(BL) โม่โฉว เกิดใหม่ในร่างเดิม
นิยาย Dek-D
อัพเดต 20 พ.ย. 2566 เวลา 15.32 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2566 เวลา 15.32 น. • เม่าทองคำ ติดดอยหงอยเหงาข้อมูลเบื้องต้น
ตะวัน ทหารหน่วยรบพิเศษ ตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เขาตื่นมาในร่างเก่าของตนเมื่อครั้งยังเป็นเกอร้ายกาจ เกอผงดงามวัยปิ่นปัก แต่หากกลับมาครานี้ เขาขอแค่ ให้ครอบครัวได้กินอิ่ม นอนอุ่นก็เพียงพอแล้ว
ฝาก E-BOOK ค่าาา
ท่านใดที่ซื้อโหลดก่อนวันที่ 13/11/23 สามารถโหลดใหม่เป็นไฟล์ ePub ได้นะคะ
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNDk2ODY5NCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI3MDc4NCI7fQ
1. หวนกลับ
รัชศกฉีเซวียน ปีที่ยี่สิบ เดือนหก
ท่ามกลางรัติกาลอันมืดมิด ดวงตาคู่สวยงามกวาดมองไปรอบๆ ดวงหน้างามซีดขาวราวกระดาษ ด้วยพึ่งฟื้นจากพิษไข้ โม่โฉวยังยังคงนั่งเหม่อลอย ท่ามกลางแสงจันทราที่สาดส่อง ดวงตากลมโตยังฉายแววสับสน แต่เมื่อได้สติกลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดอัดแน่นอยู่ในอกเขา
‘เขากลับมาแล้ว’
กลับมาในชาติที่ตัวเขาเป็นเกอ ทุกคนในบ้านต่างรักและคอยประคบประหงม มอบความรักให้อย่างท่วมท้น แต่ตัวเขากลับมีแต่ความเห็นแก่ตัว ไม่เคยนึกถึงความรู้สึกของผู้ใดเลย หยิ่งทะนงว่าตนนั้นงดงามและเป็นหลานผู้นำหมู่บ้าน ทำให้หลี่โม่โฉวกลายเป็นคนประเภท กินคนไม่คายกระดูก [1] ไม่เว้นแม้แต่กับคนในครอบครัว ยิ่งโต ความร้ายกาจและเห็นแก่ตัวนั้นยิ่งฉายชัด จนไม่มีผู้ใดอยากเข้าใกล้
คืนนี้เป็นคืนเดือนหงายและมีแสงจันทร์สาดส่องเข้ามา โม่โฉวหันไปมองดูครอบครัวที่กำลังหลับไหลอยู่ ดวงตากลมโตเหลือบมองไปยังเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี เฟยหลง พี่ใหญ่ของเขา ความเจ็บปวดที่ไม่ได้พานพบมาเนิ่นนานทำให้เขาทรมานจนร่างสั่นสะท้านอย่างยากจะควบคุม
โม่โฉวเป็นเด็กเอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์ การงานไม่ต้องลำบากทำเพราะมีพี่ชาย น้องชายฝาแฝดทั้งสองทำแทนหมด พอแต่งเข้าจวนอ๋องได้ ก็ไม่เคยเห็นหัวครอบครัวเดิมของตนอีกเลย มีครั้งหนึ่งพี่ใหญ่โชคร้ายถูกสัตว์ป่าทำร้าย เจ้าแฝดมาขอเงินไปซื้อยามารักษา ยังใจดำไล่ตะเพิดสองแฝดกลับไป หรือตอนท่านปู่ป่วยหนักเขาก็ไม่เคยคิดใส่ใจ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเจ็บปวด เมื่อหวนนึกถึงความเลวร้ายที่ตนได้ทำลงไป
ช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาถูกวางแผนฆ่า พี่ใหญ่ปกป้องเขาจนตัวตาย พวกเขาถูกคมดาบฟันแทงทั่วร่าง
‘ไม่ต้องห่วง แกได้เจอครอบครัวแกในปรโลกแน่’
ความรู้สึกสุดท้ายก่อนตาย ยังคงฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ ร่างบางกัดฟันข่มความเจ็บแล้วคลานเข้าไปกอดศพพี่ใหญ่ ร้องไห้คร่ำครวญสำนึกผิดกับครอบครัวตน ทั้งยังมีลูกในท้องที่ไม่มีโอกาสได้เกิดมา จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายโม่โฉวหมดลง
เมื่อชีวิตดับสูญ ในใจของโม่โฉววาดหวังว่าจะได้พบดวงวิญญาณของครอบครัวตน เขาไม่ได้หวังให้ทุกคนยกโทษให้ เพียงแค่อยากเอ่ยคำขอโทษสักครั้ง นอกจากจะไม่พบวิญญาณดวงใดแล้ว เขายังได้ไปเกิดยังสถานที่ที่แตกต่าง โลกนั้นไม่มีเพศเกอ ไม่เคยมีราชวงศ์ฉี ไม่มีจักรวรรดิซินเป่ย เป็นโลกที่เจริญรุ่งเรืองกว่ายุคนี้หลายร้อยเท่านัก ชีวิตใหม่ในชื่อ ตะวัน เขาเกิดเป็นเด็กกำพร้า มีชีวิตที่โดดเดี่ยว ทุกค่ำคืนหวนนึกถึงแต่ครอบครัวเดิม รู้ซึ้งถึงความรักที่ครอบครัวเดิมเคยมีให้
‘ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ เจ้าแฝด หากข้ามีโอกาสได้หวนกลับ ข้าจะไม่ทำเช่นเดิมอีก’
จำได้ว่าตอนนั้นเขาได้แต่สะบัดหน้าเพื่อสติตัวเองให้ตื่นจากฝัน
ใครกันจะมีโอกาสได้ย้อนกลับ
ใครกันจะให้โอกาสคนบาปเช่นเขากันล่ะ
การใช้ชีวิตในโลกนั้นไม่ง่ายเลย ตัวเขาจึงดิ้นรนต่อสู้เพื่อเข้าไปเป็นทหาร อย่างน้อยก็มีอาหารและที่หลับนอน นอกจากเพื่อนในทีมตัวเขาก็ไม่สนใจใคร มุ่งมั่นอยู่กับการฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็นอาวุธและการต่อสู้ทุกรูปแบบ แต่ต่อให้เก่งเช่นไรหากศัตรูมีจำนวนมากกว่าทั้งอาวุธครบมือ น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟเป็นเรื่องธรรมดา เขาถูกกระสุนปืนหลายนัดยิงเข้ามาทั่วร่าง จนกระทั่งตื่นมาในร่างตัวเองในอดีต
‘หึ ไม่ว่าชาติไหนเขาก็ไม่ตายดีจริงๆ’ โม่โฉวนึกเย้ยหยันในโชคชะตาของตนเอง
แม้จะรู้สึกงุ่นงงสับสน แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาดีใจที่เห็นครอบครัวของเขาอีกครั้ง ที่นอนข้างกายเขายามนี้คือท่านแม่ หลี่ เจียลี่ อีกข้างเป็นพี่ใหญ่ หลี่ เฟยหลง โม่โฉวรู้สึกถึงความแสบร้อนที่ดวงตาอีกครั้งจนต้องกดข่มกลั้นสะอื้นเพราะกลัวจะทำให้ทุกคนตื่น ถัดไปเป็นน้องชายฝาแฝดอายุย่าง 7 หนาว หลี่ เฟยหวง และ หลี่ เฟยหลิง ถัดไปอีกเป็นท่านพ่อ หลี่ จางหย่ง และท่านปู่หลี่ จางเหว่ย แม้จะเป็นผู้นำหมู่บ้าน แต่การเป็นอยู่ก็ยากจนไม่ต่างจากลูกบ้านนัก เขานั่งมองหน้าครอบครัวซ้ำไป ซ้ำมาอยู่นาน
ในชาติที่เกิดเป็น ตะวัน เขาเกิดเป็นเด็กยากจนที่มีพ่อขี้เมา โดนทุบตีไม่เว้นวัน เที่ยวขอทานในตลาดและเก็บขยะขาย ตอนนั้นเด็กน้อยบังเอิญเห็นศาลเจ้าที่คนไทยเชื้อสายจีนกราบไหว้นับถือ เป็นศาลเทพเจ้าลิงที่หลายคนเรียกว่า อากง เมื่อเขาเดินตามกลิ่นอาหารที่มีคนนำมาเซ่นไหว้เข้าไปในศาลเจ้า เด็กน้อยก็เห็นภาพอดีตชาติของตน จิตในตอนนั้นเขารับรู้ว่านี้คืออดีตชาติของเขา เกิดเป็นเกอรูปงาม หยิ่งทะนง เห็นแก่ตัว อกตัญญู ทำชั่วช้าเลวทรามสารพัดเพื่อให้ตนได้มีอำนาจในจวนอ๋อง จนเป็นเหตุตระกูลหลี่ทั้งหมดถูกฆ่าตายทั้งครอบครัว
