวเจ้าของร่างก็ไม่ได้เรื่องจริง ๆ แม้ความจริงเขาไม่ได้ทุจริตการสอบ แต่ตลอดชีวิตกลับไม่ทราบเลยว่าพี่น้องตนเองจ้องทำลายตัวเขา ทั้งที่รู้ว่าการทุจริตการสอบในประเทศจีนนั้นไม่เหมือนประเทศอื่น แม้แต่ปัจจุบันยังมีข่าวว่าผู้ทุจริตแม้จะเป็นเด็กก็ถูกนำตัวไปสอบสวนและลงโทษ ทั้งชีวิตไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปากอีก แถมตระกูลยังถูกตราหน้ารังเกียจจากคนในสังคมด้วย

การที่ครูหวังจากโรงเรียนเมตตานี่ถือว่าไป๋ฉีโชคดีมากแล้วจริง ๆ ทว่าอี้หยางมั่นใจว่าเจ้าของร่างไม่ได้ทุจริต จึงไม่เอาอารมณ์กับเรื่องนี้ แต่การที่แม่ของเขาลงไปคุกเข่ากับพื้นเพื่อขอร้องอย่างน่าเวทนานี้ กลับทำให้อี้หยางรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

หากชะตากำหนดให้เขากลับมาเกิดใหม่ เขาย่อมต้องใช้ชื่อไป๋ฉีนับแต่นี้ เขาไม่เหลือสหายข้างกายร่วมรบ ไม่เหลือร่างกายที่แข็งแกร่ง ไม่มีเงินทองเหมือนก่อน ทว่าแล้วอย่างไร? เกิดใหม่อีกครั้งในยุค 80 แล้วนี่ นับแต่นี้ไม่ว่าตัวเขาหรือแม่ของเขา ไม่ว่าใครก็ห้ามแตะต้องอีก! ไป๋ฉีพลันกล่าวเสียงดังว่า

“งั้นก็แยกบ้าน! ตั้งแต่นี้ผมกับแม่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลหลูอีก!”

………………………………..

ติดตามเพจผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/เส้าหลง-110162978229016

facebook : @shaolong99 ช่วยกดแชร์เพจหลังอ่านจบให้ด้วยนะครับ จะเป็นพระคุณกับเส้าหลงมากครับ

เรียกร้องขอเงินทองก่อนสิ

สิ้นคำพูดของไป๋ฉีแล้วทำให้คนทั้งหมดต่างเบิกตามองเขา รวมถึงเหล่าลูกสะใภ้ของหลูสงที่พากันมาได้ยินพอดีหลังจากเสร็จงานในบ้าน ไป๋ฉียังกล่าวว่า

“คนในตระกูลมาพร้อมกันหมดแล้วนี่ ตาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านอยู่แล้ว แค่เชิญเจ้าหน้าที่ทางการมาลงบันทึกก็พอไม่ใช่หรือครับ? หรือแค่จะลงโทษผมอย่างเดียว ไม่ได้คิดไล่ผมกับแม่ออกจากตระกูลหรือ?”

คำพูดรู้ทันตัวเองของหลานชายทำให้หลูสงทั้งโกรธและสงสัยยิ่ง ตลอดมาเจ้าเด็กเลวตรงหน้ามีแต่จะกลัวเขาที่เป็นตา ไม่ว่ากี่ครั้งขอเพียงเขาเอ่ยปากอีกฝ่ายย่อมไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าแล้ว ไม่ทราบทำไมตอนนี้เจ้าเด็กไร้ค่าคนนั้นถึงกล้าพูดกับเขาแบบนี้?

“ดี! ดี! นางลูกอกตัญญู แกดูสิว่าลูกชายสารเลวของแกปากดีขนาดไหน!? ดีแล้วที่มันไม่ได้ใช้สกุลหลูของฉัน! นับแต่นี้พวกแกสองคนไม่ใช่คนสกุลหลูอีก!”

ชายชราพรุสวาทออกมาต่อหน้าลูกสาวตัวเอง หลูเหมยร้องไห้เพื่อขอร้องอย่างน่าเวทนา ทว่าไป๋ฉีกลับดึงตัวแม่เขาขึ้นมาจากพื้น ปัดเช็ดคราบสกปรกที่เข่าและเท้าอีกฝ่ายต่อหน้าคนอื่น และกล่าวทันทีว่า

“แม่ไม่ต้องร้องแล้ว ผมไม่ใช่คนสกุลหลู ตั้งแต่นี้แม่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับคนพวกนี้อีก”

หลูเหมยอึ้งไป หลายปีมาแล้วเธอถูกเหล่าพี่สะใภ้กดขี่และใช้งาน รวมทั้งเธอมีนิสัยโอนอ่อนและไม่สู้ใคร เป็นเพียงหญิงเรียบร้อยมากคนหนึ่ง จะกล้าออกจากตระกูลได้อย่างไร? หาไม่แล้วเธอกับลูกชายจะอยู่อย่างไร? ลำพังตัวเธอไม่เท่าไร แต่ไป๋ฉีจะเรียนต่อได้อย่างไร? อนาคตลูกชายเธอย่อมไม่เหลือแล้ว ภายหน้าจะมีลูกสาวบ้านไหนยอมแต่งให้เขา?

