โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โลกทัศน์แบบควอนตัม: แว่นตาใหม่มองโลกและชีวิต

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีอุดมศึกษาฯ 2563–2566 ภาคีราชบัณฑิต และประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สถาบันศิโรจน์ผลพันธิน นำเสนอบทความเรื่อง "โลกทัศน์แบบควอนตัม: แว่นตาใหม่มองโลกและชีวิต" ความว่า โลกทัศน์นั้นเปรียบเหมือนแว่นตาที่เราสวมใส่มองโลกโดยไม่รู้ตัว เราหายใจเข้าออกด้วยความคิดแบบหนึ่งโดยไม่เคยถามว่ามันมาจากไหน โลกทัศน์ที่เราคุ้นเคยกันมานานหลายศตวรรษคือมรดกจากนิวตัน โลกคือจักรกลใหญ่ที่ประกอบด้วยฟันเฟืองเล็กๆ แยกชิ้นส่วนออกจากกันได้ ทำนายได้แน่นอนถ้าเรารู้ข้อมูลมากพอ เราเติบโตมาในเรือนความคิดนี้ เราเชื่อในเหตุและผลที่ตรงไปตรงมา เราเชื่อในการควบคุม เราเชื่อว่าความจริงนั้นมีเพียงหนึ่ง

แต่ฟิสิกส์ควอนตัมได้รื้อถอนเรือนหลังนั้นลงทั้งหลัง และสร้างบ้านใหม่ขึ้นมาด้วยโครงสร้างที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ผมอยากชวนท่านผู้อ่านมาสำรวจ "โลกทัศน์แบบควอนตัม" ไม่ใช่ในฐานะสูตรสมการในห้องแล็บ แต่มันคือแว่นตาใหม่ที่จะเปลี่ยนวิธีเรามองตัวเอง มองสังคม และมองความเป็นจริงทั้งหมดครับ

การซ้อนทับ: หลุดจากคุกของความคิดสองขั้ว

เราถูกสอนให้คิดเป็นคู่ตรงข้าม ถูกกับผิด ดีกับชั่ว ชนะกับแพ้ ความคิดแบบนี้ทำให้โลกง่ายขึ้น แต่มันก็ทำให้โลกแบนราบและโหดร้ายขึ้นด้วย เพราะอะไรที่ไม่อยู่ในกล่องใดกล่องหนึ่งจะถูกบีบให้ยอมจำนน

ในโลกควอนตัม อนุภาคหนึ่งสามารถอยู่ในหลายสถานะพร้อมกันได้ อิเล็กตรอนไม่ได้ "เป็น" อะไรแน่นอนจนกว่าจะมีใครไปวัดมัน มันคือทะเลแห่งความเป็นไปได้ที่ซ้อนทับกันอยู่อย่างสงบ

ถ้าเรานำแว่นตานี้มาสวม เราจะพบว่าในทุกสถานการณ์ ในทุกคน ในทุกปัญหาล้วนมีความเป็นไปได้อื่นซ่อนอยู่ เราจะไม่รีบตัดสินใครด้วยการกระทำครั้งเดียวของเขา เราจะไม่ฟันธงปัญหาสังคมใดๆ ด้วยสูตรสำเร็จรูป เพราะเราเข้าใจว่าก่อนที่เราจะ "วัด" ความเป็นจริงนั้นมีหลายชั้นซ้อนทับกันอยู่

การพัวพัน: เราไม่เคยโดดเดี่ยว

โลกทัศน์เก่าสอนให้เราเชื่อว่าเราเป็นเอกเทศ ตัวใครตัวมัน ความสำเร็จและความล้มเหลวเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่โลกควอนตัมเผยให้เห็นว่า เมื่ออนุภาคสองตัวเคยมีปฏิสัมพันธ์กัน มันจะ "พัวพัน" กันตลอดไป ไม่ว่าจะถูกแยกออกจากกันไกลเพียงไหน การเปลี่ยนแปลง ณ ที่หนึ่งจะสั่นสะเทือนไปยังอีกที่หนึ่งในทันที

นี่คือความจริงที่ลึกซึ้งของชีวิตมนุษย์ เราไม่ใช่เกาะโดดเดี่ยว แต่เราเป็นปมบนร่างแหแห่งความสัมพันธ์ที่มองไม่เห็น เราเป็น "เรา" ก็เพราะมีคนอื่นเป็นองค์ประกอบ เมื่อเราเข้าใจการพัวพัน เราจะพบว่าเราไม่สามารถทำร้ายใครโดยไม่ทำร้ายตัวเอง และเราไม่สามารถยกระดับตัวเองโดยไม่ยกระดับผู้อื่นด้วย