เมื่อเด็กน้อยรับรู้อดีตชาติของตนแล้วก็นั่งนิ่งราวกับยอมรับชะตากรรมที่ตนต้องเจอในชาตินี้ แล้วตั้งจิตอธิฐานขอฝากตัวเป็นลูกหลาน จากนั้นไม่กี่วันพ่อขี้เมาของเขาก็ถูกจับฐานค้ายาเสพติด ทำให้เด็กชาย ตะวัน ต้องเปลี่ยนที่อยู่ไปเป็นบ้านเด็กกำพร้า พอเติบใหญ่ก็ไปสมัครเป็นทหารและตายในภารกิจ
เฮ่อ! ช่างเถิด ได้กลับมาก็ดีมากๆ แล้ว โม่โฉวยกยิ้มอย่างสุขใจ
โมโฉวออกมานั่งสูดกลิ่นหอมในยามเช้าของวันใหม่ตรงนอกชานบ้าน แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์และเสียงนกการ้องรับกันขับขาน ใบหน้าผุดผาดของเกอวัยแรกรุ่นกำลังหลับตาสูดอากาศสดชื่นเข้าเต็มปอด
“โฉโฉว่ เหตุใดเจ้ามานั่งตรงนี้เล่าลูก”
หลี่เจียลี่ ตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่าลูกชายคนรองที่กำลังป่วยอยู่นั้น ไม่ได้อยู่ตรงที่นอนแล้ว ก็ละลักละล่ำปลุกสามี หลี่จางหย่งออกมาตามหา ก็พบว่าลูกคนรองมานั่งหลับตา ทำท่าสูดอากาศเข้าไปอึกใหญ่ หลี่จางหย่งเองก็ตกใจ แต่เมื่อสังเกตเห็นใบหน้าน้อยๆ ของลูกเริ่มมีสีเลือดฝาดก็เริ่มใจชื้น
แม้ยังแปลกใจ เพราะเมื่อวานนี้อาการของลูกยังดูหนักหนาแทบไร้เรี่ยวแรงจะลุก แต่เช้ามากลับมีหน้าตาผ่องใส เขาก็ดีใจยิ่งนัก ด้วยว่าหลายเดือนมานี้เงินที่เก็บมาทั้งชีวิต จ่ายออกไปเป็นค่ายาและค่าหมอเพื่อรักษาลูกคนรอง ทั้งบ้านแทบจะเหลือเงินเพียงไม่กี่อิแปะเท่านั้น แม้พ่อเขาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านก็ใช่ว่าจะอยู่ดีกินดีกว่าชาวบ้านนัก ยังดีที่ยังมีเงินเดือนหัวหน้าหมู่บ้านของท่านพ่อ 3 ตำลึงเงิน [2] ต่อเดือน จึงพอช่วยต่อลมหายใจของลูกคนรองของเขาได้บ้าง
แม้จะมีคนนินทาว่าโง่ที่สิ้นเปลืองเงินเพื่อต่อชีวิตลูกชายที่เป็นเกอ แต่งออกไปก็เสียเปล่าอยู่ดี แต่เขาและครอบครัวก็ไม่อาจตัดใจปล่อยลูกตายต่อหน้าได้ แม้นิสัยของโฉโฉ่วจะร้ายกาจและเอาแต่ใจ แต่ก็ยังเป็นลูกของเขาอยู่ดี จางหย่งคิด
“เมื่อเจอแล้วก็เตรียมตัวขึ้นเขากันเถิด”
เสียงของผู้เฒ่าหลี่ จางเหว่ย ผู้นำตระกูลหลี่ดังขึ้น ในใจผู้เฒ่าหลี่เมื่อสังเกตหลานของตนแล้วก็ถอนหายใจโล่ง แก้มแดงปลั่งขนาดนี้คงดีขึ้นมากแล้วกระมัง จึงบอกให้ลูกชายเตรียมตัวขึ้นไปหาของป่าและหาบน้ำจากเขาเนื่องจากหน้าแล้งปีนี้แล้งกว่าปีก่อนนัก แม่น้ำหลานชางที่พาดผ่านหมู่บ้านและหล่อเลี้ยงคนในหมู่บ้านเริ่มแห้งขอดแล้ว จะอุดมสมบูรณ์ก็มีเพียงน้ำตกบนภูเขาหลัวซานเพียงเท่านั้น
“ให้ข้าไปด้วยได้หรือไม่ขอรับ” โม่โฉวเอ่ยขอทันที พร้อมทำหน้าออดอ้อนจนคนเป็นพ่อเป็นแม่อึกอัก นานแล้วที่ลูกไม่ออดอ้อนเช่นนี้ ปกติหากโม่โฉวต้องการสิ่งใดก็จะพูดจาห้วนๆ หากไม่ได้ดั่งใจก็ออกอาการฟึดฟัด
“โธ่ เจ้ายังไม่หายดีเลยนะ โฉวโฉว่” ท่านแม่เดินเข้ามาลูบแก้มลูบหัวเขาพลางสำรวจใบหน้าน้อยๆ ในชาติก่อนตัวเขาไม่เคยรับรู้ถึงความรักของครอบครัวเลยสักนิด เพราะมัววิ่งตามความรักจอมปลอมที่ตนเองสร้างขึ้นมาฝ่ายเดียว คิดถึงแต่ตัวเองเท่านั้น
ตัวเขานั้นไม่เคยโทษฉีซวนชินอ๋องเลยเพราะคนผู้นั้นแสดงชัดแจ้งแล้วว่ารังเกียจเขาเพียงใดที่ใช้วิธีวางยาและแสร้งว่าตั้งครรภ์ พอถึงช่วงเวลาหนึ่งก็ออกอุบายว่าแท้ง แต่ชินอ๋องเองก็ถือว่าเป็นคนที่เที่ยงตรงมากคนหนึ่งหากมองตามความเป็นจริง ทุกครั้งที่มีกรณีพิพาทระหว่างชายาที่สามหรือสี่ ก็จะมีการสืบสวนอย่างเป็นธรรม
แต่เพื่อปกป้องหญิงคนรักของพระองค์ผู้เป็นชายาเอก คนผู้นั้นถึงกับแต่งชายาอีกสองคนเพื่อมาห้ำหั่นกับเขาโดยเฉพาะ หนึ่งในสองคนนี้หรือทั้งสองคนนี้ต้องเป็นคนที่สั่งฆ่าล้างครอบครัวเขาเป็นแน่ ชาตินี้เขาต้องสืบให้ได้ เพราะช่วงเวลานั้นตัวเขาได้ตั้งครรภ์จริงๆ ลูกเขาที่ไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก ในชาติที่เป็น ตะวัน นั้น เขามักจะฝันร้ายทุกคืน ฝันถึงช่วงเวลาที่กอดศพพี่ใหญ่และเสียงอันโหดเหี้ยมที่บอกว่าได้ส่งคนไปสังหารครอบครัวที่เหลือของเขาแล้ว เขาต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกประจำ ช่วงไหนฝันติดกันหลายวันเขาจึงจำเป็นต้องพึ่งยานอนหลับ แต่หมอวินิจฉัยว่ามันเป็นอาการ PTSD [3] และชาตินี้มันต้องมีสักช่วงชีวิตที่เขาจะได้เอาคืนคนชั่วพวกนั้นบ้างสักครั้ง แต่ไม่ใช่เวลานี้ รอให้เขาเติบโตและแข็งแกร่งเสียก่อนเถิด เผลอนึกถึงเรื่องอดีตจนท่านแม่สะกิดเรียกโม่โฉวจึงรู้สึกตัว
“เจ้าพึ่งจะดีขึ้น พักก่อนเถิด เดี๋ยวไข้กลับจะลำบาก” เป็นผู้เฒ่าหลี่เอ่ยขึ้น ทำให้โม่โฉวต้องจำใจยอม
แต่เมื่อคล้อยหลังผู้ใหญ่ทั้งสามแล้ว โม่โฉวจึงวิ่งไปล้างหน้าถูฟันแล้วเข้าไปปลุก พี่ใหญ่ หลี่เฟยหลง และเจ้าสองแฝด หลี่เฟยหวง และหลี่เฟยหลิง
“พี่รอง ท่านฟื้นแล้ว” เฟยหวง เฟยหลิงเอ่ยขึ้นอย่างยินดี
“ใช่ พี่ดีขึ้นแล้ว ไม่ๆ ต้องบอกว่าพี่หายดีแล้ว” โม่โฉวบอกกับน้องชาย
“เจ้าหายก็ดีแล้ว” พี่ใหญ่พูดขึ้นพร้อมยกมือลูบหัวน้องชายเบาๆ
โม่โฉวมองดูพี่ใหญ่ของตน ความรู้สึกถึงความหน่วงที่อกซ้ายก็ปะทุขึ้นมาอีก พร้อมกับความแสบร้อนที่ดวงตาก็ตีตื้นขึ้นมา ความทรงจำที่ระลึกก็ชัดแจ้งเหตุการณ์ที่เขาและพี่ใหญ่โดนสังหารมันยังแจ่มชัดในความรู้สึกราวกับพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