“ไม่! ไม่ได้นะฉีเอ๋อร์ หากพวกเราแยกบ้านไป ลูกจะเรียนต่อได้ยังไง? ลูกจะทิ้งอนาคตตัวเองหรือ?”

ตลอดมาแม้หลูเหมยถูกข่มเหงรังแกยังพอทนได้เพราะอย่างน้อยบิดามารดายังส่งเสียให้ลูกชายเธอได้เรียน หากให้ออกจากตระกูลหลูแล้วเธอจะหาเงินอย่างไรมาให้ลูกชายเรียนได้? ตลอดชีวิตนอกจากตอนที่ไปเมืองอื่นหลูเหมยก็แทบไม่เคยทำอะไรนอกจากงานบ้านแทนพวกพี่สะใภ้อีกเลย

“ไอ้เด็กปากดี! กล้าบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนสกุลหลู น้ำหน้าอย่างแกเรอะจะใช้แซ่หลูของฉัน!? แม่สารเลวของแกไปท้องกับผู้ชายที่ไหนมาก็ไม่รู้! ตระกูลหลูให้ที่ซุกหัวนอนแกกับแม่แกก็ดีเท่าไรแล้ว!? ถุย!”

ไป๋ฉีทราบจากความจำแล้วว่าบิดาเขาเป็นใครไม่ทราบ แม่ของเขาถูกชายชราจับส่งไปแต่งงานที่เมืองอื่น ทว่ายังไม่ทันเข้าพิธี คืนนั้นกลับพบว่าเธอถูกคนร้ายข่มขืนในความมืด แต่จะบอกว่าข่มขืนหลูเหมยก็กล่าวไม่เต็มปากนัก นั่นเพระเธอถูกเหล้ามอมเมาทำให้แทบจดจำอันใดไม่ได้

ตอนแรกเพราะใบหน้าของหลูเหมยงดงามยิ่ง หลูสงที่คิดใช้ลูกสาวดองกับตระกูลสหายที่เมืองหลวงเพื่อให้อีกฝ่ายช่วยพาตนเองกลับปักกิ่ง ทว่าหลูเหมยดันหนีกลับมาที่ตระกูลหลู ให้เหตุผลว่าเธอเสียตัวไปแล้ว

ประกอบกับหลูสงไม่เสี่ยงส่งบุตรสาวที่เสียตัวแล้วไปแต่งกับลูกชายสหาย เพราะกลัวว่าหากอีกฝ่ายทราบว่าเธอไม่บริสุทธิ์ เรื่องที่จะพาเขากลับปักกิ่งอาจสูญสลายได้ ครั้นจะไล่ลูกสาวไร้ประโยชน์ไปแล้วก็ไม่ได้ เพราะหากเธอไปฟ้องร้องทางการเรื่องที่ถูกข่มขืน จะอย่างไรต้นเหตุย่อมมาจากพ่อเช่นเขา ที่ไม่ดูแลลูกสาวให้ดี

สุดท้ายผ่านมาหลายปี ด้วยเงินทองที่สะสมและจดหมายมากมายที่หลูสงส่งไปอย่างต่อเนื่อง ยังสามารถรักษาสัมพันธ์ภาพกับสหายคนนั้นไว้ได้

ฝ่ายไป๋ฉีทราบเพียงจากคำบอกของหลูเหมยผู้เป็นมารดา ว่าเธอจดจำได้ว่าบิดาของเขาเอ่ยสกุลตัวเองออกมาในคืนนั้นยามเมามายเช่นกัน หลูเหมยจำชื่ออีกฝ่ายไม่ได้เพราะทั้งตกใจและสติถูกเหม้ามอมไว้หมด จำได้เพียงแซ่ที่คนผู้นั้นบอกมา อาจเพราะคนผู้นั้นดื่มไปมากกว่าเธอ หลูเหมยที่ตื่นขึ้นก่อนตั้งแต่เช้ามืดจึงหลบหนีออกมาได้

“ตกลงจะให้ผมกับแม่อยู่ต่อหรือจะให้ออกไป? เลิกพูดมากได้แล้ว”

ไม่ว่าสีหน้าหรือท่าทางยิ่งทำให้ทุกคนแปลกใจ โดยเฉพาะหลูหวังปินที่สงสัยกว่าใครเพื่อน แต่ความสนใจของเขาก็ไม่มากไปนัก คิดว่าอีกฝ่ายเพียงแสดงออกด้วยนิสัยใจร้อนเท่านั้น คนถูกไล่ออกจากตระกูล ย่อมไม่พอใจอยู่แล้ว เขาจึงออกหน้ากล่าวว่า

