แพ้‘ชัชชาติ’ก็ยังพอทน?
“จะยังอยู่ตรงนี้เสมอ พักผ่อนให้หายเหนื่อยล้าแล้วลุกขึ้นมาสู้ต่อไป!
ส่งกำลังใจให้ผู้สนับสนุน, ผู้บริหาร, สส.และทีมงาน #พรรคประชาชน ทุกคน รู้ดีว่าเส้นทางอีกยาวไกล แต่ไม่มีอะไรมาทำให้หยุดฝันได้”
เปล่า..ผมไม่ได้พูด แต่คนที่โพสต์ข้อความนี้คือคุณอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ที่แม้จะเป็น “อดีต” สส.พรรคก้าวไกล แต่ก็คอย “เติมกำลังใจ” ให้น้องๆ-พี่ๆ ในพรรคเสมอมา!
และการส่งกำลังใจให้หนนี้ก็มาจากผลของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ที่ ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ในนามพรรคประชาชน..
พ่ายแพ้ให้กับ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ในนามผู้สมัครอิสระไปแบบยู้ยี้-ย่อยยับ ชนิดหมอไม่รับเย็บอย่างนั้นเลยเชียว!
อย่างไรก็ตามในความพ่ายแพ้นี้ คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่อดีตเคยลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม.มาก่อน ได้โพสต์ยืดอกยอมรับ..
“คะแนนจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ที่พรรคประชาชนได้รับในครั้งนี้ ผมขอพูดอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่อ้อมค้อมเลยครับว่า
เป็นคะแนนที่สะท้อน “คำติติง” จากพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ที่มีต่อพรรคประชาชนอย่างชัดเจนมาก
ชัดเจนเหมือนคุณครูเรียกนักเรียนคนหนึ่งเข้าไปตักเตือนในห้องพักครูด้วยความหวังดี
ผมขอน้อมรับผลที่เกิดขึ้นด้วยใจจริง โดยไม่มีข้ออ้าง และคำแก้ตัวใดๆ ไม่โทษใคร ไม่โทษปัจจัยใด และไม่ผลักภาระความรับผิดชอบไปให้ใครทั้งสิ้น
ทุกอย่างเป็นผลจากการตัดสินใจ การเตรียมตัว และการวางแผนของพรรค ที่ยังไม่ดีพอ
ผลคะแนนครั้งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า พี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานครต้องการเห็นพรรคประชาชนเตรียมตัวให้ดีกว่านี้
ทำการบ้านให้ละเอียดกว่านี้ ตั้งใจให้มากกว่านี้ พิถีพิถันมากกว่านี้ ทำการเมืองเชิงความคิดร่วมกับภาคประชาชนอย่างประณีตและใส่ใจมากกว่านี้
รวมถึงต้องมีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน หนักแน่น และสมกับความไว้วางใจที่ประชาชนเคยมอบให้มากกว่านี้
ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผมต้องขอโทษพี่น้องประชาชนทุกท่านจากใจจริง ที่ทำให้หลายท่านผิดหวัง ผมขอน้อมรับคำติติงนี้โดยไม่มีข้อแก้ตัวและจะนำไปเป็นบทเรียนสำคัญ
เพื่อเร่งแก้ไข ปรับปรุง และทำให้พรรคประชาชนเป็นพรรคที่คู่ควรกับความไว้วางใจของพี่น้องประชาชนให้ได้โดยเร็วที่สุดครับ…”
ครับ..นั่นมุมหนึ่ง แต่อีกมุม คุณปวิณ ชัชวาลพงศ์พันธ์ มองว่า.. “ในทางรัฐศาสตร์ ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชนมาจากบรรดาผู้นำพรรค/โปลิตบุโร
มีสิ่งที่เรียกว่า arrogance of power คือ ความผยองทางอำนาจ
เพราะชัยชนะที่ผ่านมาในอดีต เพราะการตีตราว่าตัวเองเป็นพรรคใหม่ อยู่ฝั่งประชาธิปไตย เพราะการที่ตัวเองเป็นพรรคที่กล้าชนกับขั้วอำนาจเก่า
แต่สุดท้ายที่กลายเป็นความผยองเพราะปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นทำให้พรรคมาถึงจุดที่หยุดรับคำวิจารณ์ คิดว่าพรรคอยู่ได้เพราะฐานเสียงแน่นแล้ว
ดิชั้นยังต้องหยิบเรื่องสุรพลขึ้นมาพูดอีก แม้พรรคและสาวกจะปฏิเสธว่าสุรพลไม่ใช่สาเหตุของความพัง แล้วก็พยายามหาเหตุผลว่าล้มแชมป์เก่ามันยาก
หรือพรรคต้องสู้กับการซื้อเสียง บลา บลา บลา จะอย่างไรก็ตาม การเอาสุรพลเข้ามาคือ bad judgment ที่ตxหน้าประชาชน
นี่แหละคือความผยองทางอำนาจ เพราะแม้จะแพ้อย่างยับเยิน แพ้แม้กระทั่งxติ่ง จนถึงนาทีนี้ก็ยังผยอง และไม่ยอมรับว่า สุรพลคือสาเหตุของความฉิxหาย”
นั่นสิ..แพ้คุณชัชชาติยังพอทน แต่แพ้คุณมัลลิกา.. “พอเลย”!.
สันต์ สะตอแมน