“พี่รอง”
โม่โฉว รู้สึกตัวคล้ายได้ยินเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงสัตว์ตัวเล็กๆ มือเล็กๆ สะกิดเขา จึงหันไปดูก็พบว่าเป็นเจ้าแฝดตัวน้อยทั้งสองนั่งจ้องเขาตาแป๋วอยู่ สองแฝดตัวเล็กแม้อายุ 6 ขวบ ย่าง 7 ขวบแล้ว ด้วยฐานะบ้านพวกเขาตอนนี้ค่อนข้างขัดสนในตอนนี้ และที่สำคัญเด็กทั้งสองไม่ได้กินอิ่มเพราะมีพี่เห็นแก่ตัวเช่นเขา มีของดีๆ โม่โฉวจะวิ่งไปคว้ามากินก่อนและไม่มีเหลือเผื่อแผ่ผู้ใด ยิ่งโตนิสัยยิ่งร้ายกาจ สวนทางกับหน้าตาที่งดงามจนผู้คนหลีกหนีไม่กล้าให้บุตรชายในบ้านของตนมายุ่งเกี่ยว มือบางยกขึ้นลูบหัวทุยน้อยๆ ทั้งสองเบาๆ
‘พี่สัญญา จากนี้พวกเจ้าจะได้กินอิ่ม นอนอุ่น จะไม่ให้พวกเจ้าต้องลำบากอีกต่อไป’ โม่โฉวได้แต่บอกกับสองแฝดในใจ
“เราออกไปหาของกินกันเถอะ” เขารู้สึกหิวขึ้นมาแล้ว ความทรงจำจากสองชาติ เขาจดจำได้ความหิวโหย ไม่มีอะไรจะกินได้ไม่ลืมเลือน ความหิวมักทำให้เขาอยู่ในอารมณ์ที่หงุดหงิด ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติที่เป็นเด็กชายตะวัน รสชาติของความอดอยากนี้เขาไม่มีวันลืม และไม่อยากพบเจอมันอีก ชาตินี้เขาต้องไม่อด
แฝดทั้งสองแม้จะรู้สึกแปลกใจเพราะพี่รองของพวกเขาไม่เคยใช้น้ำเสียงอบอุ่นนุ่มนวลเช่นท่านแม่แบบนี้มาก่อน มีแต่กระชากเสียงใส่ ยามไม่พอใจหรือยามหิว และมองพวกเขาด้วยหางตาหรือไม่แลมองมาเลย ตอนนี้กลับลูบหัวพวกเขาทั้งสองรู้สึกดีมาก ความรู้สึกเหมือนท่านพ่อท่านแม่ลูบหัวพวกเขาเลย ดียิ่ง
“แต่พี่รองป่วย ต้องพักผ่อนเยอะๆ นะขอรับ” เสียงน้อยๆ ของเฟยหวงแฝดคนพี่เอ่ยขึ้น รอยยิ้มงามของโม่โฉวจึงปรากฏขึ้นพร้อมกับพูดว่า
“พี่หายดีแล้วจริงๆ ป่ะ ไปล้างหน้าถูฟันกัน”
“ลุกสิขอรับ พี่ใหญ่” โม่โฉวยังเอ่ยย้ำเมื่อเห็นเฟยหลงยังนั่งนิ่ง เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นไปล้างหน้า โม่โฉวมองดูเด็กทั้งสามแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า พี่ใหญ่ของเขาตอนนี้อายุ 17 ปี ส่วนสองแฝดนั้น 7 ปี ส่วนเขา 15 ปี
“โฉโฉ่ว เจ้าจะไปที่ใดหรือ” เฟยหลงเอ่ยถามน้องชาย
“แม่น้ำหลานชางของหมู่บ้านเราอย่างไรเล่า” โม่โฉวตอบ
“แต่มันแห้งขอดแล้ว ไม่มีสิ่งใดเลยนะ โฉโฉ่ว”
“ข้าอยากไปดู มันอาจจะมีปลาก็ได้” ยิ่งแห้งขอดปลาน่าจะไปกองอยู่ตรงนั้นทั้งหมด
เด็กบ้านหลี่ทั้งสี่เดินสะพายตะกร้าสานประจำตัวของตัวเองมุ่งไปยังแม่น้ำที่กำลังแห้งขอด แม้ตะกร้าของโม่โฉวจะดูใหม่สุดเพราะไม่เคยใช้เลย เรียกว่านี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าตัวนำมันมาใช้
นั่นมันต้นอ้อยนี่นา โม่โฉวตาเป็นประกาย แต่รอขากลับก่อนค่อยตัดไป มีหลายกอด้วย
เมื่อไปถึงแม่น้ำโม่โฉวใช้ไม้เสียบลงไปในโคลนตมเพื่อหยั่งว่ามันจะลึกหรือจะดูดพวกเขาหรือไม่ จากนั้นเด็กๆ บ้านหลี่ทั้งสี่ก็ลงไปงมหาปลาในโคลนกันอย่างสนุกสนานจนลืมเวลา โม่โฉวตั้งใจว่าจะจับปลาแล้วรีบกลับบ้านเพื่อให้ทันอาหารเช้า แต่จับปลาเพลินจนลืมไปสนิท
พวกเขาต้องสะดุ้งเพราะเสียงเรียกจากคนเป็นแม่ พอเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นทั้งท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่ยืนตระหง่านข่มขวัญพวกเขาอยู่ แม้ผู้ใหญ่ทั้งสามจะตกตะลึงกับจำนวนปลาที่เด็กทั้งสี่จับมันใส่ตะกร้าไว้ เจียลี่ตกใจไม่รู้กี่รอบของวันนี้ที่กลับมาจากหาบน้ำแล้วไม่เจอลูกๆ ของนาง
“ทะ ท่านแม่” เฟยหลงส่งเสียงอ่อยๆ ขณะที่ยังกำปลาตัวใหญ่ด้วยสองมือ
“แหะ ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่ มาช่วยพวกข้าจับปลากันเร็ว ข้าหิวๆ หิวแล้วๆ”
เสียงโม่โฉวร้องบอกอย่างไม่รู้ร้อนหนาว ประโยคหลังนั้นปากแดงๆ พึมพำกับตนเองเท่านั้น แต่ทุกคนก็ได้ยิน พร้อมกวักมือน้อยๆ ที่เปื้อนโคลนเรียกทุกคนมาช่วยกัน ตอนนี้เขาเริ่มหิวแล้วจริงๆ เมื่อได้กำลังเสริมในการจับปลาแล้ว โม่โฉวยังเรียกท่านพ่อไปเก็บรากบัวอีกหลายหัว จางหย่งแม้จะงงงวย แต่เมื่อลูกชายย้ำว่ามันกินได้ ก็ได้แต่ก้มหน้าเก็บไอ้เจ้ารากบัวนี้
กลับถึงบ้านเจียลี่จึงไล่เด็กๆ ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่ โม่โฉวเปลี่ยนชุดเสร็จเขาก็อาสาทำกับข้าวเอง แม้คนเป็นแม่จะห้ามแต่เขาก็ใช้ลูกอ้อนให้ลองเชื่อใจเขาดูบ้าง เจียลี่จึงยอม แต่ก็ยังอยู่ไม่ห่างเพราะมันเกี่ยวกับไฟ นางกลัวลูกเกิดอันตราย มือน้อยพลิกปลาย่างไปมา เสียดายไม่มีพริกกับมะนาวไม่งั้นได้น้ำจิ้มรสเด็ด
โม่โฉวให้ท่านพ่อคั้นน้ำอ้อยให้แล้วนำมาใส่หม้อใส่รากบัวเคี่ยวเป็นรากบัวเชื่อม ส่งกลิ่นหอมจนสองแฝดจดจ้องรากบัวเชื่อมที่อยู่ในหม้อดินเผาจนน้ำลายยืด โม่โฉวขอให้ท่านพ่อ ท่านปู่และพี่ใหญ่ไปแล่ปลา ล้างให้สะอาดและนำไปชุปน้ำเกลือตากแห้ง ต้องนำเกลือมาละลายน้ำเพราะเกลือที่มีอยู่น้อยนิดและราคาแพงยิ่งนัก ต้องประหยัด
ฮึ่ยยย
“เหตุใด ลูกทำหน้าเช่นนั้น อีกประเดี๋ยวปลาก็สุกแล้ว”
เจียลี่คิดว่าลูกคนรองของนางที่มักโมโหหิวเป็นประจำ จึงได้ทำท่าทางเช่นนั้น นางทำได้เพียงเอ่ยปลอบโฉโฉ่ว กลิ่นหอมของปลาย่าง บวกกับกลิ่นหอมรากบัวเชื่อมทำเอาครอบครัวหลี่ทั้งหมดท้องร้องเสียงดัง เมื่ออาหารเสร็จสองแฝดก็รับหน้าที่วิ่งไปตามท่านปู่ ท่านพ่อ พี่ใหญ่มากินข้าว สองแฝดวิ่งนำหน้าทุกคนกลับไปนั่งที่ตน และรอเวลาลงมือพลางคิดในใจว่า ทำไมวันนี้ท่านปู่ ท่านพ่อและพี่ใหญ่ชักช้านัก