“คุณปู่ เสี่ยวฉีเพียงใจร้อนตามประสา คุณปู่กับคุณย่าอภัยให้เขาเถอะครับ ผมไม่กลัวหรอกว่าเรื่องเสี่ยวฉีทุจริตการสอบจะทำให้วิทยาลัยการอาชีพไล่ผมออก หรือต่อให้ไล่ออก ผมก็ไม่ยอมให้เสี่ยวฉีกับน้าเหมยไปลำบากได้หรอกครับ”

ไม่มีใครนอกจากไป๋ฉีที่มองละครลิงตรงหน้าออก เขาไม่รอให้ตาและยายของตัวเองโอ้โลมหลานรักอีก รีบกล่าวว่า

“ถ้ายังไม่ตามเจ้าหน้าที่ทางการมา งั้นพวกเราก็ไปหาครูที่โรงเรียนกันเถอะครับ จะได้ถามกันไปเลยว่าตกลงเรื่องเป็นมายังไงแน่ ดีไหมพี่หวังปิน?”

กับมือสังหารเช่นไป๋ฉีแล้ว การจะเล่นละครแบบอีกฝ่ายย่อมเหนือกว่ามาก คำพูดของเขาทำให้หลูหวังปินและเด็กสาวอีกสองคนด้านนอกสะดุ้งในใจขึ้นมาทันที หากไปถามครูจริง เกรงว่าทั้งสามจะเสียมากกว่าได้แล้ว ดีที่หลูสงเชื่อแต่หลานชายคนโปรด อีกทั้งเขาอยากไล่ลูกสาวและหลานชายไร้ประโยชน์ออกไปนานแล้ว จึงกล่าวว่า

“เจ้าสาม! ไปตามเจ้าหน้าที่จากอำเภอมา นำของเล็กน้อยไปมอบให้เขาด้วย เร่งให้เขารีบมาเร็วที่สุด”

เจ้าสามที่ว่าคือบุตรชายคนที่สามของหลูสงชื่อหลูอี้ เขาได้ยินพ่อสั่งแล้วไม่พอใจนัก ทั้งที่น้องสี่ของเขาก็อยู่ ไฉนจึงต้องใช้เขาด้วย? ความลำเอียงเช่นนี้ไม่เคยหมดสิ้นเสียที แม้แต่ลูกชายคนรองชื่อหลูปู้เซียงเองก็ไม่พอใจบิดาและน้องสี่ของเขาเช่นกัน

รวมถึงภรรยาของทั้งสองก็ไม่พอใจพ่อสามีและน้องสี่ของสามี ทว่าพวกนางอยู่ในตระกูลหลู ได้แต่จำใจยอมรับเรื่องเช่นนี้ หรือจะให้พวกนางถูกไล่ออกจากตระกูลด้วย?

หลูอี้ออกไปตามคำสั่งบิดาอย่างไม่พอใจ บรรยากาศด้านในคอกหมูอึมครึมยิ่ง เด็กสาวด้านนอกชื่อหลูเสี่ยนเซียนที่เป็นลูกสาวลุงรองของไป๋ฉีกล่าวว่า

“เสี่ยวฉี หากแยกบ้านไปแล้วการสอบคัดเลือกกับสอบเกาเข่าในปีนี้ล่ะ? นายไม่สอบแล้วหรือ?”

ผลการเรียนของไป๋ฉีคนเก่าทุเรศเกินจะบอกได้ การที่หลูเสี่ยนเซียนพูดเช่นนี้เหมือนจะห่วงเขา แท้จริงคือการทำให้หลูสงยิ่งโมโหมากขึ้นเท่านั้น และยังดูถูกไป๋ฉีทางอ้อมด้วย

ส่วนภรรยาของลุงไป๋ฉีที่ยืนกันอยู่ต่างคิดไปอีกแบบหนึ่ง นางไห่เอ้อหนันที่เป็นลูกสะใภ้ใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า

“คุณพ่อ ถึงยังไงครูที่โรงเรียนก็ไม่เอาเรื่องแล้ว น้องเหมยกับเสี่ยวฉีจะอยู่อย่างไรหากแยกบ้านไป? เรื่องนี้คุณพ่อไม่ลองคิดใหม่เหรอคะ?”

เป็นเพราะหลูเหมยเหมือนสาวใช้ในตระกูลไปแล้ว ไม่ว่าหุงข้าวหรือซักเสื้อผ้าและทำความสะอาดบ้านล้วนเป็นเธอที่จัดการแทนคนในบ้านทั้งหมด หากหลูเหมยและลูกชายแยกบ้านไปจริง ก็ต้องเป็นพวกเธอเหล่าสะใภ้ที่เหลือที่ต้องแบ่งกันทำแทน ชีวิตสุขสบายที่ผ่านมาย่อมหายไป สะใภ้ทั้งสี่คนย่อมไม่ยินยอมพร้อมใจแน่

“ไม่ใช่ว่าพวกป้าต้องทำงานแทนแม่ผมเหรอ? อย่ามามือถือสากปากถือศีลเลย ผมจะอ้วกแล้ว”

แต่ไรมาอี้หยางในอนาคตไม่ใช่คนเงียบนัก เขาที่มองเรื่องราวออกจากความจำของไป๋ฉีย่อมอยากจะอ้วกจริง ๆ ยังไงวันนี้ก็ต้องแยกบ้านอยู่แล้ว ด่าอีกฝ่ายก่อนไปก็ไม่ขาดทุนนี่ หลายปีที่แม่เขาต้องลำบากรับใช้คนในบ้านนี้ราวกับคนใช้เขาย่อมต้องเอาคืนบ้าง

“แกอย่าปากดีให้มันมากนัก! อยากโดนทุบตีหรือ!?”

