โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สีหศักดิ์”ห่วงตำแหน่งรมว.กต. ปิดปากเปิดข้อเท็จจริงป้อน“อนุทิน” ฟันธงไทยอ่อนหัดรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำกัมพูชาลากเข้าเกมหหุภาคี

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“สีหศักดิ์”ห่วงตำแหน่งรมว.กต. ปิดปากเปิดข้อเท็จจริงป้อน“อนุทิน” ฟันธงไทยอ่อนหัดรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำกัมพูชาลากเข้าเกมหหุภาคี

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 นักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ออกมาขยับมุมคิด หลังรัฐบาลไทยยกเลิก MOU 44 โดยชี้ให้เห็นถึงข้อดีที่ใหญ่ที่สุดของ MOU 44 คือ การตั้งกรอบชัดเจนให้เจรจาแบบสองฝ่ายหรือทวิภาคี ที่เป็นจุดยืนของไทยมาตลอดในการแก้ปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน เส้นแบ่งต่างๆในMOU ไม่ได้บอกว่าเป็นข้อยุติสุดท้าย ยังต้องพูดคุยให้เกิดความชัดเจน แต่ เมื่อยกเลิกMOU 44 เท่ากับรื้อกลไกสองฝ่ายนี้ทิ้งไป

พร้อมส่งสัญญาณถึงกลุ่มปีกขวาจัดสุดโต่งที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้ มีสมมติฐานที่ผิดทั้งข้อมูลและมาตราส่วนแผนที่ โดยรับข้อมูลที่ไม่เป็นจริงมาสร้างเป็นจินตนาการของตัวเอง ขณะเดียวกันได้สะท้อนถึงบทบาทของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ในสมัยเป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศไม่เคยมีท่าทีคัดค้าน MOU และน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุน เพราะรับรู้ข้อมูลดี การที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมสนธิสัญญาฯระบุว่าไม่รู้เรื่อง MOU จึงเป็นการโกหกทั้งเพ จนมีคำถามบนความประหลาดใจว่านายสีหศักดิ์ ได้มีโอกาสนำเรียนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีว่าจริงๆเป็นอย่างไร ทั้งหมดที่พูดกันมานานคือ นโยบายต่างประเทศกับเพื่อนบ้าน มันไม่ใช่นโยบาย แต่ใช้กระแสชาตินิยมนำการเมือง การทหาร โดยหวังผลประโยชน์ระยะสั้น เพื่อคะแนนเสียงและหนุนให้รัฐบาลอยู่นานๆ

เตือนถึงการเอากระแสเป็นตัวนำ มันไม่ใช่เป็นผลประโยชน์แห่งชาติในเชิงวิชาการ แต่มันได้ความสะใจ เพราะข้อมูลที่พูดกันในหลายเรื่องไม่ตรง อาทิ เส้นผ่าเกาะกูด หรือแผนที่ 1ต่อ 50,000 และเมื่อนำข้อมูลที่ไม่เป็นจริงไปทำนโยบาย กลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะอีกฝ่ายหนึ่งใช้ข้อมูลที่เป็นจริง ได้เปรียบด้วยเงื่อนไขของข้อมูลทันที

ขณะเดียวกันยังทวนเข็มนาฬิกาไปดู “แผนที่ปักปัน”และการสู้คดีในศาลโลก เริ่มตั้งแต่ บทเรียนปี 2505 รัฐบาลไทยขึ้นศาลโลกรอบแรก รัฐบาลกัมพูชายื่นแผนที่แนบท้ายสนธิสัญญา ส่วนรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ยื่นแผนที่ที่ระบุว่า “ทำขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญไทย” ซึ่งเป็นแผนที่ใหม่ ในทางประวัติศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศ หลักฐาน “แผนที่ปักปัน”ที่พ่วงอยู่กับสนธิสัญญาที่ได้รับการให้สัตยาบันย่อมมีน้ำหนักกว่า แผนที่ที่ไทยทำขึ้นเองจึงถูกตีตกและแพ้คดี

พร้อมนำข้อมูล “แผนที่ปักปัน”บนหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเอกสารที่ใช้ต่อสู้ในแนวพรมแดนทางบกหรือMOU 43 ผูกอยู่กับสนธิสัญญาปี 1893, 1904 และ 1907 รัชกาลที่ 5 ให้สัตยาบันร่วมกับประธานาธิบดีฝรั่งเศสพ่วงแผนที่และบันทึกแนบท้าย รัฐบาลสยามเห็นและยอมรับการปักปันแล้ว มาตราส่วนเท่าไหร่ไม่มีนัยสำคัญ เพราะแผนที่ข้อพิพาทมีฉบับเดียวคือแผนที่ปักปัน แต่คนรุ่นหลังหรือความไม่เข้าใจของกลุ่มขวาจัด ไปดึงเอาแผนที่ทหาร หรือเรียกว่าแผนที่ยุทธการ L7017 / L7018 มาตราส่วน 1 ต่อ 50,000 มาอ้างอิง เพราะเชื่อว่าไทยได้เปรียบ แต่ลืมดูว่าขอบแผนที่ระบุชัดเจนว่า ไม่อนุญาตให้ใช้การทำเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ หากนำไปสู้ในศาลโลกจะถูกตีตกทันที

เหมือนรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ที่ทำแผนที่ที่รัฐบาลกรุงเทพฯในยุคนั้น ยื่นต่อศาลโลกก็แพ้ และคำตัดสินศาลโลกปี 2556 (คดีตีความประสาทพระวิหาร) รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันไม่กล้าเปิดคำตัดสินศาลโลกออกมาถึงการชี้แนวให้ชัดเจนว่า แนวที่ศาลโลกชี้ตามคำอุทธรณ์ของกัมพูชานั้นเกินกว่าแนวเส้นที่จอมพลสฤษดิ์ลากไว้ในปี 2505 หรือไม่ หากเกินก็แปลว่าเกิดการเสียดินแดนแล้ว แต่กลับไม่มีใครพูดความจริงและไม่มีใครรับผิดชอบ

ส่วนสาระสำคัญของMOU 43-44มีความปลอดภัยต่อประเทศไทยอย่างไร โดยได้ชี้ให้เห็นถึงที่มาที่ไหนของบันทึกข้อตกลงทั้งสองฉบับ ไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบ คนที่ทำในยุคนั้นได้โง่ให้กัมพูชาหลอก ไม่ได้ขายชาติ อย่าง MOU 44 มี “ครูถนอม” พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ทำเรื่องเส้นเขตแดนทะเลมาตลอดชีวิต สิ่งที่ทำจึงถูกต้อง บนเงื่อนไขสำรวจคู่ขนานบังคับว่า การสำรวจทรัพยากรต้องทำคู่ขนานกับการทำเรื่องเส้นเขตแดนทางทะเล ไม่อนุญาตให้แยกทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

การล้ม MOU 44 จึงเป็นการล้มกติกาเดิม ทำให้หลังจากนี้สามารถสำรวจทรัพยากรได้โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเส้นเขตแดน กระทรวงการต่างประเศ กรมสนธิสัญญาฯและกองทัพเรือ จึงตกเป็นจำเลยใหญ่ ไม่กล้าคัดค้าน ละเลยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รมว.ต่างประเทศก็เล่นไปตามธงของนายกฯ เพราะห่วงตำแหน่ง จึงไม่ต่างจากลิเกคณะหนึ่งที่ถนนศรีอยุธยา
ต่างกับ MOU 43 .ในส่วนพรมแดนทางบก โดยผบ.ทบ.ช่วยยันไว้ นายกฯไม่บ้าจี้เลิก MOU 433 เพราะทหารบกรู้ข้อเท็จจริงใน 11 ระวางดี หากยกเลิกทั้ง 2 ฉบับจะกระทบมหาจินตนาการและเป็นมรดกชิ้นโบว์ดำที่คุณอนุทินทิ้งไว้จนแก้ไม่ได้

จนมีคำถามถึงการยกเลิก MOU 44 โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่คัดค้าน จนไทยเดินตามเกมกัมพูชา บ่งบอกว่ารัฐไทยใช้กระแสเป็นเข็มทิศนำทาง ไม่ใช่นโยบาย รัฐบาลไทยในวันนี้อ่อนหัดมาก เดินตามเส้นเกมการเมืองระหว่างประเทศที่กัมพูชาขีดไว้ให้เดินทั้งหมด ฉะนั้นหากมีการขึ้นศาลโลกรอบที่ 3 ฟันธงว่าไทยแพ้อีก เพราะเงื่อนไขกฎหมายไม่เอื้อ เนื่องจากไทยไม่ยอมทำความเข้าใจสนธิสัญญาและคำตัดสินเดิมที่ศาลโลกต้องการให้เส้นเขตแดนมี "จุดจบหรือจุดยุติ" ไม่ใช่สาเหตุของสงคราม รวมถึง ไทยมโนไปเองว่ามีกองทัพที่ใหญ่กว่าแข็งแรงกว่าแล้วกัมพูชาต้องยอม ในพลวัตสงครามศตวรรษที่ 21 รัฐใหญ่ที่มีกำลังทหารมากกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะชนะรัฐเล็ก เช่น รัสเซียไม่ชนะยูเครน สหรัฐฯ ไม่ชนะทางทหารต่ออิหร่าน

