โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แผนอพยพศูนย์ข้อมูลลงใต้ทะเล ทางรอดหรือระเบิดเวลาลูกใหม่ของสิ่งแวดล้อมกันแน่

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 18 มิ.ย. เวลา 15.35 น.

สุนิสา กาญจนกุล รายงาน

ไมโครซอฟท์ดึงศูนย์ข้อมูลขนาดเท่าตู้คอนเทนเนอร์ที่ปกคลุมไปด้วยสาหร่าย เพรียง และดอกไม้ทะเล ขึ้นมาจากก้นทะเลนอกชายฝั่งสกอตแลนด์ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าแนวคิดของศูนย์ข้อมูลใต้น้ำนั้นเป็นไปได้จริง ที่มาภาพ: https://news.microsoft.com/source/features/sustainability/project-natick-underwater-datacenter/

เอไอช่วยให้เราสามารถทำงานที่เคยต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวันให้เสร็จได้ในเวลาแค่อึดใจ หรือเล่นสนุกด้วยการสร้างภาพตลกขบขันด้วยเอไอได้ในเวลาไม่กี่วินาที แต่เบื้องหลังของเอไอคือ ศูนย์ข้อมูลที่ใช้พลังงานและทรัพยากรมหาศาล บริโภคน้ำจืดจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก

แนวคิดที่จะสร้างศูนย์ข้อมูลใต้น้ำ (underwater data centers) จึงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยอาศัยน้ำทะเลเพื่อระบายความร้อน ลดการใช้พลังงาน และลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

เรื่องเก่าเล่าใหม่

ในยุคที่เอไอกลายเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ความต้องการพลังประมวลผลจึงเติบโตแบบก้าวกระโดดจนสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อโครงข่ายไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำ ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า การใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 17% ในปี 2025

ศูนย์ข้อมูลที่เน้นงานด้านเอไอโดยเฉพาะมีอัตราการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นถึง 50% และคาดว่าการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นจาก 485 เทระวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ในปี 2025 เป็นประมาณ 950 เทระวัตต์-ชั่วโมง ภายในปี 2030 หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 3% ของความต้องการไฟฟ้าทั่วโลก

ศูนย์ข้อมูลไม่ได้เก่งแค่เรื่องดูดพลังงานไฟฟ้า แต่ยังกระหายน้ำอย่างมาก งานวิจัยใน ScienceDirect ประเมินว่า เอไอใช้น้ำราว 312.5-764.6 พันล้านลิตรในปี 2025 ขณะที่รายงานของ Lawrence Berkeley National Laboratory พบว่าศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ ใช้น้ำทางอ้อมถึง 800 พันล้านลิตรเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้า 176 เทระวัตต์-ชั่วโมง ในปี 2023

ขณะที่ Mordor Intelligence ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลเอไอใช้น้ำไปแล้วเกือบ 1 ล้านล้านลิตร หรือประมาณ 264 พันล้านแกลลอนในปี 2025 เพียงปีเดียว ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณน้ำที่คนอเมริกัน 1.8 ล้านคนใช้ตลอดทั้งปี และเรื่องนี้กำลังกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างชุมชนหลายแห่งกับบริษัทเทคโนโลยี

ด้วยแรงกดดันด้านพลังงาน น้ำ และพื้นที่ ปัญหานี้ทำให้หลายบริษัทเริ่มมองลงไปใต้ผืนน้ำที่เยือกเย็น เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างศูนย์ข้อมูลใต้น้ำ ในฐานะทางออกที่อาจช่วยลดภาระเหล่านี้ได้ โดยใช้ความเย็นจากน้ำทะเลตามธรรมชาติแทนระบบทำความเย็นที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำจืดมหาศาล

ที่จริงแล้ว แนวคิดเรื่องศูนย์ข้อมูลใต้น้ำไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด และมีบทเรียนที่น่าสนใจทั้งในแง่ความสำเร็จและความล้มเหลว แต่ความกดดันที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีการหยิบยกแนวคิดนี้มาพิจารณาอย่างจริงจังอีกครั้ง

เริ่มต้นจากแนวคิดหลุดโลก

แนวคิดเรื่องการย้ายศูนย์ข้อมูลลงไปแช่น้ำเพื่อระบายความร้อนไม่ได้เริ่มขึ้นในห้องประชุมของบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่เริ่มจากแนวคิดเล็กๆ ในงานระดมสมองของไมโครซอฟท์เมื่อปี 2014 โดยวิศวกรชื่อ ฌอน เจมส์ อดีตทหารเรือของกองทัพสหรัฐฯ เสนอความเห็นว่า หากต้องการระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็น่าจะลองยกศูนย์ข้อมูลไปไว้ในมหาสมุทรเสียเลย

ความคิดที่ดูเหมือนหลุดมาจากนิยายวิทยาศาสตร์นี้มีการสานต่ออย่างรวดเร็ว โดยใช้ชื่อว่า โครงการนาติก (Project Natick) ซึ่งแบ่งการทดลองออกเป็นสองระยะสำคัญ