หลูจ้านตะคอกไป๋ฉี แต่หลูสงขวางเขาไว้ก่อน เพราะอีกเดี๋ยวเจ้าหน้าที่ทางการมาเห็นว่าไป๋ฉีถูกทำร้าย เกรงว่าเรื่องจะยุ่งยาก

ไม่นานจากนั้นเจ้าหน้าที่ทางการก็มา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ตามมโนธรรมแล้วเจ้าหน้าที่ย่อมต้องสอบถามทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะทางหลูสงที่เป็นหัวหน้าตระกูลก่อน

“แยกบ้านย่อมทำได้ แต่ชาวบ้านจะนินทากัน หัวหน้าหมู่บ้านหลูไม่กลัวหรือ?”

หลูสงมีแต่จะไล่สองแม่ลูกออกไป จะมีใจมากลัวชาวบ้านอันใดอีก? หากปล่อยตัวเลวเช่นไป๋ฉีไว้ยิ่งจะทำลายตระกูลหลูของเขาสิไม่ว่า ทว่าเจ้าหน้าที่ทางการยังไม่ออกเอกสารให้โดยง่าย สุดท้ายหลูสงเรียกอีกฝ่ายไปด้านนอกเพื่อพูดคุยกันลับ ๆ

ตอนนี้เองที่หลูเหมยถามกับลูกชายว่า

“ฉีเอ๋อร์ พวกเราจะทำยังไงดี?”

อาจเพราะไป๋ฉีในวันนี้แปลกไปจากปกติมาก ไม่ว่าสีหน้าหรือท่าทาง หลูเหมยที่ปกตินิสัยอ่อนแออยู่แล้วจึงเกิดความคิดพึ่งพาโดยไม่รู้ตัว ไป๋ฉีแม้ยังไม่เกิดความผูกพันกับแม่ของร่างนี้มากนัก แต่เมื่อเขายอมรับตัวเองว่าต้องใช้ชีวิตในร่างนี้แล้ว อีกฝ่ายย่อมเป็นแม่แท้ ๆ ของเขา เขาที่ไม่เคยมีแม่มาก่อน ย่อมหวงแหนและดีต่ออีกฝ่าย จึงตอบว่า

“แม่ไม่ต้องกลัว ผมจัดการเองครับ”

แววตามั่นคงและท่าทางเด็ดเดี่ยว ทำให้หลูเหมยได้แต่พยักหน้ารับ ในเมื่อลูกชายพูดเช่นนี้เธอก็ได้แต่ยอมรับแล้ว ไม่นานหลูสงและเจ้าหน้าที่ก็เข้ามา เมื่อทั้งสองกลับมาแล้วเจ้าหน้าที่จึงอธิบายการแยกบ้าน หลัก ๆ ก็ไม่มีอะไรมาก มีเพียงผลทางกฎหมายว่าทั้งสองบ้านไม่เกี่ยวข้องกันอีก เช่นหากคนในตระกูลหลูทำอะไรผิด ต่อให้หลูเหมยที่แซ่เดียวกันก็ไม่ต้องรับผิดด้วย ทว่าช่วงสุดท้ายเจ้าหน้าที่กล่าวว่า

“ในเมื่อตกลงกันแล้ว ผมก็เตรียมเอกสารมาให้ทั้งสองบ้านเซ็นพอดี”

หลูสงย่อมเซ็นอย่างรวดเร็ว ทว่าไป๋ฉีกลับห้ามแม่ตัวเองไว้ก่อน เขายิ้มกล่าวว่า

“คุณเจ้าหน้าที่ แยกบ้านย่อมต้องเซ็น แต่ต้องคุยเรื่องเงินติดตัวก่อนไม่ใช่เหรอครับ? ให้ผมกับแม่สองคนออกจากบ้านไปโดยไม่มีอะไรยาไส้ ไม่คิดว่าเป็นเรื่องโหดร้ายไปหน่อยหรือครับ? เกิดผมปากสว่างขึ้นมา…คงไม่ดีเท่าไรใช่ไหม?”

