โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรุปดราม่า ลิเทียมไทยไม่ได้เป็นเบอร์ 3 ของโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ม.ค. 2567 เวลา 09.07 น. • เผยแพร่ 22 ม.ค. 2567 เวลา 08.41 น.

เปิดไทม์ไลน์กระแสพบแร่ลิเทียม 14.8 ล้านตันใน จ.พังงา รัฐบาลเผยไทยมีแร่อันดับ 3 ของโลก ทำนักลงทุนตาวาวก่อนเจอดราม่าดับฝันข้อมูลคลาดเคลื่อน ออกชี้แจงกันวุ่นทั้งสัปดาห์

หลังจากกระแสการพบเหมืองแร่ลิเทียมใน อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมาทำให้ทั้งประชาชน และนักลงทุนต่างติดตามและตื่นเต้นไม่น้อย และยังถือได้ว่าเป็นข่าวดีที่ประเทศไทยจะได้ประกาศความพร้อมในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เมื่อไทยมีแหล่งวัตถุดิบที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่รถ EV

แต่เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับมีดราม่าเกิดขึ้นเมื่อหน่วยงานภาครัฐเอง ออกมาให้เข้อมูลที่ไม่ตรงกัน จนส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิด วันนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” จะไล่ไทม์ไลน์ให้ดูอีกครั้ง

แร่ลิเทียม

สำรวจแร่ลิเทียมที่พังงา

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2567 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดหาและบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ได้อนุญาตอาชญาบัตรพิเศษจำนวน 3 แปลง เพื่อสำรวจแหล่งลิเทียมในพื้นที่อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ซึ่งจากผลการสำรวจพบ “หินอัคนี” เนื้อหยาบมากสีขาวหรือหินเพกมาไทต์

ซึ่งเป็นหินต้นกำเนิดที่นำพาแร่เลพิโดไลต์สีม่วง หรือแร่ที่มีองค์ประกอบของลิเทียมมาเย็นตัว และตกผลึกจนเกิดเป็นแหล่งลิเทียมที่มีศักยภาพ 2 แหล่ง ได้แก่ แหล่งเรืองเกียรติ มีปริมาณสำรองประมาณ 14.8 ล้านตัน เกรดลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45% และแหล่งบางอีตุ้มที่อยู่ระหว่างการสำรวจ ขั้นรายละเอียด เพื่อประเมินปริมาณสำรอง

โดยลิเทียมจากแหล่งเรืองเกียรติ หากมีการอนุญาตประทานบัตร เพื่อทำเหมือง คาดว่าจะสามารถนำแร่ลิเทียมมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาด 50 kWh ได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคัน ที่สำคัญคือเทคโนโลยีการแต่งสินแร่ลิเทียมในปัจจุบัน สามารถควบคุมและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงสั่งให้เร่งสำรวจแหล่งแร่ลิเทียมที่มีศักยภาพ เนื่องจากลิเทียมเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน สำหรับใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งนั่นจะสร้างความมั่นคงและเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต ว่าประเทศไทยจะมีลิเทียมในการผลิตแบตเตอรี่ รองรับการตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศได้

ไทยอันดับ 3 ของโลก

ต่อมาในวันที่ 18 มกราคม 2567 รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงข่าวว่า ไทยสำรวจพบแร่ลิเทียมกว่า 14,800,000 ล้านตัน ส่งผลให้ไทยกลายเป็นประเทศที่ค้นพบแร่ดังกล่าวมากสุดเป็น “อันดับ 3 ของโลก” รองจากโบลิเวีย และอาร์เจนตินา

การค้นพบแร่ศักยภาพลิเทียม-โซเดียม นี้ ถือเป็นทั้งข่าวดี และเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ครอบครองแร่ลิเทียมมากที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่

ทั้งยังสามารถดึงดูดนักลงทุนไทยและต่างชาติ ที่มีศักยภาพเข้ามาตั้งโรงงาน ท่ามกลางการแข่งขันของนานาประเทศ เพื่อให้ไทยมุ่งสู่การเป็นฐานผลิตหลักของภูมิภาค ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าความต้องการลิเทียมทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าภายในปี 2568 และจะต้องการมากกว่า 2 ล้านตัน ภายในปี 2573

เมื่อข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้หน่วยงานและประชาชนให้ความสนใจ โดยตั้งข้อสังเกตุถึงความเป็นไปได้ว่าไทยนั่นมีแร่ลิเทียมมากเป็นอันดับ 3 ของโลกจริงหรือไม่ และในบางกระแสมองว่านี่คือข่าวปลอม จากเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความสับสนอย่างมาก

