โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิด 3 ทางเลือก เพื่อไปต่อ ‘รถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน’ วิเคราะห์ใครต้องจ่ายค่าเสียโอกาส?

THE STANDARD

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เปิด 3 ทางเลือก เพื่อไปต่อ ‘รถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน’ วิเคราะห์ใครต้องจ่ายค่าเสียโอกาส?

เลขา EEC เร่งเคาะแนวทาง ‘ไฮสปีด 3 สนามบิน’ หลังประเทศเสียโอกาสมานาน 8 ปี หวั่นกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน ชี้ ‘อย่ารื้ออดีตจนลืมอนาคต’ ขณะที่ค่าเสียหาย – เสียโอกาส เป็นอำนาจ รฟท.ต้องหารือกับเอกชนคู่สัญญา และนายกฯ ตัดสินใจ

ประเด็นสำคัญ

  • เลขา EEC ชี้ 3 ทางออก
  • 3 เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา
  • เปิดมูลค่าประเมินความเสียหายรัฐ-เอกชน
  • สรุปความคืบหน้า

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายหลังบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด แจ้งใช้สิทธิตามสัญญาเพื่อยุติสัญญาร่วมลงทุนว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัทเอกชนในฐานะคู่สัญญาจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา ทั้งในส่วนของสิทธิ หน้าที่ และประเด็นทรัพย์สินหรือค่าเสียหายที่เกี่ยวข้อง

“เรื่องของสัญญาเป็นเรื่องระหว่างการรถไฟฯ กับเอกชน เมื่อสัญญาสิ้นสุดทั้งสองฝ่ายก็ต้องไปดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา ส่วนภาครัฐต้องมาดูว่าโครงการจะเดินหน้าต่ออย่างไร เพราะระบบรางที่เชื่อมสนามบินอู่ตะเภายังจำเป็นต้องมี”

ขณะที่ประเด็นการชดเชยหรือค่าเสียหาย เป็นเรื่องที่คู่สัญญาจะต้องเจรจากันเอง โดย สกพอ.ไม่ได้เป็นคู่สัญญา จึงไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงรายละเอียดได้

พร้อมเปรียบเทียบว่าเป็นเสมือนการยุติความสัมพันธ์ที่แต่ละฝ่ายต้องไปแบ่งสิทธิและทรัพย์สินกันเอง ขณะที่ภาครัฐมีหน้าที่เดินหน้าพัฒนาโครงการต่อ ไม่ควรรอให้ข้อพิพาททั้งหมดแล้วเสร็จก่อน

สำหรับแนวทางดำเนินโครงการหลังจากนี้ จะต้องหารือร่วมกับ รฟท.เพื่อกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด ว่าจะใช้แนวทางเดิม

เลขา EEC ชี้ 3 ทางออก

  • ปรับรูปแบบใหม่
  • ดำเนินการในลักษณะใด โดยเป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมต่อระบบคมนาคมไปยังสนามบินอู่ตะเภาให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
  • ลดสปีด ปรับระบบราง

ดังนั้น จึงยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะต้องเปิดประมูลใหม่หรือไม่ เพราะต้องหารือรายละเอียดก่อน สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรไม่ให้ประเทศเสียเวลาไปมากกว่านี้ เราเสียเวลากับโครงการนี้มานานแล้วถึง 8 ปี

เรื่องดังกล่าวจะต้องนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อรับทราบการสิ้นสุดของสัญญา และพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาการประชุมได้ เนื่องจากต้องรอการกำหนดวันประชุมจากนายกรัฐมนตรี

“ข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนนั้น สิ่งที่ภาครัฐควรทำในเวลานี้คือเร่งกำหนดแนวทางใหม่ให้เกิดความชัดเจน มากกว่ากลับไปถกเถียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เพราะอดีตก็แก้ไขไม่ได้ จะมัวแต่ยืนอยู่กับที่หรือจะเดินหน้าต่อ ผมคิดว่าเราควรเดินหน้า เพราะถ้ามัวแต่รื้ออดีต เราก็ไม่ไปถึงอนาคต”

ส่วนกรณีที่บริษัทเอกชนชี้แจงว่าไม่ได้ถอนการลงทุน แต่เป็นการใช้สิทธิตามสัญญานั้น มันคือการเลือกใช้ถ้อยคำเป็นสิทธิของเอกชน

แต่ในข้อเท็จจริง หากสัญญาสิ้นสุดลง ก็ถือว่าสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ รวมถึงสิทธิการบริหารแอร์พอร์ตลิ้งค์ก็ต้องจบลงด้วย โดยรายละเอียดสามารถพิจารณาได้จากข้อกำหนดในสัญญา

สำหรับรูปแบบโครงการในอนาคต ยังไม่จำเป็นต้องสรุปว่าจะต้องเป็นรถไฟความเร็วสูงเหมือนเดิมหรือไม่ มองว่าทุกทางเลือกยังเปิดกว้าง

หากรัฐบาลเห็นว่ายังควรเดินหน้าในรูปแบบเดิมก็สามารถทำได้ แต่จะต้องใช้เวลาในการออกแบบและจัดทำกระบวนการใหม่ทั้งหมด

ทั้งนี้ ยอมรับว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญของโครงการเดิมคือความคุ้มค่าทางการเงิน (Financial Feasibility) ซึ่งส่งผลต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