คนทั้งหมดแม้แต่แม่ตัวเองยังมองมาที่เขา หลูสงทุบผนังดังปัง เพราะไม่คิดว่าหลานไร้ค่าของเขาจะถามถึงเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ทางการลอบแลบลิ้นเล็กน้อย เป็นเพราะชายชราแอบมอบเงินให้เขานิดหน่อย เพื่อมิให้ต้องเสียเงินติดตัวให้บุตรสาวออกไป ทว่าเมื่อไป๋ฉีท้วงออกมา เขาย่อมพูดว่า

“ผมลืมไปเลย หัวหน้าหมู่บ้านหลู เสี่ยวเหมยจะแยกบ้านไปกับเสี่ยวฉี คุณที่เป็นพ่อกับตาจะไม่ให้เงินทองพวกเขาเลยเหรอ? นี่ออกจะใจดำไปหรือเปล่า?”

เจ้าหน้าที่กล่าวแล้วมองไปยังหลูเหมย หากไม่ติดว่าเขาแต่งงานแล้วกับอีกฝ่ายมีชื่อเสียงแย่ ด้วยความสวยของหลูเหมยเกรงว่าชายหนุ่มทั้งหมู่บ้านและในอำเภอคงพาแม่สื่อมาสู่ขอเธอมากมายแล้ว เจ้าหน้าที่ทางการรับเงินจากหลูสงมาแล้วก็จริง แต่ชายชราก็ได้ประโยชน์จากเขาเวลาแบ่งผลผลิตประจำปี ย่อมไม่กล้าเอาเรื่องกับเขา แถมหากหลูเหมยหรือไป๋ฉีไปฟ้องร้องที่อำเภอ เขาย่อมลำบากแน่

…………………………………

ติดตามเพจผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/เส้าหลง-110162978229016

facebook : @shaolong99 ช่วยกดแชร์เพจหลังอ่านจบให้ด้วยนะครับ จะเป็นพระคุณกับเส้าหลงมากครับ

ความรักที่ผ่านไปแล้ว

“นี่ นี่”

หลูสงหรือจะไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ทางการเล่นเขาแล้ว ชายชราเจ็บใจนัก! หากเขายังยิ่งใหญ่เหมือนเมื่อก่อน ข้าราชการตัวเล็ก ๆ เช่นนี้หรือจะกล้าขัดคำเขา? สุดท้ายหลูสงได้แต่ปั้นยิ้มพูดว่า

“คุณเจ้าหน้าที่พูดถูกแล้ว เป็นผมที่เลอะเลือนไป ยังไงหลูเหมยก็เป็นลูกสาวผม เสี่ยวฉีก็เป็นหลาน ผมย่อมต้องแบ่งเงินให้ทั้งสองไปตั้งตัวบ้าง”

หลังจากนั้นหลูสงจำต้องแบ่งเงินให้กับหลูเหมยไป แต่ด้วยความเค็มของนางไห่เสี้ยนกลับคัดค้านหัวชนฝา ไป๋ฉีได้แต่นั่งมองเหล่าคนชั่วช้าพวกนี้ถกเถียงกัน ทั้งที่แม่ของเขาที่เป็นลูกสาวของทั้งสองเองแท้ ๆ แต่ตาและยายของเขากลับใจร้ายขนาดนี้ แค่เพียงเพราะชื่อเสียงที่แม่เขาได้รับมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เธอท้องเพราะถูกใครไม่ทราบข่มขืน แถมทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะตาของเขาแท้ ๆ

สุดท้ายไป๋ฉีและแม่ของเขาได้รับเงินตั้งตัวมาเพียง 50 หยวน นี่เท่ากับเงินเพียงนิดเดียวเท่านั้น แต่นางไห่ผู้ตระหนี่แทบจะชกหัวตีอกตัวเองตายแล้วหากยังจะเอาเพิ่ม แม้แต่เจ้าหน้าที่จากทางการยังต้องยอมแพ้หญิงชรา เขาเองก็ไม่อยากวุ่นวายแล้ว แค่การแยกบ้านของครอบครัวหนึ่ง เขาไม่อยากเปลืองตัวอีก จึงจบลงเพียงเท่านี้

สมบัติในบ้านก็ไม่มีอะไรให้เก็บ เหลือแค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุดกับกระเป๋าใบเดียว ไป๋ฉีเห็นแล้วยังสมเพชตัวเอง ไม่ทราบแม่ของเขาอดทนมาขนาดนี้ได้อย่างไร? เธอซื่อเกินไปแล้ว!