ที่พบยังเป็นแค่หินแร่ดิบ

จากนั้นในวันที่ 19 มกราคม 2567 ทาง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ จึงได้ออกเอกสารเพื่อเผยแพร่และอธิบายความจริงทั้งหมดว่า แหล่งลิเทียมเรืองเกียรติ ที่อยู่ระหว่างการสำรวจนั้นมีปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ (Mineral Resource) ประมาณ 14.8 ล้านตัน ที่เกรดลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45% หรือมีปริมาณลิเทียมคาร์บอเนตเทียบเท่า (LCE) ประมาณ 164,500 ตัน

หากออกแบบแผนผังการทำเหมืองอย่างเหมาะสมและสามารถนำแร่ขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ 25% คาดว่าจะสามารถนำลิเทียมมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าขนาด 50 kWh ได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคัน

นั่นหมายความว่า การค้นพบปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ (Mineral Resource) ประมาณ 14.8 ล้านตัน คือ การพบแร่ดิบ “ยังไม่ใช่แร่ลิเทียม” ดังนั้น การนำข้อมูลปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ (แร่ดิบ) ไปเปรียบเทียบกับปริมาณทรัพยากรโลหะลิเทียม (แร่ลิเทียม) ของต่างประเทศ จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าประเทศไทยมีปริมาณแร่ลิเทียมมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกได้

สำหรับชนิดของแร่ที่พบในประเทศไทยในขณะนี้เป็นแร่เลพิโดไลต์ (lepidolite) ที่พบในหินเพกมาไทต์ (pegmatite) และมีความสมบูรณ์ของลิเทียมหรือเกรดลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45% แม้จะมีความสมบูรณ์ไม่สูงมาก แต่ก็ถือว่ามีความสมบูรณ์กว่าแหล่งลิเทียมหลายแห่งทั่วโลก และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการแต่งแร่ที่ความสมบูรณ์ดังกล่าวได้คุ้มค่า

จากการออกมาชี้แจงดังกล่าว ส่งผลให้หลายคนต่างวิพากษ์วิจารย์และมองว่าเป็นการ “ดับฝัน” ประเทศไทยเลยทีเดียว

ยอมรับข้อมูลคลาดเคลื่อน

และในวันที่ 20 มกราคม 2567 รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมายอมรับว่าข้อมูลคลาดเคลื่อน และขยายความในรายละเอียดที่คลาดเคลื่อนบางประการ รวมทั้งช่วยสร้างความเข้าใจให้พี่น้องประชาชนเกี่ยวกับผลการสำรวจแหล่งลิเธียมในประเทศไทยใหม่ โดยระบุว่า ไทยได้พบแร่เป็นจำนวนมากในพื้นที่ อ.ตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ซึ่งมีแหล่งลิเทียมที่มีศักยภาพอยู่ 2 แหล่งด้วยกัน คือแหล่งเรืองเกียรติ และแหล่งบางอีตุ้ม

จากดราม่าดังกล่าว จึงสรุปได้ว่าข้อมูลทั้งหมดที่ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เผยแพร่ออกไปตั้งแต่ต้น และทางรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ออกไปนั้นทั้งหมดคือเรื่องจริง ไม่จริงเรื่องเดียวคือ “ไทยไม่ได้มีแร่ลิเทียมมากที่สุดอันดับ 3 ของโลก”

และล่าสุด กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เตรียมพิจารณาคำขออาชญาบัตรเพื่อสำรวจลิเทียมในพื้นที่จังหวัดอื่นอีก คือ “จังหวัดราชบุรีและจังหวัดยะลา” หลังจากอาชญาบัตรพิเศษสำรวจลิเทียมได้อนุมัติไปแล้วก่อนหน้านี้จำนวน 3 แปลง ในพื้นที่จังหวัดพังงา

แน่นอนว่าหากไทยสกัดได้แร่ลิเทียมออกมาแล้ว แร่ตัวนี้จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมดึงอุตสาหกรรมแบตเตอรี่มาไทยได้สำเร็จหรือไม่ ต้องรอลุ้นผลสำรวจจากเหมืองที่เหลือ และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า แร่ที่ได้คุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งยาวนานไม่ต่ำกว่า 20 ปี หรือตลอดช่วงของการได้สัมปทาน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สรุปดราม่า ลิเทียมไทยไม่ได้เป็นเบอร์ 3 ของโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...