หากโครงการไม่มีความคุ้มค่า ธนาคารก็ไม่สามารถสนับสนุนเงินกู้ได้ ทำให้การลงทุนไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ดังนั้น การกำหนดรูปแบบใหม่จะต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ทั้งด้านการลงทุน ระยะเวลาดำเนินการ และการตอบโจทย์การพัฒนาเขต EEC ในระยะยาว

“เราจะให้นายกฯ รับทราบว่าสัญญาสิ้นสุดแล้ว และหารือว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร โดยหนึ่งในทางเลือกคือแนวคิดระบบรางระยะประมาณ 160 กิโลเมตร แต่ทั้งหมดต้องหารือร่วมกับการรถไฟฯ เปรียบเทียบทุกทางเลือก เพราะเป้าหมายสำคัญคือไม่ให้ประเทศเสียเวลาไปมากกว่านี้”

ส่วนที่ว่านักลงทุนไม่เชื่อมั่นในการลงทุนแล้วนั้น ผมว่าถ้าเขาจะไม่เชื่อมั่นก็ไม่เชื่อมั่นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับว่าโครงการนี้ล้ม

ขณะที่กรณีบางธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว ดิสนีย์แลนด์ ที่เคยจะมาลงทุนในไทยอาจไม่มาลงทุนแล้ว เพราะไม่มีไฮสปีด ‘เราไม่ได้บอกว่าเราไม่มีรถไฟแล้ว เรายังมีแค่ความเร็วลง’

3 เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา

ทั้งนี้ แหล่งข่าวคมนาคมระบุว่า เบื้องต้น สำหรับเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามที่ระบุในสัญญา ดังนี้

  • สิ้นสุดตามอายุสัญญาสัมปทาน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 50 ปี
  • การเลิกสัญญา หากการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed – NTP) ไม่สำเร็จ

โดยตามเงื่อนไขกำหนดไว้ในข้อ 6.2 ซึ่งส่วนหนึ่งระบุว่าเลิกสัญญา เนื่องจากเหตุของการขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน BOI ไม่สำเร็จครบถ้วน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญาได้

  • สิ้นสุดสัญญาตามเงื่อนไขของการบอกเลิกสัญญา

  • รฟท. เป็นฝ่ายผิดสัญญา

  • เอกชนเป็นฝ่ายผิดสัญญา

  • เกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเหตุผ่อนผัน

  • เลิกด้วยเหตุการณ์ใช้อำนาจรัฐบาลเพื่อประโยชน์สาธารณะ

อย่างไรก็ดี หากการพิจารณาของ กพอ. ไม่สามารถเดินหน้าแนวทางแก้ไขสัญญาตามมติ กพอ.เดิม ก็จะต้องใช้แนวทางสิ้นสุดสัญญา กระบวนการหลังจากนั้นจึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการเจรจาสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน รวมไปถึงการเจรจาถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลงทุนจริง

เปิดมูลค่าประเมินความเสียหายรัฐ-เอกชน

เบื้องต้น รฟท. อยู่ระหว่างตรวจสอบตัวเลขที่ชัดเจนร่วมกับฝ่ายการเงิน โดยพบว่ามีตัวเลขค่าใช้จ่ายและรายได้ที่ต้องนำมาหักลบกัน รวมถึงดอกเบี้ย ดังนั้น ขณะนี้ต้องรอการสรุปตัวเลขที่แน่นอนอีกครั้ง

โดยเบื้องต้นประเมินความเสียหายจากการลงทุนรัฐ-เอกชน แบ่งเป็น

ภาครัฐ (รฟท.) ลงทุนแล้วกว่า 9.8 พันล้านบาท ประกอบด้วย

  • จ่ายค่าเวนคืนที่ดิน 5,740 ล้านบาท
  • รื้อย้ายสาธารณูปโภค 4,103 ล้านบาท

ภาคเอกชน ลงทุนแล้วกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท

  • ปรับปรุงบริการรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์
  • เตรียมพื้นที่รองรับการก่อสร้างงานโยธา

สรุปความคืบหน้า

รัฐบาลยืนยันโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่ากว่า 220,000 ล้านบาท ต้องเดินหน้าตามสัญญา

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า เอกชนไม่สามารถยกเลิกสัญญากับรัฐฝ่ายเดียวได้ หากผิดสัญญาอาจถูกขึ้นบัญชีดำ ริบหลักประกัน และเรียกค่าเสียหาย รวมถึงชดเชยต้นทุนหากรัฐต้องเปิดประมูลใหม่

พร้อมย้ำว่าทางออกที่ดีที่สุดคือทุกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญา ขณะที่ รฟท. มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ หากเอกชนไม่ดำเนินงานตามเงื่อนไข

ด้าน เอเชีย เอรา วัน (กลุ่ม CP) ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนายกเลิกโครงการ แต่ต้องการร่วมกับภาครัฐแก้ปัญหาการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า ข้อจำกัดด้านกฎหมาย และการจัดหาเงินทุนที่เปลี่ยนไปจากสมมติฐานเดิม เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้

โดยย้ำว่าการใช้สิทธิเลิกสัญญาไม่ใช่เป้าหมายหลักของบริษัท แต่เป็นเพียงทางเลือกสุดท้ายหากอุปสรรคไม่สามารถแก้ไขได้จริง

ภาพ:Shutterst a little snail/ Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...