ทุกคนก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย แม้เป็นเพียงแค่ปลาย่างร้อนๆ กับข้าวต้มธรรมดา แต่เป็นอาหารจานเนื้อในรอบหลายเดือนของครอบครัวหลี่ ที่ผ่านมีเพียงผักป่ากับแผ่นแป้งหรือหมั่นโถวชืดๆ เพียงเท่านั้น ตบท้ายด้วยของหวานรากบัวเชื่อมทุกคนต่างร้อง อู้ว อ้า อย่างชอบใจ โดยเฉพาะเจ้าสองแฝดนั้นเลียถ้วยดินเผาอย่างไม่เกรงใจใคร
‘ส่วนโม่โฉวนั้น นี่เป็นกับข้าวในรอบหลายปีที่อร่อยและมีความสุขที่สุดเลยก็ว่าได้ แม้กับข้าวจะมีแค่ปลากับต้มข้าวที่มีแต่น้ำส่วนใหญ่ก็ตาม’
พอกินเสร็จสองแฝดก็เข้ามาออดอ้อนเกาะแขนทั้งสองข้างของโม่โฉวว่าพรุ่งนี้ให้พาพวกเขาไปเก็บอ้อยและรากบัวเพิ่ม แม้แต่จางหย่งเองตอนที่ลูกให้เก็บบัวและต้นอ้อยเขายังท้วงว่ามันกินไม่ได้ ไม่นึกเลยว่ามันจะรสชาติดีขนาดนี้
เมื่อกินข้าวเสร็จ เจี่ยลี่พาสองแฝดไปอาบน้ำ ผู้เฒ่าหลี่นั่งมองหน้าหลานชายวัยปักปิ่น [1] อย่างพินิจ ดูเหมือนเจ้าเด็กเจ้าอารมณ์คนนี้จะดูเปลี่ยนไป หลายครั้งที่โม่โฉวเอาแต่ใจเกินไปก็มีแต่เขาที่เป็นปู่ต้องดุเสียงเข้ม และทุกครั้งหลานเกอคนนี้จะมีท่าทีกลัวเขามาก แต่ดูจากตอนนี้นอกจากจะไร้ท่าทีหวาดกลัว กลับมองสบตาทุกครั้งไม่มีหลบ แม้แต่พ่อของเจ้าตัวน้อยยังมีหลบบางครั้ง เพราะเขาเป็นคนดุดัน ไม่เช่นนั้นคงคุมคนส่วนมากไม่อยู่ แม้คนหมู่บ้านถัวหลัวจะไม่ค่อยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย
เมื่อเห็นคนเป็นปู่มองอย่างสงสัย โม่โฉวจึงตัดสินใจเปิดปากเล่าว่า “ตอนที่ข้าหลับไปเพราะพิษไข้ ข้าฝัน ฝันว่าได้ไปใช้ชีวิตในอีกโลกหนึ่งขอรับ” ทั้งท่านปู่และท่านพ่อได้ฟังเช่นนั้นก็ตื่นตะลึง
“ที่นั่น ข้าได้เป็นทหารขอรับ”
“เขาให้เกอเป็นทหารได้หรือ” คนเป็นพ่อถามลูกชายด้วยความสงสัย
โม่โฉวส่ายหน้าแล้วอธิบายว่าที่โลกนั้นมีแค่ ชาย หญิง แต่ก็มีชายใจเป็นหญิง หญิงใจเป็นชายเท่านั้น ไม่มีเพศเกอ เขาถึงบอกว่ามันเป็นคนละโลกกับที่นี่ โม่โฉวเล่าทั้งเรื่องอาหาร เรื่องอาวุธ ความเป็นอยู่ตึกรามบ้านช่องให้พวกเขาฟังทั้งหมด ยกเว้นว่าก่อนตายจากชาตินี้นั้นเกิดอะไรขึ้น เพราะเขาอยากเริ่มต้นสิ่งใหม่ ให้แต่สิ่งที่ดีๆ เกิดขึ้นกับครอบครัวหลี่จากนี้เป็นต้นไป
“อีกอย่างขอรับ ท่านปู่ เรื่องน้ำข้าพอมีวิธีต่อน้ำลงจากเขา”
“หืม อย่างไรหรือ”
TBC.
ปักปิ่น 'ปิ่น' ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่แบ่งเขตแดนของความเป็นเด็กหญิงและเด็กสาวออกจากกัน เมื่ออายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ เด็กหญิงชาวจีนจะต้องเข้าสู่พิธีการเกล้าผมปักปิ่น โดยเธอจะต้องเลิกถักเปียที่เคยปฏิบัติเป็นกิจวัตร และเปลี่ยนมาสู่การทำมวยผมโดยจะต้องใช้ปิ่นเสียบลงไปในมวยผม
[1] คนที่ละโมบโลภมากและชอบเอารัดเอาเปรียบคนอื่น
[2] ค่าเงิน 1000 อิแปะ (เหวิน) = 1 ตำลึงเงิน 10 ตำลึงเงิน = 1 ตำลึงทอง
[3] PTSD (Post-Traumatic stress disorder) ความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ หรือหลังการเจอเหตุการณ์ที่เลวร้าย
รางน้ำไผ่ยักษ์
โม่โฉวคิดหาวิธีดึงน้ำจากภูเขาลงมาก่อน เพราะอากาศที่ร้อนจัดในตอนนี้ แม้นั่งอยู่เฉยๆ ตัวเขายังชุ่มเหงื่อไปหมด อยากกินโค้กใส่น้ำแข็งเย็นๆ จัง โม่โฉวอยากทำน้ำแข็ง ติดแค่ไม่มีดินประสิว เขาจะไปหาดินประสิวจากขี้ค้างคาวที่ไหนได้ล่ะ
“หลานเห็นต้นไผ่ยักษ์…หมายถึงไผ่ลำใหญ่ๆ ขอรับ” โม่โฉวรีบเอ่ยแก้เมื่อเห็นท่านปู่ทำสีหน้าฉงนกับคำอธิบายของเขา ท่านปู่คงไม่รู้จักยักษ์สินะ
“แต่ไผ่มันเป็นปล้อง” ผู้เฒ่าหลี่เอ่ยบอกหลานของตนเองเผื่อหลานจะไม่รู้ ผู้เฒ่าหลี่มองหลานเกอของที่ตอนนี้มีเหงื่อซึมออกมาทั่วหน้า จึงพัดวีให้หลานชายไปด้วย ทำให้เห็นรอยยิ้มร่าเริงเต็มตื้นอยู่บนใบหน้างาม
“หลานรู้ขอรับ แต่หลานมีวิธี” ปากแดงๆ น้อยๆ จิ้มลิ้มคลี่ยิ้มให้กับผู้เป็นปู่จนรู้สึกสั่นไหว
จากนั้นท่านปู่ก็เรียกประชุมหมู่บ้าน ชาวบ้านทุกคนเห็นด้วยทั้งยังยินดีโดยนัดรวมตัวกันวันพรุ่งนี้ หากสำเร็จพวกเขาก็จะมีน้ำไว้ใช้โดยไม่ต้องลำบากไปแบกจากบนเขา เพราะการขึ้นไปแบกน้ำจากบนเขามานั้น พวกชาวบ้านจะเก็บไว้ใช้ดื่มกินเท่านั้น ลืมเรื่องการเพาะปลูกไปได้เลย ดังนั้นวันนี้ชาวบ้านนำโดยท่านผู้เฒ่าหลี่หัวหน้าหมู่บ้าน ลุงอวี้และชาวบ้านชายหญิงต่างมุ่งหน้าไปช่วยกันตัดไผ่ยักษ์มา รวมทั้งเด็กๆ ทั้งหลายก็ติดตามพ่อแม่ขึ้นมาด้วย โม่โฉวเองก็เช่นกันที่วันนี้เขานำไซดักปลาที่เขาบอกให้ท่านพ่อสานให้มาด้วย และยังทำหน้าไม้ให้เขาและพี่ใหญ่ แต่ก็ต้องอธิบายและใช้ไม้วาดลงดินให้ท่านพ่อเห็นภาพได้ชัดเจน จนท่านพ่อเข้าใจและทำลูกดอกให้หลายอัน
หลายคนเมียงมองมาที่ครอบครัวหลี่ อดไม่ได้ที่จะคิดว่าคนบ้านหลี่ช่างรูปงามเสียจริง หากไม่เห็นกันมาตั้งแต่เด็กคงคิดว่าเป็นคนในเมือง ผิวพรรณเด็กบ้านนี้ดีจริงๆ โดยเฉพาะคนรองที่เป็นเกอ ผิวขาวผ่อง ปากแดง ตากลมโต ขนตางอนงามยิ่งนัก แม้สวมเสื้อผ้าซีดเก่าก็ยังดูดีขนาดนี้ หากสวมเสื้อผ้าเนื้อดี คงคิดว่าเป็นผู้ดีจากเมืองหลวงเป็นแน่
ระหว่างทางก็มีชาวบ้านเขามาถามท่านพ่อว่า ไซ คือสิ่งใด ท่านพ่อบอกโดยไม่ปิดบังและบอกว่าให้รอดูผลลัพธ์เสียก่อนว่าได้ผลหรือไม่ หากได้ผลก็ทำตามได้เลยไม่ห้ามหากมันช่วยให้ชาวบ้านได้มีอาหารกิน พวกผู้ชายที่เป็นกำลังหลักของหมู่บ้านไปช่วยกันตัดไผ่ ส่วนผู้หญิงและเด็กก็ไปหาเก็บผักป่ากัน ครอบครัวหลี่เดินนำขบวนโดยมีชาวบ้านบางส่วนและพี่น้องบ้านอวี้ มู่เฉียน พี่อวี้เต๋อจึงชวนมาด้วยกัน มู่เฉียนออกมาคนเดียวเพราะน้องเขาเป็นเกอ ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เกิดและย่ามู่ที่แก่ชราแล้ว