สำหรับการแก้ปัญหาเขตแดนเหมือนคนอยู่บ้านจัดสรรทะเลาะกันเรื่องรั้ว สุดท้ายต้องจบด้วยการรังวัดที่ดิน ในระดับประเทศ คือ เจบีซี (JBC) คณะกรรมาธิการร่วมเส้นเขตแดน แต่รัฐบาลกลับเปลี่ยนเอาทหาร (พลเอก สมศักดิ์ รุ่งสิตา) มาเป็นประธาน ที่ผิดหลักการ เพราะเจบีซีเป็นงานเทคนิคภาคสนามและกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่คู่เจรจาฝ่ายทหาร (GBC) ที่มี รมว.กลาโหม เป็นประธาน สุดท้ายไทยแค่ชนะทางยุทธวิธี แต่พ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ โดยรัฐบาลไทยชนะแค่กระแสชาตินิยมในบ้าน แต่ไม่สามารถแปลงเป็นชัยชนะทางยุทธศาสตร์ในเวทีระหว่างประเทศได้ ชัยชนะทางยุทธศาสตร์ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขระหว่างประเทศ ไม่ใช่พลังอำนาจทางทหาร ต่อให้รบกันรอบที่ 3 ไทยไม่มีทางชนะทางยุทธศาสตร์

เห็นได้จากการถูกลากเข้าสู่เวทีพหุภาคี หลังไทยยกเลิกเงื่อนไขทวิภาคี กัมพูชาก็ไม่คุยทวิภาคีด้วย แต่กระโดดไปเล่นเกมพหุภาคีตามกลไกUNCLOS - กฎหมายทะเล ตั้งคณะกรรมการประนีประนอมภาคบังคับก่อนไทย ไทยกลัวการไปศาลโลกหรือศาลอนุญาโตตุลาการ เพราะกลัวจะแพ้แบบเคสจีนกับฟิลิปปินส์ จึงออกหนังสือปฏิเสธ แต่สุดท้ายตามกลไก UNCLOS ปฏิเสธไม่ได้ การที่นักวิชาการบางคนเสนอไม่ให้เข้าร่วมเลยก็คือพวกสอบตกกฎหมายระหว่างประเทศ เกมระหว่างประเทศเล่นด้วยความไร้เดียงสาและอ่อนหัดไม่ได้

ฉะนั้นช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาลอีก 3 ปีกว่า รัฐบาลไทยและกระทรวงการต่างประเทศควรเดินหน้าอย่างไร ตรงนี้ขอให้นายกฯ ฟังสิ่งที่เป็นความจริงบ้าง อย่ามโนและอย่าเล่นกับกระแสมากเกินไป เปรียบเปรยให้นายกฯ เลิกพักร้อนที่ “เกาะกระแส” แล้วกลับมาตั้งสติ เพราะการทำนโยบายต่างประเทศด้วยอาการ “2 ไร้ใหญ่ คือ ไร้สติและไร้ความรู้” จะนำมาซึ่งความเพลี่ยงพล้ำใหญ่หลวงในเวทีระหว่างประเทศดังที่เห็นอยู่ปัจจุบัน รวมถึงอย่าฟังข้อมูลที่ผิดพลาด โดยเฉพาะข้อมูลที่มาจากคณะกรรมาธิการบางชุดที่ตั้งธงล้ม MOU ที่ควรเปลี่ยนชื่อเป็น “กรรมาธิการล้ม MOU” มากกว่า

ขณะที่ข้อเสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศต้องเลิกทำตัวเป็นเพียง “เด็กเดินตามธงนายกฯ” หรือเป็นแค่ “แคดดี้สะพายถุงกอล์ฟ” ที่คอยส่งลูกให้นายกฯ ตีไปชนธงข้างหน้า โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมายต้องทำหน้าที่ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแก่รัฐบาล ไม่ใช่พารัฐบาลเข้าไปติดกับดัก นโยบายต่างประเทศจะทำบนข้อมูลที่ผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด

ทั้งหมดเป็นมุมมองของนายสุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือ “เขตแดนไทย” มีพล.อ.นพดล โชติศิริ เขียน กำลังตีพิมพ์เป็นครั้งที่สอง พร้อมจะเป็นผู้ดำเนินรายการเสวนาวิชาการ “ฬ.จุฬาฯ นิติมิติ” หัวข้อ “ไทย-กัมพูชา หลัง MOU 44” วันที่ 8 ก.ค. 69 เวลา 09.00-12.00 น. ที่ห้องศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ชั้น 5 อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนายสุรเกียรติ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาฯ อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวเปิดงาน นายชุมพร ปัจจุสานนท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ นายสรจักร เกษมสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เป็นวิทยากร.

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...