อดีตผู้ว่าททท.แนะ 5 แนวทางก้าวข้ามกับดัก สร้างภูมิคุ้มกันท่องเที่ยวไทย
นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าททท. มองว่า เป็นเวลานานที่ความสำเร็จของการท่องเที่ยวถูกวัดด้วยตัวเลข จำนวนนักท่องเที่ยว ยอดเข้าพัก อัตราเติมเต็มของสนามบินและโรงแรม แต่โลกในวันนี้กำลังบอกเราชัดเจนว่า โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยปริมาณเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงไม่ยั่งยืน
อดีตผู้ว่าททท.แนะไทยก้าวข้ามกับดัก สร้างภูมิคุ้มกันท่องเที่ยว
หากยังสร้างต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ หลายเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ความแออัดเกินขีดจำกัด ธรรมชาติถูกใช้หนักเกินไป ชุมชนท้องถิ่นรู้สึกว่ากำลังสูญเสียพื้นที่ของตนเอง
ขณะเดียวกัน รายได้จากการท่องเที่ยวก็ไม่ได้กระจายอย่างสมดุล ในช่วงเวลาเดียวกัน โครงสร้างโลกกำลังเปลี่ยนอย่างเงียบเชียบ การทำงานไม่จำเป็นต้องผูกติดกับสำนักงานหรือประเทศเดียวอีกต่อไป
ผู้คนจำนวนมากสามารถเลือกที่อยู่อาศัยจากคุณภาพชีวิต ไม่ใช่เพียงโอกาสทางอาชีพ นี่คือจุดที่การท่องเที่ยวต้องตั้งคำถามใหม่กับบทบาทของตนเอง
“Do the RIGHT things”ทำสิ่งที่ “ถูกต้อง” เมื่อการท่องเที่ยวต้องก้าวข้ามกับดักปริมาณ RIGHT Tourism Framework ชวนให้การท่องเที่ยวเปลี่ยนจากการแข่งขันเรื่อง “จำนวน” ไปสู่การแข่งขันเรื่อง “คุณค่า”
กรอบคิด RIGHT มี 5 แนวทาง ประกอบด้วย
- R-Regenerative Tourism ท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟู ให้ธรรมชาติและชุมชนดีขึ้นหลังการมาเยือน
- I-Intelligent Demand Management บริหารนักท่องเที่ยวอย่างชาญฉลาด เน้นคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ
- G-Gamification เที่ยวดี มีรางวัล เปลี่ยนพฤติกรรมด้วยแรงจูงใจ
- H-Hyper-Mobile Elites ดึงดูดคนคุณภาพสูง ที่ทำงาน-ใช้ชีวิตได้ทั่วโลก
- T-Tourism Token ตอบแทนการท่องเที่ยวที่ดี ด้วยโทเคนเพื่อชุมชน
แนวคิด RIGHT จะร่วมกันเปลี่ยนการท่องเที่ยวจากระบบที่ดึงทรัพยากรออกมาใช้ เป็นระบบที่สร้างมูลค่าเพิ่มกลับคืนพื้นที่ เริ่มจาก Regenerative Tourism ที่ยกระดับจากความยั่งยืนแบบเดิม
ไม่ใช่เพียงลดผลกระทบ แต่ต้องฟื้นฟูให้ดีขึ้น ทั้งระบบนิเวศ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจท้องถิ่น ความสำเร็จของการท่องเที่ยวจึงไม่ใช่แค่จำนวนนักท่องเที่ยว แต่คือผลลัพธ์สุทธิที่เป็นบวกต่อพื้นที่
ต่อมา คือ Intelligent Demand Management การบริหารนักท่องเที่ยวอย่างชาญฉลาด แทนที่จะมุ่ง ดึงคนให้มากที่สุด ระบบนี้ออกแบบให้คนมาในเวลาที่เหมาะสม กระจายตัวในพื้นที่และฤดูกาล ใช้ข้อมูล ราคา และแรงจูงใจ แทนมาตรการห้ามหรือจำกัดแบบแข็งตัว ซึ่งมักสร้างแรงต้านทางสังคม
Gamification เข้ามาเติมมิติด้านพฤติกรรม เพราะนโยบายจะได้ผลก็ต่อเมื่อคน “อยากทำตาม” การเปลี่ยนการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบให้เป็นประสบการณ์ที่มีแรงจูงใจ ทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่ภาระ แต่เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
ด้านกลุ่มเป้าหมาย เลือกโฟกัสที่ Hyper-Mobile Elites-กลุ่มคนคุณภาพสูง เช่น ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และครีเอทีฟ ซึ่งสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้ทุกที่ในโลก
คนกลุ่มนี้อยู่นาน ใช้จ่ายในพื้นที่ และให้คุณค่ากับคุณภาพชีวิตมากกว่าการบริโภคแบบเร่งด่วน การท่องเที่ยวจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบายการแข่งขันด้านคนและทุนมนุษย์
ส่วน Tourism Token ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน นักท่องเที่ยวได้รับโทเคนจากพฤติกรรมเชิงบวก และนำไปใช้กับธุรกิจหรือกิจกรรมในชุมชน ทำให้คุณค่าที่สร้างขึ้นหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ ไม่รั่วไหลออกไป