เมื่อแยกบ้านเสร็จความเย็นชาและเหินห่างกลับมาอย่างรวดเร็ว ผู้คนในตระกูลหลูต่างไม่สนใจสองแม่ลูกอีก กระทั่งคำบอกลายังไม่มี หลูเหมยย่อมร้องไห้ออกมา เป็นไป๋ฉีที่จูงมือแม่เขาเดินออกมาจากคอกหมูอันสกปรกนั้น

หน้าบ้านสกุลหลู หลูหวังปินกลับยืนมองสองแม่ลูกที่ถูกไล่ออกไปด้วยใจเบิกบาน แม้เขาได้ชื่อว่าเป็นเด็กหนุ่มอนาคตไกล ทั้งยังหน้าตาดีไม่เลว ทว่าการที่เขาต้องการกำจัดไป๋ฉีออกไปเพราะว่าอีกฝ่ายอาจทำให้ประวัติของเขาด่างพร้อย ตอนนี้เขามีอนาคตที่ดีรอคอยอยู่ ยังมีคุณหนูตระกูลจินเป็นแฟนด้วย เธอคือคนที่เขาแย่งมาจากไป๋ฉี น่าสมเพชที่ญาติผู้น้องเขากลับไม่ทราบเลย

ที่สำคัญคือเขาทราบจากตาตัวเองว่าไม่นานตระกูลหลูอาจมีหวังได้กลับเมืองหลวง ไม่แน่ว่าเด็กหนุ่มจากตระกูลยากจนเช่นเขาอาจได้กลายเป็นคุณชายในปักกิ่ง แม้ตาของเขาไม่ได้เล่ามากนัก แต่เขาทราบจากยายว่าเมื่อก่อนหลูสงเป็นถึงข้าราชการฝ่ายพลเรือนตำแหน่งใหญ่โต เกิดโชคดีได้กลับเมืองหลวง ตำแหน่งที่รัฐจัดสรรให้เขาย่อมไม่น้อยแน่

หรือต่อให้ตาและเขาไม่ได้กลับเมืองหลวง ยังมีคุณหนูจินหนิงอวี่ให้เขาเกาะเพื่อปีนขึ้นสู่อนาคตที่ดีกว่า ตระกูลจินแม้ไม่ถึงกับใหญ่โต แต่ลงหลักปักฐานในมณฑลเหอหนาน มีทะเบียนบ้านในเมืองเจิ้งโจว ถึงไม่ใช่เมืองหลวงแต่ก็เป็นเมืองขนาดกลางแห่งหนึ่ง บิดาของจินหนิงอวี่รับราชการอยู่ในเขตเมืองเจิ้งโจว ภายหน้าเมื่อจบจากวิทยาลัยการอาชีพแล้ว เขาสามารถไปทำงานกับพ่อตาได้ อีกฝ่ายย่อมส่งเสริมเขาไม่น้อย ถึงจะเป็นแค่ข้าราชการชั้นผู้น้อยก็ตามที

ระหว่างที่หลูหวังปินคิดคำนวณในใจ ไป๋ฉีก็พาแม่ตัวเองเดินไปตามถนนดินจนพ้นสายตาคนที่บ้านเดิม หลูเหมยกลั้นน้ำตาไว้เพราะไม่อยากให้ลูกชายเป็นห่วง กลับได้ยินไป๋ฉีกล่าวว่า

“แม่ครับ ทำไมถึงให้ผมใช้สกุลไป๋เหรอครับ? เขา…ทำไม่ดีกับแม่ไม่ใช่เหรอ?”

นางเหมยอายุสามสิบ เสียเพียงใบหน้าผิวพรรณคล้ำจากการทำงานในนา จนกลบความสวยมากมายของเธอไป ด้วยนิสัยอ่อนแอและไม่สู้คน เมื่อลูกชายถามได้แต่คิดอย่างระแวดระวัง ตอบไปว่า

“ต่อให้แม่ไม่ให้อภัยหรือไม่รู้จักเขา แต่คนเป็นลูกควรใช้แซ่ของผู้ให้กำเนิด แม่ แม่คิดว่าหากใช้สกุลหลู ลูกอาจเสียใจว่าตัวเองไม่มี…เอ่อ พ่อ”

ไป๋ฉีจับมือมารดาเดินต่อไป เขาหาได้หันหน้ามองกลับไป นิสัยของเขาไม่เคยมองย้อนหลัง สิ่งใดที่เขาเลือกแล้วไม่เคยเสียใจ กระทั่งชีวิตที่ตายในชาติก่อนก็ด้วย เพราะเขาได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว และพูดว่า

“แม่ไม่โกรธพ่อ…เอ่อ ผู้ชายคนนั้นเหรอครับ?”

หากบอกว่าไม่โกรธย่อมโกหก เพราะเขาคนนั้นทำลายชื่อเสียงและทำให้พ่อและแม่ของหลูเหมยรังเกียจเธอมาก ขนาดถึงขั้นไล่ออกจากตระกูลได้เช่นนี้คือหลักฐาน ไป๋ฉีคนใหม่ย่อมทราบว่าการที่เขาอยู่ในตระกูลหลูมาจนอายุ 17 ปีได้ ย่อมเพราะหลูเหมยพยายามอย่างมากแน่

ควรทราบว่าประเทศจีนในสมัยก่อนยึดถือเรื่องขนบธรรมเนียม คนส่วนใหญ่แต่งงานครั้งเดียว และไม่ยอมรับบุรุษหรือสตรีที่ผิดประเวณี แม้หลูเหมยไม่เคยทำผิดประเวณีอันใด แต่การถูกชายที่ไม่ทราบแม้แต่ชื่อข่มเหงจนเธอท้อง ย่อมถูกผู้คนประณามและรังเกียจ