  • ระยะที่ 1 (ปี 2015): ไมโครซอฟท์หย่อนแคปซูลต้นแบบขนาดเล็กจมลงใต้น้ำนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนียเป็นเวลา 105 วัน เพื่อทดสอบว่าคอมพิวเตอร์จะสามารถรอดชีวิตในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นและแรงดันสูงได้หรือไม่ ผลลัพธ์ที่ได้สร้างความประหลาดใจแก่ทีมงานอย่างมาก เพราะระบบทำงานได้อย่างราบรื่น

  • ระยะที่ 2 (ปี 2018): ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเทคโนโลยี เมื่อไมโครซอฟท์ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทางทะเลจมแคปซูลทรงกระบอกสีขาวขนาดเท่าตู้คอนเทนเนอร์ 40 ฟุต บรรจุเซิร์ฟเวอร์จำนวน 864 เครื่อง พร้อมความจุข้อมูลรวม 27.6 เพตะไบต์ ลงไปใต้ทะเลลึก 117 ฟุต นอกชายฝั่งหมู่เกาะออร์กนีย์ ประเทศสกอตแลนด์

ความสำเร็จของโครงการนาติกระยะที่ 2 ซึ่งเสร็จสิ้นเมื่อปี 2020 พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่เพียงแค่เซิร์ฟเวอร์จะทำงานได้จริง แต่ยังมีอัตราการชำรุดเสียหายต่ำกว่าเซิร์ฟเวอร์บนบกถึง 8 เท่า เนื่องจากภายในแคปซูลถูกเติมด้วยก๊าซไนโตรเจนที่แห้งและเสถียร แทนที่จะเป็นออกซิเจนที่กัดกร่อนโลหะ ทั้งยังปราศจากแรงสั่นสะเทือนจากการเดินเข้า-ออกของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ไมโครซอฟท์เลือกที่จะระงับการพัฒนาโครงการนาติกในเชิงพาณิชย์ หลังจากสิ้นสุดเฟส 2 และเลือกนำองค์ความรู้ที่ได้มาไปปรับใช้กับระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวบนบก (liquid cooling) แทน

เหตุผลหลักที่ไมโครซอฟท์มองว่าไม่ควรขยายโครงการให้ใหญ่ขึ้น เป็นเพราะแคปซูลถูกซีลปิดเป็นเวลาหลายปี ทำให้ไม่สามารถอัปเกรดฮาร์ดแวร์ได้ ต้นทุนการติดตั้งและการกู้คืนแคปซูลเพื่อซ่อมบำรุงก็สูงมาก ที่สำคัญ หากต้องการขยายโครงการให้รองรับงานถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติเมื่อเทียบกับศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมาบนบก

จีนรับไม้ต่อ

ขณะที่ไมโครซอฟท์เลือกถอย จีนกลับเดินหน้าเต็มที่ บริษัท Highlander Digital Technology ของจีนเริ่มทดลองศูนย์ข้อมูลใต้น้ำมาตั้งแต่ปี 2021 ที่จูไห่ และในเดือนมีนาคม 2023 ได้เปิดตัวศูนย์ข้อมูลใต้น้ำเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลกที่เมืองหลิงสุ่ย (Lingshui) บนเกาะไห่หนาน (Hainan) โดยมี China Telecom และบริษัท AI ของฮ่องกงอย่าง SenseTime เป็นลูกค้ารายแรก

ศูนย์ข้อมูลที่ไห่หนานมีลักษณะคล้ายห้องโดยสาร (cabin) น้ำหนักประมาณ 1,300 ตัน วางอยู่ใต้ทะเลที่ความลึก 35 เมตร แต่ละห้องบรรจุแร็กเซิร์ฟเวอร์ได้ 24 แร็ก หรือเซิร์ฟเวอร์ราว 400-500 เครื่อง แต่ละห้องออกแบบให้มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 25 ปี

ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ไห่หนานมีแผนจะขยายให้มีศูนย์ข้อมูลแบบนี้รวมกันนับ 100 ห้อง ซึ่งหากทำสำเร็จ จะช่วยประหยัดพื้นที่ดินได้ 68,000 ตารางเมตร ประหยัดไฟฟ้า 122 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี และประหยัดน้ำจืดได้ 105,000 ตันต่อปี

ล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2025 Highlander Digital Technology เดินหน้าต่อด้วยการเริ่มก่อสร้างศูนย์ข้อมูลใต้น้ำแห่งใหม่ห่างจากชายฝั่งเซี่ยงไฮ้ประมาณ 6 ไมล์ โดยใช้พลังงานจากกังหันลมนอกชายฝั่งเป็นหลัก

โครงการนี้มีมูลค่าราว 223 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นและบริษัท Hylink และ Alibaba คาดว่าจะรองรับเซิร์ฟเวอร์สำหรับงาน AI ได้ประมาณ 800 เครื่อง ทั้งนี้ Highlander ระบุว่า พลังงานมากกว่า 95% ที่ใช้จะมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน

ความได้เปรียบที่ชัดเจน

จากมุมมองเศรษฐกิจ ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนที่สุดของศูนย์ข้อมูลใต้น้ำคือความเร็วในการติดตั้ง เนื่องจากโมดูลถูกผลิตเป็นชิ้นสำเร็จรูปในโรงงานก่อนนำไปติดตั้งในทะเล กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การผลิตจนถึงการเริ่มใช้งานจึงใช้เวลาประมาณ 3 เดือนเท่านั้น เร็วกว่าการสร้างศูนย์ข้อมูลบนบกที่มักใช้เวลาเป็นปีหรือหลายปี

การสร้างศูนย์ข้อมูลบนบกยังต้องใช้ที่ดินขนาดใหญ่ ท่ามกลางราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่แคปซูลใต้น้ำสามารถผลิตเป็นจำนวนมากในโรงงานแบบสำเร็จรูป แล้วใช้เรือลากและหย่อนลงสู่ก้นทะเลได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงต่อการขยายตัว

นอกจากนี้ ประชากรกว่า 50% ของโลกอาศัยอยู่ภายในระยะ 120 ไมล์จากชายฝั่งทะเล การวางศูนย์ข้อมูลไว้ใต้ทะเลใกล้ชายฝั่งเมืองใหญ่ จึงช่วยลดความหน่วง (latency) ของการส่งข้อมูล และทำให้บริษัทสามารถวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้อยู่ใกล้กับผู้ใช้งานจริงมากขึ้น โดยไม่ต้องแย่งพื้นที่ดินอันจำกัดในเขตเมือง

ข้อกังวลหลายด้าน

แม้ศูนย์ข้อมูลใต้น้ำจะช่วยลดการใช้น้ำจืดและไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็มีความท้าทายหลายประการ เช่น การบำรุงรักษาที่ยากลำบาก (ต้องใช้ ROV หรือหุ่นยนต์ใต้น้ำ) ความเสี่ยงจากสภาพอากาศทะเลและการกัดกร่อน

นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับระบบนิเวศใต้ทะเล ทั้งในเรื่องของความร้อนที่ปล่อยออกมาจากแคปซูล ซึ่งแม้จะดูเล็กน้อยในระดับโครงการทดลอง แต่หากมีการขยายปริมาณเป็นจำนวนมากอาจก่อให้เกิดภาวะมลพิษทางความร้อนเฉพาะจุด ซึ่งส่งผลต่อสายพันธุ์สัตว์ทะเลที่ต้องพึ่งพาอุณหภูมิน้ำที่เสถียรในการผสมพันธุ์ หาอาหาร และการอพยพ

นอกจากความร้อนแล้ว ยังมีข้อกังวลอื่นๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญหยิบยกขึ้นมา ได้แก่

  • มลพิษทางเสียงจากระบบสูบน้ำและระบบทำความเย็น ซึ่งอาจรบกวนการสื่อสารและการนำทางของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล เช่น วาฬและโลมา

  • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสายไฟฟ้าใต้น้ำที่เชื่อมต่อกับชายฝั่ง และการรบกวนพื้นทะเลในช่วงการติดตั้ง

  • ปัญหาการที่สิ่งมีชีวิตในทะเล เช่น เพรียงและสาหร่าย เข้ามาเกาะตามผิวโครงสร้าง ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อนในระยะยาว

  • ความซับซ้อนด้านกฎระเบียบ เนื่องจากพื้นที่ทะเลมักทับซ้อนกับเส้นทางเดินเรือ พื้นที่ประมง กิจกรรมทางทหาร โครงการพลังงานหมุนเวียน และเขตอนุรักษ์ทางทะเล ทำให้การขอใบอนุญาตและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอาจใช้เวลานานหลายปี

ในทางกลับกัน บางฝ่ายมองว่าศูนย์ข้อมูลใต้น้ำอาจมีข้อดีต่อระบบนิเวศ เนื่องจากโครงสร้างของแคปซูลสามารถทำหน้าที่เป็นแนวปะการังเทียมที่ดึงดูดสัตว์ทะเลให้เข้ามาอยู่อาศัยได้เช่นเดียวกับซากเรือจม และเนื่องจากเป็นระบบที่ออกแบบให้ทำงานโดยไม่ต้องมีมนุษย์เข้าไปแทรกแซง จึงไม่จำเป็นต้องมีการเดินทางเข้าออกพื้นที่บ่อยๆ ซึ่งช่วยลดการรบกวนสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้เช่นกัน

ศูนย์ข้อมูลใต้น้ำเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความพยายามแก้ปัญหาการใช้พลังงานและน้ำในศูนย์ข้อมูล แต่อาจเป็นการสร้างความเสี่ยงใหม่ในอีกมิติหนึ่ง

ผลการดำเนินงานจริงของศูนย์ข้อมูลที่ไห่หนานและเซี่ยงไฮ้ในระยะยาว รวมถึงการศึกษาผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างเป็นระบบ จึงจะกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ว่าศูนย์ข้อมูลใต้น้ำจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลโลกในอนาคตอย่างแท้จริงได้หรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...