พี่อวี้เต๋อ เป็นสหายพี่ใหญ่อายุเท่ากัน 17 ปี ส่วนคนน้องอวี้ตง อายุ 7 ปี เท่าสองแฝด ส่วนท่านลุงอวี้เหมาไปช่วยชาวบ้านตัดไม้ไผ่ บริเวณทางรอบน้ำตกโม่โฉวเห็นเห็ดหลายชนิด ทั้งเห็ดปลวก เห็ดขอนขาว เห็ดหูหนู และปล่อยเห็ดชนิดที่เขาไม่รู้จักทิ้งไว้ เขาบอกทุกคนว่าเห็ดอันนี้กินได้ อันนี้เขาไม่รู้จัก และห้ามอย่างเด็ดขาดว่าหากไม่รู้จักมัน ห้ามเก็บมากินมั่วซั่ว โม่โฉวยังมองหาเห็ดตรงพื้นดินก็เห็นว่าเป็นเห็ดอีกชนิดหนึ่งที่อร่อยมากๆ มันคือเห็ดเผาะ มันกรุบกรอบดีจริงๆ จึงชี้ชวนให้ทุกคนเก็บและมองหามัน ส่วนหน่อไม้มันอยู่ตรงบริเวณเส้นทางเดินเข้าออกพอดี เขาจึงตั้งใจจะเก็บมันตอนขากลับแต่ก็ยังอดใจไม่ไหวหักมาสามสี่หน่อใส่ใบตองโยนใส่ตะกร้าด้านหลัง
“โฉโฉ่ว หน่อไผ่มันกินไม่ได้นะลูก มันเป็นพิษ” เจี่ยลี่ร้องเตือนลูกเสียงหลง
“มันกินได้ขอรับท่านแม่”
“มีคนกินแล้วตายเลยนะ” ซึ่งเป็นคนหมู่บ้านใกล้ๆ จะมีประกาศเตือนทุกหมู่บ้านในละแวกใกล้เคียงกันเรื่อยมา หากมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
“เพราะกินดิบๆ ใช่หรือไม่ขอรับ ท่านแม่ หากไม่ทำให้สุกก็มีโอกาสตายได้ขอรับ” เขาอธิบายอยู่หลายประโยคด้วยความหนักแน่นพร้อมบอกวิธีกิน เจี่ยลี่จึงไม่อาจค้านได้
“เจ้ารู้ได้อย่างไรหรือ” มู่เฉียนถามขึ้น ดวงตากลมโตของโม่โฉวมองคนถามนิ่งแล้วตอบแบบหน้านิ่งๆ แล้วหันหลังเดินจากไป
“มันอยู่ในหัวข้า”
“….?” ทุกคน
ที่เหลือจึงเดินกันมา ไม่นานนักตาคู่งามก็เหลือบเห็นบางอย่าง นั่นต้องใช่แน่ๆ โม่โฉวใช้ลูกดอกแหลมของเขากรีดลงบนต้นไม้ใหญ่ น้ำยางสีขาวข้นไหลออกมา พี่อวี้เต๋อเอื้อมมือไปเพื่อจะแตะมาดู
“อย่าแตะมัน”
“อะไรหรือ น้องรอง” เฟยหลงถามขึ้น เขาสงสัยตั้งแต่ร่างเล็กหยุดชะงักแล้วตรงดิ่งมายังต้นไม้ใหญ่นี่
“ต้นยางน่อง”
“ต้นยางน่อง?” ทุกคน
“มันคืออันใดหรือ” ท่านลุงเจี้ยนที่เดินมากับฝั่งพวกเขาเพราะขาได้รับบาดเจ็บจากสนามรบหลายสิบปีมาแล้ว ไม่อาจไปช่วยตัดไผ่ได้และอาศัยอยู่กับภรรยาและลูกชายหญิง
“ต้นยางน่องขอรับ ยางมันเป็นพิษ” อวี้เต๋อได้ยินเช่นนั้นก็อ้าปากค้าง โม่โฉวก็อธิบายต่อว่า
“ใช้ยางไม้นี้ผสมทำยาพิษอาบลูกดอก ยางจากต้น ผสมกับยาพิษชนิดอื่น เช่น พิษจากงูเห่า และสัตว์มีพิษอื่นๆ มาผสมรวมกัน ทาลูกดอกหน้าไม้หรือลูกดอกธนู พิษจะซึมเข้าบาดแผลอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนนำเนื้อสัตว์ไปทำอาหารให้เฉือนเอาเนื้อร้ายที่มีสีเขียวออกจนหมด ถึงจะกินเนื้อสัตว์นั้นได้” ทั้งหมดยังอ้าปากค้าง แต่เฟยหลง อวี้เต๋อ มู่เฉียนและชาวบ้านที่มีธนูต่างก็นำลูกดอกของตนมาชุปยางไม้ตามโม่โฉว จากนั้นก็เดินกันต่อจนถึงบริเวณน้ำตก
“อู้วว” สองแฝดทำตาโตแล้วมองไปรอบๆ อย่างตื่นเต้น พวกเขายังไม่เคยขึ้นเขา แต่อวี้ตงนั้นเคยขึ้นมากับพี่ชายและลุงเหมาบ่อยๆ
“พี่ใหญ่วางกับดักปลาตรงนั้นเลยขอรับ”
“ได้เลย น้องรอง” เฟยหลงตอบรับน้องชาย บางครั้งเขาก็เรียกน้องว่า น้องรอง บางคราเอ็นดูหน้าตาน่ารักของน้องมากหน่อยก็จะเรียกโฉโฉ่ว เสี่ยวโฉโฉ่ว สลับกันไป
บริเวณน้ำตกโม่โฉวเห็นพืชผักมากมายที่เขารู้จัก ต้นกล้วยที่เขาลองชิมดูแล้วไม่ใช่กล้วยป่าที่มีเมล็ด แต่เป็นกล้วยน้ำว้าที่คุ้นเคย มือเล็กๆ ขุดหน่อเล็กไปปลูกไว้รอบบริเวณบ้าน ใบเตยและตะไคร้โม่โฉวเก็บมาอย่างละนิด อย่างละหน่อยเผื่อวันนี้เขาโชคดีได้ปลาตัวใหญ่ จะเผาปลากินอีก ท่านแม่ต้องหลั่งน้ำตากับการที่เขาจะใช้เกลือทำอาหารเป็นแน่ แม้เกลือที่ใช้จะเป็นเกลือหยาบแต่ความเค็มของมันก็ยังดีเยี่ยม โม่โฉวกรีดร้องตื่นเต้นอย่างพยายามเก็บเสียงเมื่อเขามองเห็นต้นพริกพุ่มใหญ่
สวรรค์โปรดข้าแล้ว! โม่โฉวยืนมองพริกพุ่มสูงใหญ่ตาหวานเชื่อม
และต้นมะกรูดอยู่ตรงริมน้ำ แม้มะกรูดจะให้รสชาติที่ต่างจากมะนาวแต่ก็ยังมีความเปรี้ยวอยู่ไม่น้อย คงพอถูไถไปได้ เขาไม่ได้เก่งเรื่องทำอาหารนัก แต่ก็พอถูไถไปได้ ความทรงจำในชาติที่เป็นทหาร เขากินอะไรก็ได้ ทหารส่วนมากได้ชื่อว่าเป็นพวกลิ้นจระเข้อยู่แล้ว ขอแค่อิ่มท้องมีอะไรยัดได้ก็ยัด ยังดีที่ยุคนั้นมีเครื่องปรุงครบครัน ทุกอย่างจึงรสชาติดี มาตอนนี้ ตั้งแต่วันที่ตื่นขึ้นมาก็ยังไม่ได้ลิ้มรสอาหารรสชาติจัดจ้านแบบที่เขาชอบกินเลย โม่โฉวยังพาเด็กๆ และคนอื่นๆ เก็บผักบุ้งและผักกูด
เฮ้อ! เสียดายที่บ้านไม่มีน้ำมัน
น้ำมันเป็นสินค้าราคาแพง พอๆ กับเกลือ น้ำตาลและข้าวสาร อยากล่าหมูป่าสักตัวจัง หากไม่มีน้ำมันคงต้องลวกผักพวกนี้กินแทน ยังดีที่มื้อนี้ของเขาจะมีน้ำพริกรสแซ่บอยู่ วางกับดักปลาเสร็จพวกเขาก็เดินเก็บผักป่าต่อพร้อมทั้งอธิบายให้ทุกคนฟังว่าผักชนิดนี้คืออะไร ช่วยให้อาหารอร่อยได้อย่างไร และปล่อยให้ชาวบ้านที่เหลือเก็บผักอยู่บริเวณรอบน้ำตก โม่โฉวก็เดินแยกออกมาโดยมีท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่อวี้เต๋อ มู่เฉียนและเด็กๆ เฟยหวง เฟยหลิง อวี้ตง จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียง และสัมผัสถึงสิ่งมีชีวิตบางอย่าง
“ชู่” โม่โฉวส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ ช้อนตัวเด็กทั้งสามและท่านแม่มาไว้ด้านหลัง พี่ใหญ่กับพี่อวี้เต๋อยืนบังเขากับมู่เฉียนตามสัญชาตญาณของตน
“หมูป่า” พี่ใหญ่พูดขึ้น สักพักก็เห็นฝูงหมูป่าสี่ห้าที่มีขนาดตัวเต็มวัยอยู่ตรงหน้าพวกเขา โม่โฉวสั่งให้คนที่มีอาวุธ ทั้งพี่ใหญ่ พี่อวี้เต๋อ มู่เฉียนให้เตรียมมยิง ให้สัญญาณว่าแต่ละคนต้องยิงตัวไหน
