โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กมธ.ที่ดิน จ่อเชิญหน่วยงานเกี่ยวข้องแจง วอนสังคมเปิดใจปมทับลาน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงแนวทางการทำงานของกมธ.ฯ ต่อกรณีการเพิกถอนพื้นที่ป่าทับลาน ที่อยู่ในกระแสความสนใจของสังคมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้มีความคิดเห็นหลากหลายของสังคมในประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะมีหลายประเด็นที่กำลังเป็นดราม่า ในฐานะประธานกมธ. ตนอยากให้สังคมสื่อโซเชียลเปิดใจ ฟังความเห็นต่าง เพราะเรื่องความขัดแย้งในที่ดินทับลานเกิดขึ้นมาอย่างยาวนานแล้ว

โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ประกาศเขตป่าทับที่ดินทำกินของชาวบ้านที่เป็นชุมชนดั้งเดิม และหลายรัฐบาลพยายามที่จะสะสางแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาตลอด ยืนยันว่าพื้นที่ที่แบ่งให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.)ไป ไม่ใช่พื้นที่ป่าสมบูรณ์ แต่เป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยดั้งเดิมที่มีลักษณะเป็นชุมชน มีทั้ง บ้าน วัด โรงพยาบาล และพื้นที่ที่แบ่งให้ สปก. เป็นมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่มีมาตั้งแต่ในอดีต ไม่ใช่การขีดเส้นใหม่แต่อย่างใด

ประธานกมธ.การที่ดิน กล่าวต่อว่า ดังนั้นเพื่อสร้างความชัดเจน และมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในวันที่ 25 มิ.ย. นี้ กมธ.ฯ จะเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวมาให้ข้อมูลต่อกมธ.ฯ ได้แก่ กรมอุทยานฯ คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(GISTDA) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตข้าราชการกรมอุทยานฯ นายสิรณัฐ สก็อต หรือทราย สก็อต เป็นต้น จากนั้นจะนำข้อเสนอดังกล่าวมาเป็นมติกมธ.ฯ เพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนกลุ่มคัดค้านการปรับเปลี่ยนแนวเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ที่จะเดินทางมายื่นหนังสือที่รัฐสภา ในวันพรุ่งนี้(24มิ.ย.) ตนจะไปรับหนังสือด้วยตัวเอง และไปพูดคุยเพื่อนำข้อเสนอแนะมาเป็นส่วนหนึ่งของมติกมธ.ด้วย

น.ส.กุลวลี ระบุว่า จากมติบอร์ดอุทยานฯ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นการดำเนินงานตามมติ ครม. ในอดีต เพื่อสะสางปัญหาที่ดินทับซ้อนที่แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 (ทับซ้อน สปก.) พื้นที่ที่ สปก. ประกาศเขตปี 2521 แต่ต่อมาอุทยานฯ ไปประกาศทับในปี 2524

กลุ่มที่ 2 (หมู่บ้านไทยสามัคคี) ซึ่งรัฐบาลมีมติให้ชาวบ้านเข้าอยู่อาศัยปี 2520 ก่อนที่อุทยานฯ จะไปขีดเส้นทับปี 2524

กลุ่มที่ 3 (พื้นที่ความมั่นคง/ป่าเสื่อมโทรม) พื้นที่จัดสรรให้ชาวบ้านทำกินตามมติ ครม. ปี 2535

กลุ่มที่ 4 (พื้นที่นอกเขต สปก. และความมั่นคง) พื้นที่ราว 109,000 ไร่ ที่เป็นประเด็นขัดแย้ง และมีคดีความอยู่กว่า 500 คดี ซึ่งสังคมกำลังให้ความสนใจ และคดียังคงเดินหน้าตามกฎหมาย

กลุ่มที่ 5 (พื้นที่ฝึกทหาร) พื้นที่ฝึกรบเดิมของกองทัพ ซึ่งมีมติให้โอนไปอยู่ในการดูแลของกรมธนารักษ์ (ที่ราชพัสดุ) เพื่อให้ทหารใช้ประโยชน์ต่อไป

อย่างไรก็ดี สำหรับพื้นที่ สปก. ก็คงต้องเป็นความรับผิดชอบของ สปก. ตามมติของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ขณะที่พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี มติครม.ปี 20 ซึ่งอุทยานไปขีด ปี 24 และพื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง ที่จะต้องอยู่ในความดูแลของสปก. กมธ.ฯ อาจมีแนวทางให้พื้นที่ทั้ง 2ส่วน ไปอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) เพื่อจัดสรรเป็นแปลงรวม โดยชาวบ้านไม่มีสิทธิ์ขายที่ดินทำกิน ยกเว้นมอบให้ลูกหลานเท่านั้น โดยตนจะตั้งคณะอนุกมธ.ฯ เพื่อติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอยู่ในความสนใจของประชาชน ยืนยันว่าตนไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ที่จะนำเอาพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ และการปรับแนวเขตอุทยาน จะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อความเป็นมรดกโลกอย่างแน่นอน เพราะก่อนที่จะมีการประกาศเป็นพื้นที่มรดกโลก กรมอุทยานฯได้มีการแจ้งกันพื้นที่ชุมชนออกไปเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งจะมีการผนวกพื้นที่ป่าเพิ่มเติม ซึ่งทางยูเนสโก้ได้รับทราบในประเด็นดังกล่าว

“ในส่วนของกมธ.ฯ จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้ชุมชนสามารถทำกินในที่ดินที่ตัวเองมีสิทธิ์ครอบครอง ขณะเดียวกันก็จะอนุรักษ์พื้นที่ป่าไปพร้อมกันด้วย” น.ส.กุลวลี กล่าว

นอกจากนี้ น.ส.กุลวลี ยังมีข้อเสนอแนะให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องเข้าไปดูแล เพราะกมธ.ไม่มีอำนาจในการสั่งการ ส่วนของกรมอุทยานฯ ตนอาจจะเสนอแนะให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบผู้มีสิทธิ์ในการใช้ที่ดินในพื้นที่อุทยานฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...