ชาวบ้านส่วนใหญ่ยุค 80 ไร้การศึกษามากอยู่แล้ว ยิ่งทำให้ไร้การแยกแยะเหตุผล เป็นผลให้หลูเหมยไม่อาจแต่งงานใหม่ได้ง่าย ถึงผู้ชายอื่นในหมู่บ้านต้องตานาง แต่บิดามารดาของคนเหล่านั้นย่อมไม่ยินยอมอยู่ดี

“ตอน ตอนแรกแม่ก็เสียใจและทุกข์ใจอยู่นาน แต่พอฉีเอ๋อร์เกิดออกมา แม่ แม่มีความสุขที่สุดเลย”

ถ้อยคำอันแสนเรียบง่ายทว่าจับใจผู้ที่ฟังอยู่ยิ่ง ไป๋ฉีไม่ทราบว่าเหตุใดตัวเองที่ชาติก่อนอายุร่วมยี่สิบกว่าแล้ว ตอนนี้ไยจึงมีน้ำรื้นขึ้นในดวงตาได้ ไม่ทราบว่าแม่ของเขาในชาติที่แล้วจะดีใจเหมือนแม่ตัวเองในตอนนี้ไหม? ทว่าเขาดีใจยิ่งที่ได้ยินแม่ตัวเองในชาตินี้เอ่ยออกมาแบบนั้น

“ผมนิสัยไม่ดี แถมยังขี้เกียจมาก หลายปีแล้วมีแต่ทำให้แม่ต้องลำบาก แม่โกรธผมไหมครับ?”

ตลอดเวลาที่พูดเขาไม่ได้หันกลับมา ไม่ทราบว่าเขาถามแม่ในตอนนี้หรือชาติก่อนกันแน่ แต่หลูเหมยกลับบีบมือลูกชายของเธอ ตอบกลับไปว่า

“ไม่ไม่ คนผิดเป็นแม่เอง ถ้าฉีเอ๋อร์มีพ่อ คงไม่ถูกเด็กหรือลูกบ้านอื่นและคนที่โรงเรียนล้อ คุณตากับยายของลูกคงไม่รังเกียจพวกเรา แม่ แม่ขอโทษ”

ไป๋ฉีก้าวเดินต่อไป ความทรงจำมากมายทำให้เขาได้ทราบว่าแม่คนนี้ปกป้องเขาเรื่อยมา และได้ทราบว่าที่ตัวเขาในอดีตไม่ได้เรื่องและกลายเป็นคนไร้ค่า อาจเพราะถูกล้อเลียนและแกล้งจากเด็กอื่นเพราะไม่มีพ่อ เมื่อรวมกับชื่อเสียงของแม่ตัวเองที่ไม่ทราบว่าใครปล่อยข่าวออกไป ทำให้เขาและมารดาถูกรังเกียจเสมอมา ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเรียน

ทว่าหลูเหมยกลับไม่เคยคิดว่าลูกชายตัวเองผิด นางแบกรับทุกอย่างทั้งหมด คิดเหมือนเดิมมาตลอดว่าเธอเป็นคนผิด ไม่โทษว่าสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่ตีโพยตีพายแม้แต่กระผีกริ้น เธอดีเกินไปที่จะเกิดมาในสกุลหลูนี้ ดีเกินไปจนหลูสงใช้ความเป็นพ่อคิดขายเธอให้สหายเขาเพียงเพื่อแลกกับการได้กลับไปเมืองหลวง ไป๋ฉีไม่ทราบทำไมจึงรู้สึกว่าพ่อที่เขาไม่เคยพบ หน้าอย่างน้อยคงดีกว่าตาและยายแสนโหดร้ายของเขาก็ไม่ทราบ

เมื่อผ่านถนนจนพ้นแนวหมู่บ้านหรงซิ่งแล้ว เส้นทางด้านหน้าในความทรงจำของร่างเดิมคือถนนที่จะทอดไปยังอำเภอใหญ่ สองแม่ลูกที่เดินกันมาไม่ทราบเลยว่าเดินกันมาไกลมากแล้ว ตั้งแต่เช้ามืดมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นช่วงสายแล้ว

พลันมีเสียงรถจักรยานคันหนึ่งจากด้านหลัง เมื่อไป๋ฉีหันไปมองพบว่าผู้มาคือจินหนิงอวี่ คุณหนูอายุสิบแปดผู้งดงาม เนื่องจากเธอต้องตามแม่ที่มาทำงานในเมืองอำเภอจึงเข้าเรียนที่หรงซิ่งจือจ้านได้สองปีแล้ว ปีที่แล้วเธอสอบติดมหาวิทยาลัยโทรคมนาคมและการไปรษณีย์ของปักกิ่ง ย่อว่า BUPT