“เล็งมันคนละตัว ยิง” โม่โฉวเอ่ยบอกพร้อมลูกดอกหน้าไม้ของเขาและพี่ใหญ่ก็พุ่งใส่หมูป่าตัวใหญ่สุดจนมันล้มลง ด้วยความว่องไวของโม่โฉวอีกหนึ่งตัวที่เหลือเขาจึงปามีดใส่จนมันล้มลง อีกสองคนพี่อวี้เต๋อ มู่เฉียนใช้ธนูใส่อีกสองตัวก่อนที่มันจะพุ่งมาหาพวกเขา ท่านแม่กับเด็กๆ ยังคงยืนขาสั่นอยู่เพราะไม่เคยเจอสัตว์ป่าวิ่งพุ่งเข้าใส่แบบนี้มาก่อน ปกติสัตว์ป่าพวกนี้จะอยู่ในแถบป่าชั้นกลาง แต่กลับมาโผล่ในป่าชั้นนอกได้ เหตุใดพวกมันจึงออกมาหากินกันนอกอาณาเขตของตน
“แล้วเราจะเอาพวกนี้กลับยังไง” โม่โฉวเอ่ยถามอย่างจนใจ หมูป่ายังตัวใหญ่กว่าเขาเสียอีก
“มะ แม่จะไปตามพ่อพวกเจ้ามา”
จากนั้นเจี่ยลี่ก็วิ่งออกไปตามสามีและคนอื่นๆ มาช่วย พวกโม่โฉวและเด็กๆ ที่เหลือจึงต้องเฝ้าหมูป่าไว้ เจ้าสองแฝดเวลานั้นต่างก็เข้ามาคลอเคลียและเอ่ยชื่นชมพี่รองของตนไม่หยุด เวลาผ่านไปสักพักใหญ่โม่โฉวได้กลิ่น…กลิ่นบางอย่างที่ปลุกเลือดในตัวของเขา เลือดในกายเขาวิ่งพล่านอย่างไม่อาจห้ามได้ในตอนนี้ เขาลุกพรวดขึ้น เอ่ยบอกทุกคนเสียงเข้มพร้อมสูดหายใจลึกเพื่อตามกลิ่น
“พาเด็กๆ ขึ้นไปบนต้นไม้ เร็ว! เดี๋ยวนี้!”
“อะไร มีอะไร” อวี้เต๋อตื่นตระหนกไปด้วย แต่ก็รีบส่งเด็กๆ ให้ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ อวี้เต๋อกำลังจะตามเด็กขึ้นไปติดๆ ก็ได้ยินเสียงคำรามต่ำ อยู่ใกล้ๆ มันกำลังเยื้องย่างเข้ามาหาพวกเขา
“สะ เสือ”
โม่โฉวขมวดคิ้วเครียด หัวใจดวงน้อยพลันเต้นอย่างวิตก หากเขามีปืนและมีร่างกายแข็งแรงเท่ากับตอนเป็นทหารในชาติก่อน เขาจะไม่รู้สึกหวาดหวั่นขนาดนี้เลย แต่ดูร่างกายเขาตอนนี้สิ
บอบบางซะไม่มี
TBC.
รางน้ำไผ่ยักษ์ (2)
หน้าไม้ที่อยู่ในมือเขาจะสกัดเสือตัวใหญ่ขนาดนี้ได้แค่ไหนกัน แม้จะมีพิษยางน่องก็เถอะ เสือโคร่งปกติมันมักจะหลีกหนีมนุษย์และสมควรอยู่ในป่าชั้นในสุดแต่วันนี้มันกลับเลือกออกมาล่าเขตป่าชั้นนอก ดูท่าแล้วมันน่าจะบาดเจ็บและหิวโซ และมันคงตามกลิ่นเลือดหมูป่ามาเจอเข้ากับพวกเขา ทั้งเสือและมนุษย์ต่างหยั่งเชิงกัน แต่เสือมันกลับก้าวเท้าเข้ามาทีละนิด เสียงขู่คำรามของมันสั่นสะเทือนวิญญาณของเด็กทุกคนตรงนี้ได้อย่างน่ากลัว มันใกล้เข้ามาจนได้กลิ่นสาบเสืออย่างรุนแรง เด็กชายทั้งสามตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัดทั้งยังมีเสียงสะอื้นจากเด็กๆ บนต้นไม้มาให้ได้ยินเป็นระยะ ส่วนโม่โฉวนั้น ที่หวาดหวั่นไม่ใช่ว่าเขากลัวตาย แต่เขากลัวปกป้องทุกคนไม่ได้ต่างหาก เขาเคยตายมาแล้วสองครั้ง เผชิญหน้ากับความตายมานับไม่ถ้วน ชาติที่แล้วเขาสามารถฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น ขอแค่รู้ว่าพวกมันเป็นคนชั่วหรือเป็นพวกที่จะทำร้ายเขา เขาก็เคยไม่ลังเลที่จะฆ่า
“ให้ยิงตรงระหว่างตาของมัน ยิง!”
เสียงที่สั่งการออกมาแม้จะเป็นเสียงเด็กวัย 15 ปี แต่น้ำเสียงกลับแฝงด้วยพลัง ปลุกกำลังใจให้เด็กชายอีกสามคนที่อยู่ข้างหลังของโม่โฉว ทั้งสามถอยหลังอย่างไม่รู้ตัวตามจังหวะการย่างก้าวเข้ามาของเสือโคร่งตัวใหญ่ แต่โม่โฉวยืนอยู่ที่เดิม รู้ตัวอีกทีก็ยืนอยู่ด้านหลังของเกอน้อยเสียแล้ว เมื่อได้ยินเสียงสั่งให้ยิง ทั้งสามจึงปล่อยลูกดอกพร้อมกัน แม้ไม่เข้าเป้าตามคำสั่งแต่ก็ใกล้จุดตาย เสียงร้องคำรามของเสือบาดเจ็บสะท้อนดังก้องป่าจนพวกของผู้เฒ่าหลี่และชาวบ้านชะงัก ทำให้ประสาทสัมผัสของทุกคนตื่นตัวพร้อมระวังภัยเต็มที่
มารดามันสิ!
นี่มันแค่ป่าชั้นนอกมิใช่หรือ ป่าในหมู่บ้านของเรามีเสือออกมาล่าแถวป่าชั้นนอกด้วยหรือ หลายคนคิดอย่างพิศวง แต่จิตใจของหลี่จางหย่งและภรรยานั้น พวกเขารู้สึกถึงที่เลือดเย็นเฉียบไปทั้งร่าง กลัวว่าเด็กๆ จะเกิดอันตราย เสียงคำรามนั้นแม้แต่พวกนายพรานที่ตามเข้ามาช่วยห้ามหมูป่ายังขนลุก หลวนหยาง พรานป่าวัยกลางคนขมวดคิ้วอย่างสงสัย สิ่งใดกันที่ทำให้เสือร้องคำรามอย่างเจ็บปวดได้ขนาดนี้ แล้วเขาก็ได้คำตอบ
ลูกดอกลูกสุดท้ายยิงใส่เสืออีกครั้ง มันยังไม่สิ้นฤทธิ์กระโจนใส่พวกเขาอีก เด็กชายทั้งสามถึงกับเข่าทรุดตอนเห็นเสือกระโจนใส่ ดังนั้นจึงมีแค่เขาที่กำลังเล็งเสืออยู่ โม่โฉวตั้งสมาธิแล้วเล็งหน้าไม้ยิงแสกกลางหัวจนหมดร่วงลงกลางอากาศ แม้สงสัยที่มันออกมาถึงป่าชั้นนอก คงเพราะสัญชาตญาณที่ทำให้มันต้องล่าเพื่อเอาตัวรอด เหมือนที่เขาต้องล่าก็เพื่อเอาตัวรอดเหมือนกัน
“โฉโฉว่!” บ้านหลี่เอ่ยร้องเรียกลูกพร้อมกัน ใบหน้าของเจียลี่นองไปด้วยน้ำตา เด็กๆ เมื่อเห็นพ่อแม่ก็ร้องไห้เสียงดังระงม จนชาวบ้านที่มาสบทบต่างก็พึ่งสังเกตเห็นจึงเงยหน้าขึ้นมองเด็กสามคนที่ใบหน้านองไปด้วยน้ำตาและกอดต้นไม้ไว้แน่น อวี้ตงเมื่อท่านพ่อของตนมาด้วยก็ยิ่งแผดเสียงร้องไห้ดัง สะอึกสะอื้นยกใหญ่
“ท่านพ่อ แง ข้ากลัวๆ ฮือๆ”
ฝั่งเจ้าแฝดได้ท่านพ่อท่านแม่ปลอบจึงสงบลงเหลือแต่เสียงสะอื้น กลิ่นสาบเสือทำจิตใจทุกคนปั่นป่วนไปหมด ทั้งหมดจึงแบกหมูป่าและเสือกลับออกจากป่า แต่โม่โฉวขอแวะไปดูกับดักปลาก่อน หลี่จางหย่งจึงได้ตามลูกไปด้วย นี่ลูกเขาไปกินดีหมีหัวใจเสือที่ใดมาหรือไม่ถึงกล้ายืนประจันหน้ากับเสือที่ตัวใหญ่กว่าตัวเองถึงสองเท่า โดยไร้ความกลัวเช่นนั้น แต่เขาก็รู้สึกภูมิใจในตัวลูกน้อยของตนยิ่งนัก และที่เห็นได้อย่างชัดยามนี้คือ ลูกเขาโตขึ้นแล้ว ไม่เอาแต่ใจตนเช่นเมื่อก่อน ยามนี้หลี่จางหย่งนั้นรู้สึกยินดีนัก
“อู้ววว ปลาตัวใหญ่เต็มกับดักของข้าเลยขอรับท่านพ่อ” ลูกของเขายังร้องบอกด้วยน้ำเสียงร่าเริง
ลูก!
