โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เมื่อการกดไลก์กลายเป็นจุดยืน และโลกออนไลน์เข้าสู่ ยุค Cancel Culture เต็มรูปแบบ

The Momentum

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

กรณีของ สิรณัฐ สก๊อตหรือ ทราย สก๊อตไม่ได้เป็นเพียงดราม่าบนโลกออนไลน์ที่ผู้คนเข้ามาถกเถียงกันชั่วข้ามคืน แต่กำลังกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของสังคมออนไลน์ยุคใหม่ ที่สะท้อนทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค การจัดการวิกฤต (Crisis Management) และพลังของวัฒนธรรมคว่ำบาตร (Cancel Culture) ที่เข้มข้นกว่าที่เคย

เมื่อเจ้าตัวออกมาเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับความรุนแรงและการล่วงละเมิดภายในครอบครัว ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวที่กระทบความรู้สึกของผู้คนในวงกว้าง กระแสสังคมจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การรับฟังเรื่องราว แต่ขยายไปสู่การเลือกข้างอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่น่าสนใจคือ คนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นดารา อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลสาธารณะ กลับถูกจับตาทันที เพียงเพราะเข้าไปกดไลก์ คอมเมนต์ หรือแสดงความเห็นใจต่ออีกฝ่าย หลายคนถูกวิจารณ์อย่างหนัก บางรายถึงขั้นถูกเรียกร้องให้แบนผลงานและสินค้าที่เป็นพรีเซนเตอร์

ปรากฏการณ์นี้กำลังบอกว่า โลกออนไลน์ไม่ได้ตัดสินคนจากคำพูดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังตัดสินจาก ‘จุดยืน’ ที่ถูกส่งผ่านทุกปฏิสัมพันธ์บนโซเชียลมีเดีย

เมื่อความเร็วสำคัญน้อยกว่าความละเอียดอ่อน

หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากเคสนี้ เป็นเรื่องของความเร็วในการตอบสนอง เทียบกับความละเอียดอ่อนต่อประเด็นสังคม

ในยุคที่อินฟลูเอนเซอร์และคนดังแข่งขันกันสร้าง Engagement หลายคนคุ้นชินกับการรีบแสดงตัวเพื่อเกาะกระแส หรือรีบให้กำลังใจเพื่อนร่วมวงการ เพราะมองว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับตัวเอง

แต่ปัญหาอยู่ที่หลายคนแสดงความเห็นโดยยังไม่ได้ศึกษารายละเอียดเรื่องราวอย่างรอบด้าน บางรายใช้เพียงข้อความสั้นๆ เช่น ‘Stay Strong’ หรือส่งอีโมจิหัวใจ โดยไม่ได้ตระหนักว่า ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในครอบครัวและความรู้สึกของผู้เสียหาย ผลลัพธ์ที่ได้จึงเกิดการตีความหลายแบบว่า การกระทำนั้นเท่ากับเลือกข้าง หรือสนับสนุนพฤติกรรมที่กำลังถูกตั้งคำถาม

กรณีนี้จึงกลายเป็นตัวอย่างสำคัญว่า สำหรับประเด็นอ่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ ความรุนแรง หรือการล่วงละเมิด ในสถานการณ์แบบนี้ ความเงียบและการศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน อาจมีค่ามากกว่าการรีบแสดงความเห็นเพื่อรักษาการมีส่วนร่วมบนโลกออนไลน์

Cancel Culture เมื่อผู้บริโภคต้องการแบนเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบ

ปรากฏการณ์ทัวร์ลงในเคสนี้ จึงไม่ใช่เพียงความเกรี้ยวกราดชั่วครู่ชั่วคราวของผู้ใช้งานโซเชียลฯ แต่เป็นภาพสะท้อนอันเด่นชัดของ Cancel Culture ในยุคดิจิทัล ที่ผู้บริโภคมีเครื่องมือตรวจจับความย้อนแย้งได้อย่างรวดเร็ว และพร้อมใช้มาตรการกดดันทางสังคมกับบุคคลหรือแบรนด์ที่มีจุดยืนไม่สอดคล้องกับคุณค่าที่สังคมยอมรับ

ในปัจจุบัน การกดไลก์ คอมเมนต์ หรือแม้แต่การเลือกเงียบในบางประเด็น สามารถถูกตีความเป็นจุดยืนทางศีลธรรมได้ทั้งหมด

คำว่า Cancel Culture ถูกอธิบายโดย ลิซ่า นากามูระ (Lisa Nakamura) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) ว่า เป็นวัฒนธรรมของการบอยคอตคนดัง แบรนด์ บริษัท หรือแนวคิดบางอย่างอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบจากการกระทำหรือคำพูดที่สังคมมองว่าไม่เหมาะสม