ถือเป็นมหาวิทยาลัยอันดับที่ 50 ของประเทศจีน แม้ไม่มีชื่อเสียงนัก แต่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็ถือว่าเป็นปัญญาชนอันทรงคุณค่าแล้ว ยังเหนือกว่าหลูหวังปินด้วยซ้ำ เมื่อรวมกับความสวยที่มีไม่น้อยของเธอ จินหนิงอวี่ย่อมเป็นที่น่าสนใจของผู้คน โดยเฉพาะหนุ่มน้อยแรกรักทั้งหลาย แน่นอน ไม่เว้นแม้แต่ไป๋ฉีคนเก่า

แต่กลับไม่มีใครทราบว่าเด็กสาวคนนี้ที่อายุมากกว่าไป๋ฉีหนึ่งปี เธอชอบไป๋ฉีตั้งแต่ได้พบกับเขาเมื่อสองปีก่อน จะเพราะไป๋ฉีหน้าตาดีหรือเพราะความบังเอิญที่ตอนนั้นไป๋ฉีเคยช่วยอีกฝ่ายไว้นิดหน่อย ตั้งแต่นั้นทั้งสองก็สานสัมพันธ์เรื่อยมา

ทว่าเมื่อมารดาของจินหนิงอวี่ทราบ และสืบประวัติไป๋ฉีกับแม่เขามาแล้ว ย่อมไม่ยอมให้ลูกสาวมาเกลือกกลั้วกับสองแม่ลูกที่ฉาวโฉ่ไปทั่วหมู่บ้านเช่นนี้

ตอนนี้เองที่หลูหวังปินสอดแทรกเข้ามา แน่นอน เป็นเขาที่กระจายข่าวเรื่องหลูเหมยและสร้างเรื่องให้ไป๋ฉีกลายเป็นตัวไร้ค่า เพราะไม่อยากให้ญาติผู้น้องคว้าโฉมงามและได้ดีกว่าเขา มารดาของจินหนิงอวี่กลับถูกใจหลูหวังปิน ยิ่งเมื่อสืบประวัติอีกฝ่ายแล้วพบว่าตาของเขาอาจมีหวังได้กลับเมืองหลวง แม่ของจินหนิงอวี่ย่อมเลือกหลูหวังปินแทน

จนมาถึงวันนี้ แม้จะผ่านมาสองปีแล้ว จินหนิงอวี่ที่เคยชอบไป๋ฉีได้แต่ทำตามพ่อแม่ ถึงตอนแรกเธอจะไม่ยินยอมแต่นานวันเข้าเมื่อหลูหวังปินทำให้ไป๋ฉียิ่งเลวขึ้นทุกทีในสายตาคนอื่น เด็กสาวใสซื่อเช่นจินหนิงอวี่ย่อมเกิดความลังเล ท้ายที่สุดเมื่อถูกพ่อแม่ปั่นหูและหลูหวังปินคอยเทียวเอาใจไม่ห่าง เธอจึงกลายเป็นแฟนกับหลูหวังปินอย่างเปิดเผย

“สวัสดีค่ะคุณน้าเหมย เสี่ยวฉี”

จินหนิงอวี่หยุดจักรยานไว้และทักสองแม่ลูก ไป๋ฉีคนใหม่ย่อมรู้จักนาง ทว่าความรู้สึกเสียใจหรือผิดหวังหาได้ติดตามเขามาด้วย ไป๋ฉีหันหน้าไปมองเธอ เขาเพียงพยักหน้ารับราวกับเธอคือคนแปลกหน้า แม้เขาจะทราบดีว่าเพราะเธอคนนี้แหละที่ทำให้เจ้าของร่างเก่าเสียใจจนทำร้ายตัวเองด้วยการประชดทุกอย่างเมื่อสองปีก่อน

ไป๋ฉีคนใหม่มิใช่ชายไร้ค่าและเด็กอ่อนต่อโลก เพียงเขานำข้อมูลและความจำของเจ้าของร่างเดิมมาคำนวณ ก็ทราบแล้วว่าหลูหวังปินกับพ่อแม่ของอีกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อแย่งจินหนิงอวี่ไป คุณหนูตระกูลจินมีค่ามากเกินกว่าลูกไร้พ่อเช่นเขา ลุงและป้าสะใภ้ใหญ่ของเขาย่อมช่วยลูกชายตัวเอง

เพียงแต่เรื่องนี้สำหรับไป๋ฉีในตอนนี้กลายเป็นเรื่องไร้สาระเท่านั้น สายตาเขาที่มองเด็กสาวจึงไม่ได้เสแสร้างแกล้งทำแต่อย่างใด นางเป็นเพียงคนแปลกหน้า ไม่ทราบว่าเธอติดตามเขาและแม่มาทำไม?

…………………………………

ติดตามเพจผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/เส้าหลง-110162978229016

facebook : @shaolong99 ช่วยกดแชร์เพจหลังอ่านจบให้ด้วยนะครับ จะเป็นพระคุณกับเส้าหลงมากครับ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...