เราพึ่งเจอเสือมานะ และน้ำเสียงสดใสร่าเริงนั้นยังเอ่ยกับเขาอีกหลายประโยคในระหว่างทางที่เดินกลับมา
“ท่านพ่อ ตัดกล้วยเครือเหลืองๆ นั่นให้หน่อยขอรับ”
“ท่านพ่อออ มะพร้าว ข้าเอาผลสีน้ำตาล 1 ลูก เขียว 1 ลูก ขอรับบบบ”
“ท่านพ่อออ นะ…นั่น มะขาม” เขาได้รสชาติเปรี้ยวโดยไม่ต้องใช้มะกรูดแล้ว ส่วนมะกรูดนั้นโม่โฉวได้เก็บมาหลายสิบลูก เพราะจะนำมันมาสระผม ถูตัวแทนสบู่ด้วย ส่วนห้องน้ำต้องวิ่งเข้าไปขุดหลุมแถวชายป่าเช่นเคย รอก่อน รอก่อนเถิด ห้องน้ำข้า
“ท่านพ่ออออ”
“โฉว่เอ๋อร์ พ่อว่าเดี๋ยวพวกเราค่อยกลับมาเก็บมันอีกก็ได้นะลูก” โม่โฉวหันไปมองตะกร้าใบใหญ่ด้านท่านพ่อแล้วจึงหัวเราะแห้ง
“แหะ ขอรับ”
โม่โฉวจดจำไว้ว่าตรงไหนมีอะไร ไว้ขึ้นมาเก็บ เขาเห็นดอกไม้ป่าเต็มไปหมด ไว้ค่อยขึ้นมาเก็บไปปลูกที่บ้าน โชคดีเขาเจอพริกพุ่มใหญ่ เดี๋ยวค่อยเอาไปขยายพันธุ์ต่อที่บ้าน
เมื่อชาวบ้านตัดไผ่มาแล้ว ผู้เฒ่าหลี่ให้พวกเขาใช้มีดฟันให้เป็นช่องแล้วเจาะตรงปล้องออกตามคำบอกของโม่โฉว โชคดีที่ไผ่ยักษ์แต่ละต้นมีความยาวมากทำให้ใช้ต้นไผ่แค่ยี่สิบกว่าต้นเท่านั้นก็ต่อเข้ามาในหมู่บ้านได้สำเร็จ
“เฮ”
เสียงโห่ร้องของชาวบ้านที่ร้องดังขึ้นอย่างยินดีพร้อมเสียงปรบมือดังสนั่น เมื่อเห็นน้ำไหลทะลักออกจากไผ่ลำยักษ์ พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำแล้ว ชาวบ้านต่างวิ่งเข้าไปขอบคุณผู้เฒ่าหลี่ทั้งน้ำตาคลอ ท่านปู่ยังแนะนำให้นำไม้ไผ่มาอีกเพื่อต่อเข้าไปยังบ้านทุกหลัง ให้เหลาไม้มาอุดตรงช่องน้ำไว้ หากจะใช้น้ำก็ดึงจุกที่อุดไว้ออก บ้านหลังไหนไม่มีผู้ชาย ชาวบ้านคนอื่นก็ช่วยต่อเข้าไปให้ ทำให้คนในหมู่บ้านถัวหลัวตอนนี้รู้สึกเหมือนกับต้นไม้ที่ถูกรดน้ำอย่างชุ่มช่ำ โม่โฉวยังให้ท่านปู่ย้ำเตือนให้ชาวบ้านทุกคนต้มน้ำก่อนนำมันมาดื่มกิน อากาศร้อนมาพร้อมกับโรคระบาดต้องระวังอย่างยิ่ง
เมื่อสำเร็จพี่ใหญ่ดีใจนั้นดีใจอย่างออกนอกหน้า เพราะตัวพี่ใหญ่เอง บางครั้งเขายังต้องไปแบกน้ำบนเขาช่วยท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่ ด้วยเป็นครอบครัวชาวนา ทำให้ต้องทำงานหนักตั้งแต่เด็กเป็นเรื่องที่เห็นทั่วไปอยู่แล้ว
หมูป่าห้าตัวนั้นโม่โฉวแบ่งให้บ้านอวี้ตัวหนึ่ง ให้บ้านมู่ตัวหนึ่ง อีกสองตัวให้ท่านปู่เอาไปแบ่งให้ชาวบ้านเพราะปีนี้ชาวหยวนหลิงและหมู่บ้านแถบนี้ต้องเผชิญกับภัยแล้งอย่างหนัก ผลผลิตไม่ดีทำให้ตอนนี้ข้าวราคาแพงนักที่ปลูกไว้ยังไม่พอกินคงไม่ต้องเอ่ยถึงเนื้อว่าหายากเพียงใด ชาวบ้านทุกคนต่างขอบคุณผู้เฒ่าหลี่ บางครอบครัวรับเนื้อไปทั้งน้ำตา
หมู่ป่าตัวใหญ่สุดเป็นของบ้านหลี่ มันถูกนำมาทำเป็นอาหารและแบ่งไว้ทำเนื้อตากแห้ง ยังมีส่วนไขมันที่ชาวบ้านช่วยกันชำแหละ โมโฉวยังบอกวิธีทำน้ำมันไว้ผัดหรือทอดปลาได้ ส่วนใส้หมูโม่โฉวนำไปล้างไว้ เห็นใส้แล้วเขานึกถึงใส้อั่วแล้วอยากกิน และอยากจะลองทำดู เขาให้ท่านแม่สับหมูให้ พี่ใหญ่ช่วยตำตะไคร้ ใบมะกรูด พริก นำมาขยำรวมกันปรุงด้วยเกลือ เติมใบมะกรูดซอยเข้าไป จากนั้นมหกรรมยัดใส้ก็เกิดขึ้น ท่านแม่ พี่ใหญ่ เจ้าแฝดต่างก็จดจ้องด้วยความสนใจ เขายัดความยาวพอประมาณก็มัดแล้วยัดต่อ พี่ใหญ่กับท่านแม่เห็นวิธีทำแล้วก็แย่งโม่โฉวแล้วเอาไปทำเอง เขาจึงบอกว่ายัดเสร็จก็เอามารมครัวและตากไว้ โม่โฉวจึงนำเครื่องเทศที่พี่ตำแยกออกมาโดยไม่มีพริกมาหมักใส้หมูไว้ทอด
ส่วนเสือตัวนั้น ลุงหลวนหยาง พรานป่าในหมู่บ้านแนะนำให้ไปขายที่จวนท่านอ๋องเพราะได้รับคำสั่งให้ล่าเสือแต่เขายังไม่มีเวลาเข้าป่า นายพรานทุกหมู่บ้านต่างได้รับรู้ถึงใบสั่งนี้ เขาจึงให้ท่านปู่กับท่านพ่อหามมันไป ที่จริงเขาก็อยากไปเองแต่หากเขานั้นขี้เกียจลากสังขารเข้าเมืองที่ต้องเดินเท้าไปเพราะไม่มีบ้านไหนในหมู่บ้านที่มีเกวียนและเขาก็ไม่อยากกลับไปเหยียบจวนอ๋อง ไม่ใช่ว่าจวนอ๋องไกลแต่อยู่ห่างแค่หมู่บ้านหยวนหลิงซึ่งอยู่ถัดไปจากหมู่บ้านถัวหลัวเท่านั้นเอง หากเป็นยุคปัจจุบันคงคล้ายๆ บ้านพักตากอากาศของพวกคนรวย แต่คนทั้งหมดของจวนอ๋องก็ปักหลักกันอยู่ที่นั่น เนื่องด้วยเป็นพื้นดินของบรรพบุรุษ เขาจึงย้ำท่านปู่ ท่านพ่อเรื่องส่วนหัวที่เนื้อเป็นสีเขียวให้เฉือนทิ้งเพราะมันเป็นพิษ