แนวคิด RIGHT ไม่ได้เสนอการเติบโตแบบไร้ขีดจำกัด แต่เสนอ การเติบโตที่ตั้งใจเลือก เมืองท่องเที่ยวสามารถลดแรงกดดัน โดยไม่ต้องปิดประตู เพิ่มรายได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวน
ทั้งยังทำให้การท่องเที่ยวกลับมาเป็นพลังบวกของสังคม ในโลกที่ทั้งภูมิอากาศและรูปแบบชีวิตกำลังเปลี่ยน การท่องเที่ยวอาจต้องเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า เราจะเติบโตมากขึ้น หรือจะเติบโตอย่าง “ถูกต้อง”
แนะ New Approaches 5 แนวทาง ท่องเที่ยวไทย คิดนอกกรอบ
นอกจากนี้อดีตผู้ว่าททท.ยังแนะนำ New Approaches 5 แนวคิดนอกกรอบที่ท่องเที่ยวไทยต้องกล้าทดลอง ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เพื่อก้าวข้ามวิกฤตและสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
1. Demarketing ตลาดเพื่อลดนักท่องเที่ยว ไม่ใช่เพิ่ม แทนที่จะโฆษณาดึงคนเข้าพื้นที่ที่เปราะบางเกินไปอยู่แล้ว ให้ใช้ Demarketing คัดกรองเชิงรุก จงใจลดอุปสงค์ในจุดที่ล้นเกิน เช่น หาดบางแห่งในภูเก็ตหรือเกาะที่ระบบนิเวศกำลังพัง ผลลัพธ์คือพื้นที่ฟื้นตัว
ภาพลักษณ์ “หายากมีค่า” ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพที่พร้อมจ่ายแพงเพื่อประสบการณ์พิเศษ ทั้งหมดนี้สร้างรายได้ได้มากกว่าการเปิดให้มวลชนเข้าฟรีจนทำลายทรัพยากร
2. Local Token -Blockchain กับดอกผลเพื่อชุมชนปัญหาใหญ่ที่สุดของท่องเที่ยวไทยคือ “เงินรั่วออกชุมชน” ให้สร้าง Local Token โดยนักท่องเที่ยวได้รับโทเคนเมื่อทำกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
หรือมีส่วนร่วมกับชุมชน แล้วนำโทเคนไปแลกกับสินค้าและบริการของธุรกิจรายย่อยท้องถิ่นผ่าน Smart Contracts ทำให้เม็ดเงินหมุนในชุมชนจริง ๆ และยกระดับสู่ Smart Tourism ได้ทันที
3. Regenerative Tourism ท่องเที่ยวที่ทิ้งอะไรไว้ดีกว่าเดิมยั่งยืน (Sustainable) หมายความว่า “ไม่ทำลายเพิ่ม” แต่ Regenerative Tourism ก้าวไกลกว่า นักท่องเที่ยวต้องทิ้งทรัพยากรไว้ในสภาพที่ ดีกว่าเดิม ตัวอย่างรูปธรรม
เช่น ธุรกิจดำน้ำในเกาะเต่า เกาะทะลุ หรือตรังที่ควบการท่องเที่ยวเข้ากับโครงการฟื้นฟูแนวปะการัง โดยได้รับเงินทุนแบบ Blended Finance ให้ SMEs ท่องเที่ยวเป็นทั้งนักธุรกิจและผู้พิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติพร้อมกัน
4. Kinetic Elite เปลี่ยน Digital Nomad จาก “แขกขาจร” สู่ “บ้านที่สอง” ไทยดึงดูด Digital Nomads ได้มากอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่อยู่แบบ “โดดเดี่ยว” อยู่ในคาเฟ่ ไม่สัมพันธ์กับชุมชน
จุดที่ต้องเติมคือ “โครงสร้างพื้นฐานเชิงมนุษย์” ต้องออกแบบให้มีพื้นที่บูรณาการผู้มาพำนักเข้ากับวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างจริงจัง ลดความโดดเดี่ยว เปลี่ยนจาก “จุดแวะพักชั่วคราว” เป็น “บ้านฐานที่มั่น” ที่พวกเขาอยากอยู่นานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น และบอกต่อ
5. Gamification เปลี่ยนการเที่ยวให้เป็นเกม Gen Z และ Millennials ไม่ตอบสนองต่อแคมเปญโฆษณาแบบเดิม แต่ตอบสนองต่อ “ระบบแต้มและความรู้สึกชนะ” จินตนาการถึงแอปท่องเที่ยวที่ให้คะแนนเมื่อใช้ขนส่งสาธารณะ ซื้อสินค้าหัตถกรรมชุมชน
หรือเยี่ยมชมเมืองรอง มี Leaderboards จัดอันดับ มีรางวัลพิเศษ เช่น อัปเกรดห้องพัก ส่วนลดพิเศษ หรือสิทธิ์เข้าถึงประสบการณ์เฉพาะ
เกมนี้ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่เปลี่ยนพฤติกรรมนักท่องเที่ยวให้กระจายตัวไปยังเมืองรองและสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนได้โดยอัตโนมัติ
ทั้ง 5 แนวทางนี้มีจุดร่วมเดียวกัน คือมุ่งเปลี่ยน “นักท่องเที่ยว” จากผู้บริโภคทรัพยากร ให้กลายเป็น “หุ้นส่วนในการพัฒนา” ที่ยั่งยืน เพราะในวันที่โลกผันผวนและราคาน้ำมันไม่แน่นอน ประเทศที่สร้างความสัมพันธ์เชิงลึกระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชน จะอยู่รอดได้ทุกพายุ