WASH เล็ง 100 สาขา Q2 ดีมานด์ซักคึกคัก โบรกชูพิกัด 10.3 บ.
#WASH #ทันหุ้น – WASH ส่งสัญญาณผลงานครึ่งหลังปี 69 เร่งตัวแรง! เดินหน้าขยายสาขาเชิงรุกแตะเป้า 100 สาขา โบรกมองกำไรไตรมาส 2/69 กลับมาโต รับอานิสงส์พายุฤดูร้อนหนุนดีมานด์ร้านสะดวกซักคึกคัก แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 10.30 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุถึง บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH ว่า บริษัทรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 19 ล้านบาท ลดลง 51.6% จากไตรมาสก่อน (QoQ) ตามปัจจัยฤดูกาล เนื่องจากไตรมาส 1 เป็นช่วง Low Season ที่สุดของปี แต่ยังทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
@ขยายสาขา
ขณะที่รายได้ลดลงเพียง 8% QoQ แต่เติบโต 18% YoY จากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เติบโต 3.3% YoY ส่วนอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 29.3% ลดลงจาก 36.2% ในไตรมาส 4/2568 และ 31.3% ในไตรมาส 1/2568 เนื่องจากมีการปรับปรุงสาขา ส่งผลให้ต้องปิดให้บริการบางสาขาชั่วคราว รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงสาขา โดยเฉพาะการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพิ่มเติมอีก 52 สาขา จากเดิม 17 สาขา ณ สิ้นปี 2568
นอกจากนี้ บริษัทยังมีการจัดประเภทค่าเสื่อมราคาใหม่ จากเดิมบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร (SG&A) มาเป็นต้นทุนขาย ส่งผลให้สัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อยอดขายอยู่ที่ 14% ใกล้เคียงระดับปกติ
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 คาดว่ากำไรจะกลับมาเติบโตทั้ง QoQ และ YoY ตามปัจจัยฤดูกาล ประกอบกับช่วงไตรมาสดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งโดยปกติจะช่วยหนุนการใช้บริการร้านสะดวกซักเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงเดินหน้าปรับปรุงสาขาควบคู่ไปกับการขยายสาขาตามเป้าหมาย 100 สาขาในปีนี้ โดยในไตรมาส 1/2569 ได้เปิดสาขาใหม่แล้ว 25 สาขา ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 มีจำนวนสาขารวมทั้งสิ้น 616 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทเป็นเจ้าของเอง 537 สาขา
@ชูเป้า 10.30 บาท
ฝ่ายวิจัยมองว่าการขยายและปรับปรุงสาขาในเชิงรุก แม้จะกดดันผลประกอบการในระยะสั้น แต่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการสร้างรายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งเป็นช่วง High Season โดยคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 คิดเป็นเพียง 12% ของประมาณการกำไรทั้งปี เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาลและการปรับปรุงสาขาเชิงรุก
ทั้งนี้ ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ไว้ที่ 166 ล้านบาท เติบโต 31% จากปีก่อน โดยมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 2569 เพียง9.6 เท่า และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล(Dividend Yield) ราว 5% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 10.30 บาท