แม้หลายคนจะมองว่า Cancel Culture เป็นพฤติกรรมที่สุดโต่ง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สื่อว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้ซื้อสินค้าอีกต่อไป แต่ยังเป็นผู้กำหนดมาตรฐานทางสังคมร่วมกับแบรนด์และบุคคลสาธารณะด้วย

จากบทความ Understanding Cancel Culture for Brands and Marketers ของมหาวิทยาลัยเวสต์เวอร์จิเนีย (West Virginia University) อธิบายว่า ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองแค่คุณภาพของสินค้า แต่กำลังประเมินคุณค่า และจุดยืนทางจริยธรรมของแบรนด์ควบคู่กันไป ซึ่งในกรณีนี้สามารถตีความว่าหมายถึงอินฟลูเอนเซอร์ หรือคนมีชื่อเสียง นั่นทำให้การถูกแบนไม่ได้ส่งผลแค่ต่อชื่อเสียงของบุคคล แต่กระทบยอดขาย ความภักดีต่อแบรนด์ และภาพลักษณ์องค์กรได้โดยตรง

คำขอโทษแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป

หลังเกิดกระแสตีกลับ ดาราและอินฟลูเอนเซอร์หลายคนรีบลบโพสต์ พร้อมออกมาขอโทษทันที ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของการทำ Crisis Management ในยุคดิจิทัล

ปัญหาคือคำขอโทษสำเร็จรูป อย่าง “ขอโทษที่ทำให้ไม่สบายใจ” หรือ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” หรือบางคนตัดสินใจลดบทบาทตัวเองจากช่องทางออนไลน์ วิธีเหล่านี้เริ่มใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะผู้บริโภคมองว่าเป็นเพียงการขอโทษเพื่อให้เรื่องจบ มากกว่าจะเป็นการยอมรับผิดอย่างจริงใจ

สิ่งที่สังคมต้องการในปัจจุบันคือ การแสดงความรับผิดชอบอย่างตรงไปตรงมา เช่น การยอมรับว่าไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ และยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ไม่สนับสนุนความรุนแรงหรือการล่วงละเมิดทุกรูปแบบ

Wake-up Call ครั้งใหญ่ของวงการ Influencer Marketing

ในมุมของนักการตลาด เคสนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับแบรนด์ที่ใช้งาน Influencer Marketing

ในอดีต การเลือกอินฟลูเอนเซอร์อาจพิจารณาจากยอดผู้ติดตาม ยอดไลก์ หรือ Engagement เป็นหลัก แต่วันนี้ ตัวเลขเหล่านั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แบรนด์จำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์อย่างจริงจัง (Risk Assessment) ว่า อินฟลูเอนเซอร์คนนั้นมีพฤติกรรมบนโลกออนไลน์อย่างไร เคยมีส่วนร่วมกับประเด็นอ่อนไหวหรือดราม่าที่อาจขัดกับภาพลักษณ์ของแบรนด์หรือไม่

ขณะเดียวกัน สัญญาว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ยุคใหม่ก็มักเพิ่มข้อกำหนดด้านศีลธรรมเข้ามา เพื่อเปิดทางให้แบรนด์สามารถยกเลิกสัญญาได้ทันที หากเกิดพฤติกรรมที่สร้างผลกระทบต่อชื่อเสียงองค์กร

ทั้งหมดนี้กำลังบอกเราว่า โลกการตลาดกำลังเปลี่ยนจากยุคที่วัดกันด้วย Engagement ไปสู่ยุคที่วัดกันด้วยความเชื่อใจหรือความน่าเชื่อถือของบุคคล

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในยุคที่ทุกการกระทำบนโลกออนไลน์ถูกบันทึกไว้ตลอดเวลา การกดไลก์เพียงครั้งเดียว อาจกลายเป็นต้นทุนทางภาพลักษณ์ที่แพงกว่าที่หลายคนคิด และในโลกของ Cancel Culture วันนี้ Digital Footprint ไม่ได้หมายถึงแค่สิ่งที่เราพูด แต่รวมถึงทุกสิ่งที่เราเลือกมีปฏิสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน

ที่มา

- https://www.creativethailand.org/article-read?article_id=32822

- https://marketingcommunications.wvu.edu/professional-development/marketing-communications-today/marketing-communications-today-blog/2020/07/21/understanding-cancel-culture-for-brands-and-marketers

- https://owl.excelsior.edu/argument-and-critical-thinking/logical-fallacies/logical-fallacies-guilt-by-association/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...