กสทช. ชวนจับตา “อธิปไตยทางการสื่อสาร” ภัยคุกคามยุค AI ที่ต้องเร่งสร้างเกราะป้องกัน
กสทช. เตือนไทยเสี่ยงสูญเสีย “อธิปไตยทางการสื่อสาร” หลังบิ๊กเทคต่างชาติยึด Big Data คนไทยเกือบ 100% ชี้ระบบสื่อสารประเทศเปราะบางหนัก เปรียบเหมือนตกอยู่ในภาวะ “สูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตบนโลกไซเบอร์” ย้ำปล่อยไว้เสี่ยงถูกแทรกแซง-ล้างสมองด้วยอัลกอริทึม AI พร้อมเปิดยุทธศาสตร์ 3 ทางรอด เร่งพัฒนาเทคโนโลยีตนเอง คุมเข้มแพลตฟอร์มข้ามชาติ และผนึกกำลังอาเซียนเพื่อกุมชะตากรรมดิจิทัลของประเทศ ก่อนสายเกินแก้
วันที่ 14 มิถุนายน 2569 - เมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไป“ภัยคุกคามความมั่นคง” จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสู้รบทางทหารอีกต่อไป แต่กำลังแฝงตัวเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียนผ่านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ล่าสุดในงานเสวนาวิชาการ “ความมั่นคงของชาติในโลกผันผวน: เศรษฐกิจ สังคม และภัยคุกคามรูปแบบใหม่” ซึ่งจัดขึ้นโดยหลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 7 ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ได้มีการหยิบยกประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยต้องตระหนักร่วมกันอย่างเร่งด่วนนั่นคือ “อธิปไตยทางการสื่อสาร” (Communication Sovereignty)
พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ได้สะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ว่า นอกเหนือจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายมหาศาลแล้ว ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “ภัยเงียบ” ที่รุนแรงยิ่งกว่า คือการสูญเสียอำนาจอิสระในการควบคุม กำกับดูแล และปกป้องระบบสื่อสาร ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจากการแทรกแซงของต่างชาติ
“หากอธิปไตยในอดีตคือการปกป้อง ดินแดน ผืนน้ำ และน่านฟ้า 'อธิปไตยทางการสื่อสาร' ในวันนี้ก็คือการปกป้องเขตแดนบนโลกไซเบอร์ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นเพียง 'ผู้เช่าระบบหรือผู้บริโภค' ที่ต้องยอมจำนนต่อกฎของบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ"
พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ ได้แบ่งมิติความมั่นคงทางไซเบอร์ที่ต้องเฝ้าระวังออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่:
- อธิปไตยทางโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Sovereignty): การมีอำนาจดูแลสายเคเบิลใต้น้ำ สถานีฐาน ระบบดาวเทียม และ Data Center ภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ป้องกันการถูกตัดสัญญาณในยามวิกฤต
- อธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty): การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลความมั่นคงภายใต้กฎหมายไทย (เช่น Sovereign Cloud) เนื่องจากปัจจุบัน Big Data พฤติกรรมของคนไทยเกือบ 100% ถูกจัดเก็บอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Tech Giants) ต่างชาติ
- อธิปไตยทางกฎหมายและการกำกับดูแล (Regulatory Sovereignty): รัฐต้องมีอำนาจบังคับใช้กฎหมายและกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดการกับแพลตฟอร์มที่กระทำความผิด ก้าวข้ามข้อจำกัดคำว่า "กฎหมายเอื้อยไม่ถึง" เพื่อจัดการกับข่าวปลอม (Fake News) และเนื้อหาผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
- อธิปไตยทางวัฒนธรรมและเนื้อหา (Content & Cultural Sovereignty): ปกป้องประชาชนไม่ให้ถูกครอบงำทางความคิด ค่านิยม หรือถูกป้อนข้อมูลเพื่อสร้างความแตกแยกทางการเมืองผ่านอัลกอริทึม (Algorithm) ของแพลตฟอร์มต่างชาติ
สัญญาณอันตราย: ไทยกำลังเผชิญความเปราะบางทางดิจิทัล
ปัจจุบันระบบการสื่อสารของไทยมี "ความเปราะบาง" (Vulnerability) สูงมาก ไม่ใช่เพราะสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ดี แต่เกิดจากการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติเกือบทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น คนไทยส่วนใหญ่ยังเต็มใจมอบข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย
สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนการ “สูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ในอดีต ที่เมื่อเกิดปัญหาบนโลกออนไลน์ รัฐบาลกลับต้องไปอ้อนวอนหรือปฏิบัติตามกฎของแพลตฟอร์มต่างชาติแทนที่จะใช้กฎหมายไทย และความท้าทายนี้กำลังน่ากลัวขึ้นเมื่อยักษ์ใหญ่ไอทีเริ่มรุกคืบให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit Satellite) ยิงตรงสู่ผู้บริโภคโดยตรง หากไทยไม่มีมาตรการรองรับ อาจสูญเสียอธิปไตยทางดิจิทัลไปตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
3 ทางรอด เร่งสร้างเกราะป้องกันประเทศ
เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องสูญเสียอำนาจในการกำหนดทิศทางดิจิทัลของตนเอง พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ ได้เสนอแนวทางรับมือ 3 ด้านหลัก ดังนี้
- การสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้บริโภค" มาเป็น "ผู้สร้าง" โดยการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการพัฒนาระบบ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลอดจนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ขึ้นภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศมีความเป็นอิสระและสามารถควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลได้อย่างแท้จริง
- การบังคับใช้กฎเกณฑ์เชิงรุก รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกล้าที่จะลุกขึ้นมากำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มข้ามชาติ รวมถึงบริการ OTT อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อทลายข้อจำกัดทางกฎหมายที่เคยล้าหลัง และเปลี่ยนมาเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะการปกป้องเด็กและเยาวชนจากการถูกครอบงำทางความคิด ค่านิยม หรือการถูกมอมเมาด้วยเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
- การผนึกกำลังร่วมกันในระดับภูมิภาค เนื่องจากการต่อสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีที่มีอำนาจล้นฟ้า (Tech Giants) ลำพังเพียงประเทศเดียวอาจมีอำนาจต่อรองไม่มากพอ ประเทศไทยจึงต้องแสวงหาความร่วมมือและสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) เพื่อรวมตัวกันสร้างอำนาจต่อรองในระดับสากล ร่วมกันกำหนดมาตรฐาน และปกป้องผลประโยชน์ทางดิจิทัลของภูมิภาคร่วมกันอย่างยั่งยืน
“ในอดีต ใครคุมระบบพลังงานและไฟฟ้า คือผู้กุมอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของชาติ แต่ปัจจุบัน ใครคุมระบบสื่อสารและข้อมูล คือผู้กุมเศรษฐกิจ สังคม ไปจนถึงความคิดและอำนาจทางการเมืองของประชาชน ดังนั้น ในฐานะผู้บริหารและผู้นำประเทศในอนาคต ต้องช่วยกันสร้างเกราะป้องกันนี้ เพื่อความมั่นคงของลูกหลานเราในอนาคต”