"SpaceX" ผ่านทุกดัชนี แต่ S&P500 ปฏิเสธ ยันกฎ Free Float กำไรย้อนหลัง
IPO ของ SpaceX ไม่ได้มีเพียงมูลค่าใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการลงทุนโลก หุ้น SPCX ไม่ได้ถูกซื้อโดยนักลงทุนรายย่อยเท่านั้น แต่ถูกซื้อผ่านระบบกองทุนต่าง ๆ
หลังเปิดซื้อขาย SpaceX พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ ไปแตะระดับสูงสุดราว 225 ดอลลาร์ ก่อนปรับฐานกลับลงมาบริเวณ 153 ดอลลาร์ ทำให้มูลค่ากิจการยังอยู่ใกล้ระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ แม้ราคาจะผันผวน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังกลับสำคัญกว่า
เพราะเพียง 5 วันทำการหลังเข้าตลาด SpaceX ก็ถูกนำเข้าคำนวณในดัชนี CRSP US Total Market Index ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงของกองทุนขนาดใหญ่อย่าง Vanguard Total Stock Market Index Fund (VTI) ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมหาศาลที่ถือกองทุนดัชนีอยู่เดิม กลายเป็นผู้ถือหุ้น SpaceX โดยอัตโนมัติ
หลังจากนั้น SpaceX ยังทยอยเข้าสู่ดัชนีสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่ CRSP และกองทุนตลาดรวมของ Vanguard, Russell 1000 ของ FTSE Russell, ดัชนีหุ้นสหรัฐของ MSCI และ Nasdaq-100 ซึ่งอ้างอิงโดยกองทุน QQQ นั่นหมายความว่าผู้ที่ถือกองทุนดัชนีแบบกระจายความเสี่ยงอยู่แล้ว มีโอกาสสูงที่กำลังเป็นเจ้าของหุ้น SpaceX อยู่ แม้ไม่เคยซื้อเองเลยก็ตาม
SpaceX ได้ทำให้กฎของดัชนีเปลี่ยนไป เพื่อรองรับบริษัทยุคใหม่ ที่ผ่านมา บริษัทขนาดใหญ่ที่มีหุ้นหมุนเวียนในตลาด หรือ Free Float ต่ำ มักเข้าเกณฑ์ดัชนีได้ยาก แต่กับ SpaceX ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะถึงแม้จะมีหุ้นที่เปิดซื้อขายจริงเพียงประมาณ 4% ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ยังอยู่กับผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นเดิม
ซึ่งภายใต้เกณฑ์เดิม ไม่มีทางที่ SpaceX จะถูกนำเข้าคำนวนในดัชนีฯได้เร็วขนาดนี้ แต่ผู้จัดทำดัชนีหลายแห่งเริ่มมองว่า โลกกำลังเปลี่ยนไป บริษัทเทคโนโลยียุคใหม่มักเข้าตลาดด้วยมูลค่ามหาศาล แต่เปิดขายหุ้นเพียงบางส่วน ดังนั้นเกณฑ์ใหม่จึงให้น้ำหนักกับความสามารถในการลงทุนได้จริงมากกว่าการกำหนดสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนขั้นต่ำแบบตายตัว
แต่ S&P 500 ปฎิเสธที่จะเดินตามดัชนีฯอื่น ๆ เพราะ S&P 500 ถือว่ามีอิทธิพลสูงต่อบัญชีเงินเกษียณจำนวนมหาศาลในสหรัฐฯ ทำให้ตัดสินใจไม่เปลี่ยนกฎ โดยบริษัทที่จะเข้าดัชนียังคงต้องผ่านเงื่อนไขเดิม ได้แก่ มีระยะเวลาซื้อขายในตลาดครบตามเกณฑ์ มีสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนขั้นต่ำ และมีกำไรย้อนหลังต่อเนื่อง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นบางส่วน และกำลังจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือ ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังหุ้น SPCX เริ่มซื้อขาย หุ้นของบริษัทก็เริ่มไหลเข้าสู่พอร์ตเกษียณอายุของชาวอเมริกันหลายล้านคนผ่านกองทุนดัชนีโดยอัตโนมัติ และที่สำคัญ กลไกเดียวกันนี้อาจกลายเป็นเส้นทางของ OpenAI และ Anthropic ในอนาคต
สิ่งที่ทำให้กรณีนี้น่าสนใจคือ กฎใหม่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อ SpaceX เพียงรายเดียว ทั้ง OpenAI และ Anthropic ต่างอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าตลาด และมีโครงสร้างคล้ายกันอย่างมาก มูลค่ากิจการสูงมาก เปิดขายหุ้นเพียงบางส่วน ต้องการรักษาอำนาจควบคุมของผู้ก่อตั้ง
หากบริษัทเหล่านี้เลือกเสนอขายหุ้นในสัดส่วนที่ไม่สูงมาก เช่น 5–15% ของกิจการ พวกเขาอาจผ่านเกณฑ์ใหม่ได้ง่ายกว่าระบบเดิม และเมื่อถึงวันนั้น กองทุนดัชนีทั่วโลกก็อาจเริ่มเข้าซื้อหุ้นของบริษัท AI เหล่านี้โดยอัตโนมัติแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ SpaceX
นักลงทุนที่ลงทุนผ่านกองทุนดัชนีฯ อาจจะเป็นเจ้าของหุ้น AI และอวกาศอยู่แล้ว โดยไม่รู้ตัว แต่การเข้าคำนวณในดัชนีฯไม่ได้แปลว่ากองทุนจะทุ่มเงินซื้อเต็มพอร์ตทันที น้ำหนักลงทุนยังขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นที่เปิดซื้อขายจริง แม้ SpaceX จะมีมูลค่ามหาศาล แต่ด้วย Free Float ที่ต่ำ ทำให้น้ำหนักในกองทุนตลาดรวมยังมีขนาดเล็กมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเส้นทางเข้าสู่พอร์ตของนักลงทุน
ในอดีต นักลงทุนต้องเลือกหุ้นรายตัวเพื่อเข้าถึงบริษัทแห่งอนาคต แต่วันนี้ ระบบกองทุนดัชนีกำลังทำหน้าที่นั้นแทน และหาก OpenAI หรือ Anthropic เข้าตลาดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มีโอกาสสูงที่นักลงทุนจำนวนมากจะได้เป็นเจ้าของบริษัทเหล่านี้ ก่อนที่จะรู้ตัวเสียอีก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- SpaceX สร้างท่อก๊าซ Starpipe ลุยขยายเที่ยวบินยาน Starship
- SpaceX สำเร็จ! ปล่อยแคปซูล Starfall เที่ยวแรก มุ่งยกระดับขนส่งอวกาศ
- "SpaceX" ดิ่ง 3.56% กระแส IPO แผ่ว นักลงทุนกังวลมูลค่าเกินพื้นฐาน
- รู้จัก IPO ตัวแรกของโลก "Dutch East India" บทเรียน 400 ปี สู่ SpaceX
- หุ้น SpaceX วิ่งต่อไม่หยุด หลัง IPO ประวัติศาสตร์ดันมูลค่าทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์