เชื้อ H. pylori ติดได้โดยไม่รู้ตัว รู้ทันก่อนเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร
H. pylori เป็นเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหาร และอาจก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังโดยไม่แสดงอาการชัดเจน หากปล่อยไว้นานอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคกระเพาะ แผลในกระเพาะอาหาร เลือดออกในทางเดินอาหาร รวมถึงมะเร็งกระเพาะอาหาร การตรวจและรักษาอย่างเหมาะสมจึงช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนระยะยาวได้
พญ. ศศิพิมพ์ จามิกร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า H. pylori หรือ Helicobacter pylori เป็นแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหาร แม้กระเพาะอาหารจะมีความเป็นกรดสูง หากเชื้ออยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางเดินอาหาร รวมถึงมะเร็งกระเพาะอาหารได้
ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้การติดเชื้อดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ นานหลายปีโดยไม่รู้ตัว
เชื้อ H. pylori ติดต่อได้อย่างไร
ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุช่องทางการติดต่อของเชื้อ H. pylori ได้ชัดเจนทั้งหมด แต่เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการได้รับเชื้อผ่านทางปาก เช่น การรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อน การล้างมือไม่สะอาดก่อนรับประทานอาหารหรือหลังเข้าห้องน้ำ การใช้ภาชนะร่วมกันอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ รวมถึงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แออัดหรือมีสุขอนามัยไม่เหมาะสม
อาการที่ไม่ควรมองข้าม
ในระยะแรก การติดเชื้อ H. pylori อาจไม่แสดงอาการชัดเจน แต่หากมีอาการทางระบบทางเดินอาหารเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ รุนแรงขึ้น หรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจหาสาเหตุ
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่
• ปวดหรือแสบบริเวณลิ้นปี่
• ท้องอืด แน่นท้อง หรือเรอบ่อย
• คลื่นไส้ เบื่ออาหาร
• อิ่มเร็วกว่าปกติ
• น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
• อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระสีดำ ซึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของเลือดออกในทางเดินอาหาร
ภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อ H. pylori ที่ควรระวัง
หากเชื้อ H. pylori อยู่ในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง ได้แก่
• โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง ทำให้มีอาการปวดท้อง แน่นท้อง หรือไม่สบายท้องเรื้อรัง
• แผลในกระเพาะอาหาร เกิดจากเยื่อบุกระเพาะอาหารถูกทำลาย อาจทำให้ปวดหรือแสบท้อง โดยเฉพาะขณะท้องว่าง
• แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น ทำให้ปวดท้องเรื้อรัง หรือมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ
• เลือดออกในทางเดินอาหาร อาจพบอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระสีดำ ซึ่งควรรีบพบแพทย์
• กระเพาะอาหารฝ่อ การอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานานอาจทำให้เยื่อบุและต่อมภายในกระเพาะอาหารค่อย ๆ เสื่อมสภาพลง จนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ ซึ่งเป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารในอนาคตได้
• มะเร็งกระเพาะอาหาร เชื้อ H. pylori มีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะในผู้ที่มีการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน แต่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้พัฒนาไปเป็นมะเร็งเสมอไป
• มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด MALT lymphoma เป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อย แต่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ H. pylori เรื้อรังบริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหาร
การตรวจวินิจฉัย
• การตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test)
เป็นวิธีที่ใช้บ่อยในการตรวจหาเชื้อ เนื่องจากไม่เจ็บ ไม่ต้องส่องกล้อง และให้ผลที่น่าเชื่อถือ หลักการคือให้ผู้รับการตรวจดื่มสารทดสอบที่มียูเรีย จากนั้นเก็บตัวอย่างลมหายใจก่อนและหลังดื่ม เพื่อนำไปวิเคราะห์ว่ามีการทำงานของเอนไซม์ที่พบในเชื้ออยู่หรือไม่ วิธีนี้ใช้เวลา 30 นาที และยังสามารถใช้ตรวจติดตามหลังการรักษา เพื่อยืนยันว่ากำจัดเชื้อได้สำเร็จแล้วหรือไม่
• การตรวจอุจจาระ (Stool Antigen Test)
เป็นการตรวจหาสารแอนติเจนของเชื้อจากตัวอย่างอุจจาระ สามารถใช้ได้ทั้งในการวินิจฉัยและติดตามผลหลังการรักษา โดยไม่จำเป็นต้องส่องกล้อง
• การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (Gastroscopy)
การส่องกล้องช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้โดยตรง รวมถึงสามารถเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อตรวจหาเชื้อและประเมินความผิดปกติของเซลล์เพิ่มเติมได้
พญ. ศศิพิมพ์ จามิกร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า อาการอย่างท้องอืด เรอบ่อย แน่นท้อง หรือปวดแสบบริเวณลิ้นปี่ แม้ดูไม่รุนแรงในระยะแรก แต่หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง เป็น ๆ หาย ๆ หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ๆ ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติในกระเพาะอาหารที่ต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างเหมาะสม การตรวจตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้แพทย์ค้นหาสาเหตุ วางแผนการรักษา และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้
แนวทางการรักษาและการติดตามผล
แนวทางการรักษาหลักคือการใช้ยา โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดเชื้อ ลดการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น แผลในกระเพาะอาหาร แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น หรือมะเร็งกระเพาะอาหาร
โดยทั่วไป การรักษามักใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน เช่น ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อ ร่วมกับยาที่ช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทั้งนี้ แผนการรักษาจะขึ้นอยู่กับอาการ ประวัติสุขภาพ โรคร่วม และความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
ผู้ป่วยควรรับประทานยาอย่างเคร่งครัด และรับประทานยาให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เนื่องจากการหยุดยาเองหรือรับประทานยาไม่ครบ อาจทำให้การกำจัดเชื้อไม่สำเร็จ และเพิ่มโอกาสเกิดการดื้อต่อยาได้
หลังสิ้นสุดการรักษา อาจมีการตรวจติดตามผลเพิ่มเติม เช่น การตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test) หรือการตรวจอุจจาระ (Stool Antigen Test) เพื่อยืนยันว่ากำจัดเชื้อได้สำเร็จแล้ว การติดตามผลมีความสำคัญ เพราะช่วยประเมินผลการรักษา และลดความเสี่ยงของการอักเสบเรื้อรังที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
หากตรวจติดตามแล้วยังพบเชื้ออยู่ แพทย์จะประเมินหาสาเหตุและวางแผนการรักษาใหม่ให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเกิดอันตรายรุนแรงทันที แต่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะภาวะดังกล่าวอาจทำให้กระเพาะอาหารอักเสบต่อเนื่อง และเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคตได้
วิธีป้องกันการติดเชื้อ
• ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
• รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสะอาด
• ดื่มน้ำสะอาดที่ได้มาตรฐาน
• ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ
• หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ
H. Pylori กับมะเร็งกระเพาะอาหารเป็นประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ เนื่องจากแบคทีเรียชนิดนี้สามารถก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในกระเพาะอาหาร และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหลายประการ ตั้งแต่โรคกระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร เลือดออกในทางเดินอาหาร ไปจนถึงมะเร็งกระเพาะอาหารในบางราย แม้ว่าผู้ที่มีเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก แต่การตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและดูแลสุขภาพ