กมธ.ที่ดิน จ่อเชิญหน่วยงานเกี่ยวข้องแจง วอนสังคมเปิดใจปมทับลาน
วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงแนวทางการทำงานของกมธ.ฯ ต่อกรณีการเพิกถอนพื้นที่ป่าทับลาน ที่อยู่ในกระแสความสนใจของสังคมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้มีความคิดเห็นหลากหลายของสังคมในประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะมีหลายประเด็นที่กำลังเป็นดราม่า ในฐานะประธานกมธ. ตนอยากให้สังคมสื่อโซเชียลเปิดใจ ฟังความเห็นต่าง เพราะเรื่องความขัดแย้งในที่ดินทับลานเกิดขึ้นมาอย่างยาวนานแล้ว
โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ประกาศเขตป่าทับที่ดินทำกินของชาวบ้านที่เป็นชุมชนดั้งเดิม และหลายรัฐบาลพยายามที่จะสะสางแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาตลอด ยืนยันว่าพื้นที่ที่แบ่งให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.)ไป ไม่ใช่พื้นที่ป่าสมบูรณ์ แต่เป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยดั้งเดิมที่มีลักษณะเป็นชุมชน มีทั้ง บ้าน วัด โรงพยาบาล และพื้นที่ที่แบ่งให้ สปก. เป็นมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่มีมาตั้งแต่ในอดีต ไม่ใช่การขีดเส้นใหม่แต่อย่างใด
ประธานกมธ.การที่ดิน กล่าวต่อว่า ดังนั้นเพื่อสร้างความชัดเจน และมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในวันที่ 25 มิ.ย. นี้ กมธ.ฯ จะเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวมาให้ข้อมูลต่อกมธ.ฯ ได้แก่ กรมอุทยานฯ คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(GISTDA) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตข้าราชการกรมอุทยานฯ นายสิรณัฐ สก็อต หรือทราย สก็อต เป็นต้น จากนั้นจะนำข้อเสนอดังกล่าวมาเป็นมติกมธ.ฯ เพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนกลุ่มคัดค้านการปรับเปลี่ยนแนวเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ที่จะเดินทางมายื่นหนังสือที่รัฐสภา ในวันพรุ่งนี้(24มิ.ย.) ตนจะไปรับหนังสือด้วยตัวเอง และไปพูดคุยเพื่อนำข้อเสนอแนะมาเป็นส่วนหนึ่งของมติกมธ.ด้วย
น.ส.กุลวลี ระบุว่า จากมติบอร์ดอุทยานฯ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นการดำเนินงานตามมติ ครม. ในอดีต เพื่อสะสางปัญหาที่ดินทับซ้อนที่แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มที่ 1 (ทับซ้อน สปก.) พื้นที่ที่ สปก. ประกาศเขตปี 2521 แต่ต่อมาอุทยานฯ ไปประกาศทับในปี 2524
กลุ่มที่ 2 (หมู่บ้านไทยสามัคคี) ซึ่งรัฐบาลมีมติให้ชาวบ้านเข้าอยู่อาศัยปี 2520 ก่อนที่อุทยานฯ จะไปขีดเส้นทับปี 2524
กลุ่มที่ 3 (พื้นที่ความมั่นคง/ป่าเสื่อมโทรม) พื้นที่จัดสรรให้ชาวบ้านทำกินตามมติ ครม. ปี 2535
กลุ่มที่ 4 (พื้นที่นอกเขต สปก. และความมั่นคง) พื้นที่ราว 109,000 ไร่ ที่เป็นประเด็นขัดแย้ง และมีคดีความอยู่กว่า 500 คดี ซึ่งสังคมกำลังให้ความสนใจ และคดียังคงเดินหน้าตามกฎหมาย
กลุ่มที่ 5 (พื้นที่ฝึกทหาร) พื้นที่ฝึกรบเดิมของกองทัพ ซึ่งมีมติให้โอนไปอยู่ในการดูแลของกรมธนารักษ์ (ที่ราชพัสดุ) เพื่อให้ทหารใช้ประโยชน์ต่อไป
อย่างไรก็ดี สำหรับพื้นที่ สปก. ก็คงต้องเป็นความรับผิดชอบของ สปก. ตามมติของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ขณะที่พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี มติครม.ปี 20 ซึ่งอุทยานไปขีด ปี 24 และพื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง ที่จะต้องอยู่ในความดูแลของสปก. กมธ.ฯ อาจมีแนวทางให้พื้นที่ทั้ง 2ส่วน ไปอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) เพื่อจัดสรรเป็นแปลงรวม โดยชาวบ้านไม่มีสิทธิ์ขายที่ดินทำกิน ยกเว้นมอบให้ลูกหลานเท่านั้น โดยตนจะตั้งคณะอนุกมธ.ฯ เพื่อติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอยู่ในความสนใจของประชาชน ยืนยันว่าตนไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ที่จะนำเอาพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ และการปรับแนวเขตอุทยาน จะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อความเป็นมรดกโลกอย่างแน่นอน เพราะก่อนที่จะมีการประกาศเป็นพื้นที่มรดกโลก กรมอุทยานฯได้มีการแจ้งกันพื้นที่ชุมชนออกไปเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งจะมีการผนวกพื้นที่ป่าเพิ่มเติม ซึ่งทางยูเนสโก้ได้รับทราบในประเด็นดังกล่าว
“ในส่วนของกมธ.ฯ จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้ชุมชนสามารถทำกินในที่ดินที่ตัวเองมีสิทธิ์ครอบครอง ขณะเดียวกันก็จะอนุรักษ์พื้นที่ป่าไปพร้อมกันด้วย” น.ส.กุลวลี กล่าว
นอกจากนี้ น.ส.กุลวลี ยังมีข้อเสนอแนะให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องเข้าไปดูแล เพราะกมธ.ไม่มีอำนาจในการสั่งการ ส่วนของกรมอุทยานฯ ตนอาจจะเสนอแนะให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบผู้มีสิทธิ์ในการใช้ที่ดินในพื้นที่อุทยานฯ