เขาพาท่านแม่ทำกับข้าวรอท่านปู่และท่านพ่อ อันที่จริง ท่านแม่ให้เขายืนบอกเฉยๆ ท่านแม่จะทำเอง เขาจึงบอกวิธีทำกับท่านแม่ และรายการอาหารเย็นนี้มีผัดผักบุ้ง ผัดผักกูด เสียดายไม่มีกระเทียม และยังมีปลาเผา ใส้อั่ว ไส้หมูทอด หมูย่างน้ำจิ้มแจ่ว โม่โฉวใส่น้ำมะขามแทนมะนาวในน้ำจิ้ม เพราะยังไม่เจอมะนาว ส่วนเห็ด เขานำมาหมกใส่ใบตอง ล้างให้สะอาด ขยำเกลือ ใส่พริก ตะไคร้ แค่นี้ก็อร่อย เสียดายที่ไม่มีใบแมงลัก โม่โฉวให้ท่านแม่แบ่งผัก เห็ดและหน่อไม้มาลวกกินกับน้ำพริกด้วย เน้นกับเป็นส่วนใหญ่เพราะข้าวสารมีเล็กน้อยที่บ้านอวี้แบ่งมาให้เพราะรู้ว่าข้าวบ้านหลี่หมดแล้ว โม่โฉวจึงต้มข้าวแทน ยิ่งเติมน้ำข้าวยิ่งพองขึ้นมา จะเรียกว่ามันอืดได้มั้ยนะ โม่โฉวคิดในใจ เอาน่าข้าวเหมือนกัน อร่อยอยู่ดีแม้เครื่องปรุงตามมีตามเกิด
ตกเย็นสองพ่อลูกตระกูลหลี่ก็กลับมาพร้อมกับเงินมาให้จำนวน 50 ตำลึงเงิน (5 ตำลึงทอง) ที่จริงค่าเสือไม่ถึง 50 ตำลึงเงิน
ด้วยว่าทางจวนอ๋องกำลังต้องการเสืออยู่พอดี เลยให้พิเศษมา ผู้เฒ่าหลี่และลูกชายที่กลับออกจากจวนอ๋องด้วยความตื่นตระหนกกับเงินก้อนใหญ่นี้ จนได้สติกลับคืนตอนที่ได้ยินเสียงใสของเฟยหลิงที่กำลังเคี้ยวหมูทอด แจ๊บๆ อยู่
“ข้าไม่เคยกินน้ำจิ้มแบบนี้เลย เผ็ด เปรี้ยว ซี๊ด อร่อยๆ ขอรับ” เฟยหลิงพูดขึ้นหลังกลืนกับข้าวลงไปคำใหญ่
“ปลาเผาหวานมาก ไม่ได้กลิ่นคาวปลาเลย” ท่านพ่อเอ่ย แหงล่ะ เขาใช้เกลือของท่านแม่ไปตั้งเยอะ
“ผัดผักบุ้งก็อร่อย ผักนี้ปู่เคยเห็น นึกว่ามันเป็นแค่พืชลอยน้ำ มีรสหวานด้วย”
“มีรสหวานเห็นว่าใส่น้ำตาลอ้อยด้วยเจ้าค่ะ” เจี่ยลี่บอกพ่อสามี
“ใช่ๆ ขอรับ หวานอร่อย ข้าชอบมันมากขอรับ” เฟยหลงเห็นด้วย เขาชอบน้ำอ้อยมากเกิดมาพึ่งจะเคยได้ลิ้มรสหวานในวันที่น้องชายนำอ้อยมา
เสียดายที่โม่โฉวบอกว่าจะเก็บไว้ปลูก เดี๋ยวอีก 9 เดือน พวกเขาค่อยจะได้กินมันอีก ฝ่ายโม่โฉวนั้น เขากะว่าเมื่อเก็บเกี่ยวรอบหนึ่งแล้วจะแบ่งให้ชาวบ้านไปปลูกแล้วค่อยรับซื้อกลับอีกทีนึง แม้จะบอกว่าเกลือมีราคาแพง แต่น้ำตาลกลับมีราคาแพงยิ่งกว่า มีแต่คนในวังหลวงหรือครอบครัวเศรษฐีเท่านั้นที่จะได้กินของหวานหากไม่นับรวมผลไม้ ครอบครัวเขาพึ่งจะได้ลิ้มรสหวานก็วันสองวันก่อนนี้เอง ทั้งเจ้าแฝดร้องอ้อนวอนขอชิมแล้วชิมอีก ส่วนพี่ใหญ่ได้แต่ยืนตาละห้อย ในใจจางหย่งนั้นกลับรู้สึกว่าทำไมมันมีน้อยเหลือเกิน หากมีเหลือจางหย่งจะวิ่งไปเก็บมันอีก เดี๋ยวนี้เลย
“ไส้หมูทอดก็อร่อยมาก ไม่คิดว่าจะนำมาทำแบบนี้ได้” เจี่ยลี่พึมพำเบาๆ ขณะหยิบเนื้อเข้าปาก
แววตาที่บ่งบอกถึงความสุขของครอบครัวหลี่ในตอนนี้ ทำให้โม่โฉวได้แต่ยิ้มบาง หวังว่าจะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีของชีวิตนี้ของเขา โม่โฉวมองไปที่ปากน้อยๆ และแก้มพองๆ ทั้งสองข้างของเจ้าแฝดทั้งสอง ริมฝีปากมันแผลบ พี่ใหญ่ของเขาก็กินไม่หยุด แล้วก็พูดว่า ดีๆ มันดีมาก ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่ก็ดูมีความสุขกับอาหารตรงหน้า เมื่อของคาวหมดก็ตบท้ายด้วยของหวาน เป็นกล้วยบวชชีร้อนๆ ทุกคนที่ได้ลิ้มรสของหวานพวกเขานั้นแทบจะเลียถ้วยอีกครั้ง มารดามันเถอะ ไยมันอร่อยถึงเพียงนี้ อาหารมื้อนี้เป็นมื้อที่ใหญ่และดีที่สุดในชีวิตพวกเขาเลยก็ว่าได้
ณ จวนอ๋อง
“กระหม่อมให้คนไปสืบแล้ว ได้ความว่าเป็นหลานเกอตระกูลหลี่ผู้นำบ้านที่ล่าเสือได้พะยะค่ะ”
“เช่นนั้นหรือ” แม้ตอนที่มาขายพวกเขาจะบอกว่าล่าเองก็เถอะ
“เอ่อ” หลานคุน องครักษ์ประจำตัวองค์ซื่อจื่อ
“พูดมาเถอะ” ฉีซานซื่อจื่อตรัสกับองครักษ์ของตน
“แต่เด็กคนนั้นอายุแค่วัยปักปิ่น ซ้ำยังเป็นเกอ อีกอย่างที่หมู่บ้านแห่งนั้นยังสามารถต่อน้ำจากเขาลงมาใช้โดยใช้ไม้ไผ่ลำใหญ่พะยะค่ะ”
“เป็นความคิดของเด็กคนนั้นหรือ” องค์ซื่อจื่อตรัสถาม
“พะยะค่ะ ชาวบ้านเล่าว่าก่อนหน้านี้หลี่ โม่โฉว นอนป่วยหนัก พอดีขึ้นก็แข็งแรงราวกับไม่เคยเจ็บไข้ ทั้งยังสอนชาวบ้านให้รู้จักพืชหลากชนิดและวิธีนำมาปรุง ทั้งหน่อไม้ และผักบางอย่างที่เมื่อก่อนชาวบ้านคิดว่าเป็นวัชพืชและยังอธิบายการตัดปล้องไผ่ออกให้ปู่ของตัวเองด้วยพะยะค่ะ”
“เด็กคนนี้น่าสนใจ” ท่านอ๋องตรัสบอกตามความรู้สึก
“อืม เราชักอยากเห็นเด็กคนนั้นแล้วสิ” องค์ซื่อจื่อตรัสขึ้น
“เราคงต้องไปเยือนหมู่บ้านถัวหลัวเสียแล้ว” ฉีฮ้าวชินอ๋องทรงตรัสอีกครั้ง องครักษ์ข้างกายจึงเร้นหายเพื่อดำเนินการ
TBC.
อ๋อง (จีน: 王; พินอิน: wáng หวัง หรือ หวาง) เป็นพระราชอิสริยยศสูงสุดของจีน แต่ละแคว้นจะมีอ๋องเป็นเจ้าผู้ครองแคว้น ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งชินอ๋องส่วนมากเป็นพระโอรส พระเชษฐา หรือพระอนุชาในองค์จักรพรรดิ เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่ 1 และเป็นตำแหน่งสูงสุดที่องค์ชายสามารถมีได้ รองจากองค์รัชทายาท
ซื่อจื่อ เป็นตำแหน่งผู้สืบทอดจากชินอ๋อง โดยส่วนใหญ่มักเป็นโอรสองค์โตที่เกิดจากชายาเอก