โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กกร. สงขลา ขอรัฐบาลเร่งอนุมัติงบป้องกันน้ำท่วม 99.5 ล้านให้ทัน 100 วันก่อนมรสุม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 4 กรกฎาคม 2569 เวลา 21.51 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กกร. สงขลา ขอรัฐบาลเร่งอนุมัติงบกลาง 99.5 ล้านบาท พัฒนาระบบระบายน้ำ ให้ทัน 100 วันก่อนเข้าฤดูมรสุม หวังป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ พร้อมเสนออัดฉีด Soft Loan ช่วยผู้ประกอบการฟื้นฟูกิจการ

4 ก.ค. 2569 นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ในการประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางมาเป็นประธานเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2569 ภาคเอกชนในจังหวัดสงขลา (กกร.สงขลา) ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวในการสะท้อนข้อเสนอถึงรัฐบาลเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่

โดยในการประชุมดังกล่าว ภาคเอกชนเสนอแนวทางสำคัญเร่งด่วนคือการเชิญนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ การจัดตั้งวอร์รูมระดับนโยบายที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานการเร่งอนุมัติงบประมาณโครงการเร่งด่วนที่ยังค้างอยู่ โดยเฉพาะงบกลาง 99.5 ล้านบาท ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีภายใน 100 วัน เพื่อขุดลอกคลอง กำจัดวัชพืช ซ่อมแซมระบบระบายน้ำ จัดหาเครื่องสูบน้ำ เรือ เครื่องจักร และครุภัณฑ์ที่จำเป็น ลดความเสี่ยงต่อพื้นที่เศรษฐกิจหลักของอำเภอหาดใหญ่

“กกร.สงขลา ได้มีข้อเสนอในการเชิญนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ในโอกาสที่มีกำหนดการลงพื้นที่เปิดด่านศุลกากรสะเดา ในวันที่ 9-10 ก.ค. 2569 เพื่อที่จะได้นำข้อเสนอทั้งหมดเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรี โดยคาดหวังว่ารัฐบาลจะเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็น เพราะหากยิ่งอนุมัติล่าช้า โอกาสที่จะเตรียมการให้ทันหน้ามรสุมก็จะยิ่งยากขึ้นและอาจนำมาซึ่งความเสียหายซ้ำรอยปีที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ควบคู่ไปกับการการผลักดันงบประมาณระยะสั้นของกรมชลประทาน สำหรับซ่อมแซมคลองและระบบรับน้ำ รวมถึงสนับสนุนเทศบาลนครหาดใหญ่ ในการจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ดูแลเมือง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้มีหน่วยงานเจ้าภาพหลักติดตามความคืบหน้าและขับเคลื่อนทุกโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่าการลงทุนเพื่อป้องกันภัยในวันนี้มีต้นทุนต่ำกว่าความเสียหายมหาศาลที่จะเกิดขึ้นหากปล่อยให้เกิดอุทกภัยซ้ำอีก

“สิ่งที่เราต้องการตอนนี้คืองบประมาณเพื่อนำมาป้องกันเหตุการณ์น้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นในช่วงมรสุม ซึ่งตอนนี้พื้นที่จังหวัดสงขลาจะมีแผนงานและหน่วยงานรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดคือการตัดสินใจและการดำเนินงานที่รวดเร็ว เนื่องจากเหลือเวลาอีกไม่ถึง 100 วันก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุม หากยังไม่สามารถอนุมัติงบประมาณและเริ่มดำเนินโครงการเร่งด่วนได้ทัน จะไม่สามารถขุดลอกคูคลอง ซ่อมบำรุงระบบระบายน้ำ และเตรียมเครื่องจักรได้ทันรับมือสถานการณ์น้ำหลาก”

นายทรงพล เปิดเผยต่อว่า ความเสียหายจากอุทกภัยปลายปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมกว่า 87,800 ล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิหยุดชะงัก นักท่องเที่ยวลดลงกว่า 55% รายได้ภาคท่องเที่ยวหดตัวอย่างหนัก และมีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 107,000 ราย นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังเผชิญกับปัญหาจากประกันภัยที่ไม่ให้ความคุ้มครอง เนื่องจากยังไม่เห็นแผนบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการ

โดยภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 6 เดือนแรก และ 1.5% ในเวลาถัดไป เป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับการช่วยเหลือจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการกล้าที่จะกลับมาลงทุนรีโนเวทร้านค้าหรือสั่งซื้อสินค้าเข้าร้านอย่างเต็มที่ หลังจากที่ปัจจุบันหลายรายยังกังวลเรื่องความเสี่ยงจากน้ำท่วมจนไม่กล้าลงทุนเพิ่ม

“หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ฟื้นฟูตัวเองเพื่อให้กลับมาเปิดกิจการได้บ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพียงเล็กน้อย เช่น การรีโนเวทร้าน ให้พอเปิดได้เท่านั้น ซึ่งสาเหตุที่ผู้ประกอบการยังไม่กล้าลงทุนเต็มที่เพราะยังมีความกังวลว่าหากน้ำท่วมอีกครั้งจะเกิดความเสียหายซ้ำอีก แต่หากมี Soft Loan จะเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ ผู้ประกอบการกล้าตัดสินใจลงทุนในโครงการที่ใหญ่ขึ้น”

สำหรับมาตรการระยะยาวในการแก้ปัญหาน้ำท่วมนั้น นายทรงพล เปิดเผยว่า ผลการศึกษาของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทช.) ได้ระบุว่าต้อง อาศัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ขนาดใหญ่ จากการประชุมล่าสุด รองนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอแนวคิดในการบูรณาการร่วมกับโครงการถนนเลี่ยงเมืองสายตะวันออกและตะวันตก เพื่อทำเป็นคลองระบายน้ำคู่ขนานไปกับแนวถนนเพื่อทำหน้าที่เป็นปราการด่านหน้าในการดักน้ำที่ไหลมาจากอำเภอสะเดาจากนั้นจะบริหารจัดการผันน้ำออกไปสู่ทางระบายน้ำสายต่างๆ ตามความเหมาะสม ตลอดจน มีข้อเสนอให้ก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำหรืออุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อทำหน้าที่ตัดมวลน้ำจากทางเหนือของอำเภอสะเดาและผันน้ำออกไปจากพื้นที่เขตเศรษฐกิจ

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...