โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หอการค้าฯ หนุนพาณิชย์ เดินหน้า FTA ไทย–EU ชี้ช่วยเพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

The Better

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
หอการค้าไทย หนุน พาณิชย์ เจรจา FTA ไทย–EU รอบที่ 9 หลังสรุปผลได้แล้ว 15 จาก 24 บท พร้อมย้ำความสำคัญของการเตรียมภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้พร้อมรับมาตรฐานใหม่ตลาดยุโรป ช่วยเพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผย หอการค้าไทยขอแสดงความชื่นชมและสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ไทย-EU รอบที่ 9 ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเร่งยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป

ดร.พจน์กล่าวว่า ความคืบหน้าจากการเจรจารอบล่าสุดถือเป็นพัฒนาการที่ภาคเอกชนไทยให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจาก FTA ไทย-EU ไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงด้านการค้า แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ทั้งด้านการผลิต การค้า การลงทุน ดิจิทัล ความยั่งยืน กฎระเบียบทางการค้า และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

สำหรับประเด็นที่สามารถสรุปผลการเจรจาเพิ่มเติมได้ในรอบที่ 9 มีความคืบหน้าที่สำคัญ 8 ประเด็น แบ่งเป็น 4 บท และ 4 ประเด็นประกอบความตกลง ได้แก่

1. บทการแข่งขันและการอุดหนุน ว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และการกำหนดหลักเกณฑ์ด้านการอุดหนุนให้มีความโปร่งใส
2. บทรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของความตกลง ดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างไม่เลือกปฏิบัติ
3. บทการระงับข้อพิพาท ซึ่งกำหนดกลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐต่อรัฐ กรณีมีการไม่ปฏิบัติตามความตกลง
4. บทบัญญัติว่าด้วยการบริหารจัดการความตกลง เพื่อรองรับการดำเนินงานและการกำกับดูแลภายหลังความตกลงมีผลใช้บังคับ
5. ภาคผนวกเรื่องอากรที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้า
6. ภาคผนวกเรื่องการผูกขาดการนำเข้าและส่งออกสินค้า
7. ภาคผนวกยานยนต์ ภายใต้บทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า
8. พิธีสารด้านความช่วยเหลือทางศุลกากรระหว่างกัน

เมื่อรวมกับผลการเจรจาในรอบก่อนหน้า ปัจจุบันการเจรจาสามารถสรุปผลได้แล้ว 15 บท จากทั้งหมด 24 บท และภาคผนวกที่เกี่ยวข้อง หรือคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของภาพรวมความตกลง ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญก่อนเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเจรจา

อย่างไรก็ตาม ดร.พจน์กล่าวว่า ภาคเอกชนยังเห็นความสำคัญของประเด็นที่อยู่ระหว่างการเจรจาในช่วงต่อไป เนื่องจากหลายเรื่องมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

1. การเปิดตลาดสินค้า ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับโอกาสการส่งออกและการปรับตัวของภาคการผลิตไทย
2. การค้าบริการและการลงทุน ซึ่งจะมีผลต่อการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง การยกระดับภาคบริการ และการเชื่อมโยงธุรกิจไทยกับตลาดยุโรป
3. การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างโอกาสทางธุรกิจกับความพร้อมของผู้ประกอบการไทย
4. การค้าดิจิทัล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งด้านข้อมูล เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และการค้าข้ามพรมแดน
5. พลังงานและวัตถุดิบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับต้นทุน การผลิต และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน
6. ทรัพย์สินทางปัญญา กฎระเบียบ และมาตรฐานต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้จริง
7. ประเด็นด้านความยั่งยืนและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าสู่ตลาด EU และจะมีผลต่อผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะ SMEs

“FTA ไทย-EU เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโจทย์ใหญ่ของภาคธุรกิจไทย เพราะตลาดยุโรปเป็นตลาดคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความโปร่งใส สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน ดังนั้น การเจรจาที่ดีต้องเดินควบคู่กับการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงได้จริง” ดร.พจน์กล่าว

ดร.พจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการรวบรวมข้อคิดเห็นจากภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนมุมมองของผู้ประกอบการในสาขาต่าง ๆ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม อาหาร สุขภาพ ดิจิทัล โลจิสติกส์ บริการ และ SMEs ประกอบการเจรจาในประเด็นที่ยังคงค้าง

ขณะเดียวกัน หอการค้าไทยพร้อมร่วมสนับสนุนการสื่อสารและเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยเข้าใจโอกาสและกติกาใหม่ที่อาจเกิดขึ้นจาก FTA ไทย-EU ทั้งด้านมาตรฐานสินค้า กฎระเบียบทางการค้า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบย้อนกลับ และเงื่อนไขด้านความยั่งยืน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายตลาดในยุโรป

“สิ่งสำคัญคือ ต้องทำให้ FTA เป็นเครื่องมือที่ผู้ประกอบการใช้ได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงความตกลงในเชิงนโยบาย ภาคเอกชนจึงพร้อมสนับสนุนภาครัฐทั้งในมิติของข้อมูล ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ และการเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่มีมาตรฐานสูง” ดร.พจน์กล่าว

หอการค้าไทยเห็นว่า หากการเจรจา FTA ไทย-EU สามารถสรุปผลได้โดยเร็วและอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนคุณภาพสูง และเสริมบทบาทของไทยในเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...