ความน่าจะเป็น: อิสรภาพในความไม่แน่นอน

เราหลงใหลในความแน่นอน เราเชื่อว่าถ้าเรารู้ข้อมูลมากพอ เราจะทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ แต่โลกควอนตัมบอกเราว่า แม้เราจะมีข้อมูลที่สมบูรณ์ เราก็ทำนายได้เพียง "ความน่าจะเป็น" เท่านั้น ความไม่แน่นอนจึงไม่ใช่ข้อบกพร่องของความรู้ แต่มันคือเนื้อแท้ของธรรมชาติ

นี่คือบทเรียนแห่งความถ่อมตน เราไม่ต้องกลัวความไม่แน่นอนจนเป็นอัมพาต แต่เราควรฝึกที่จะเดินบนทางเดินที่ไม่เห็นปลายทาง ฝึกที่จะตัดสินใจบนฐานของ "ช่วงความเป็นไปได้" แทนที่จะรอคอยความมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ซึ่งไม่เคยมีอยู่จริง ในความไม่แน่นอนนั้นแหละที่ความคิดสร้างสรรค์และชีวิตที่แท้จริงดำรงอยู่

ผู้สังเกตมีส่วนร่วม: เราไม่ได้แค่มอง แต่เรากำลังสร้าง

เราเคยเชื่อว่าเรายืนอยู่นอกเวที เป็นแค่คนดูที่เฝ้าดูโลกหมุนไปโดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ฟิสิกส์ควอนตัมสอนว่า การวัดคือการกระทำ และการกระทำนั้นเปลี่ยนสิ่งที่ถูกวัดเสมอ ผู้สังเกตเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ถูกสังเกต

ในชีวิตและสังคมก็เช่นกัน เราไม่เคยเป็นผู้ชมที่บริสุทธิ์ ทุกคำถามที่เราถาม ทุกข้อมูลที่เราเก็บ ทุกสายตาที่เราจ้องมอง ล้วนเปลี่ยนแผ่นดินที่เรายืนอยู่ เราไม่ได้ "ค้นพบ" ความจริงที่สำเร็จรูปอยู่ข้างนอก แต่เรากำลัง "ร่วมสร้าง" ความจริงนั้นอยู่ตลอดเวลา

จากโลกทัศน์…สู่การออกแบบอนาคต

เมื่อเราสวมแว่นตาใหม่ใบนี้แล้ว วิธีที่เราคาดคะเนและวางแผนอนาคตจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

วิธีคิดแบบเก่า เราถามว่า "อะไรจะเกิดขึ้น?" และทุ่มทรัพยากรไปกับการหาคำพยากรณ์ที่แม่นยำเพียงหนึ่งเดียว ราวกับอนาคตถูกกำหนดไว้แล้วและเราทำได้แค่รอคอย

ทว่า ภายใต้โลกทัศน์แบบควอนตัม เราเปลี่ยนคำถามเป็น "อะไรที่สามารถเกิดขึ้นได้บ้าง?" และที่สำคัญกว่านั้นคือ "เราต้องการให้อะไรเกิดขึ้น?" การคาดคะเนอนาคตจึงเปลี่ยนจากวิชาของหมอดู มาเป็นศิลปะแห่งการสำรวจพื้นที่ความเป็นไปได้ และเลือกที่จะเพาะเมล็ดพันธุ์ของอนาคตที่เราปรารถนาลงในดินของวันนี้

เราไม่ทำแผนแม่บทที่แข็งทื่อราวกับโลกจะหยุดนิ่งรอให้เราทำตามขั้นตอน แต่เราออกแบบ "ระบบที่ปรับตัวได้" เราสร้างองค์กรที่เรียนรู้ เราหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมที่พร้อมรับความประหลาดใจ เราลงทุนใน "ทางเลือก" หลายๆ ทางพร้อมกัน เพราะเรารู้ว่าเราอยู่ในทะเลแห่งการซ้อนทับ ที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าเส้นทางใดจะกลายเป็นจริง

เมื่อการศึกษาต้องทบทวนตัวเอง

ในบรรดาสถาบันทั้งหมดของสังคม ไม่มีสถาบันใดที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่นี้ไปมากกว่า "การศึกษา"

ในโลกทัศน์เก่า การศึกษาคือการถ่ายทอดความรู้จากผู้รู้ไปสู่ผู้ไม่รู้ ความรู้คือสิ่งสำเร็จรูปในตำรา นักเรียนคือภาชนะว่างเปล่ารอการเติมเต็ม ครูคือผู้มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว ข้อสอบคือเครื่อง "วัด" ว่าใครได้รับความรู้นั้นไปมากน้อยเพียงใด นี่คือแบบจำลองเครื่องจักรของนิวตันที่ถูกนำมาใช้กับมนุษย์

ลองสวมแว่นตาใหม่ดูสิครับ

หากเราเชื่อใน การซ้อนทับ เราจะพบว่าในหัวของนักเรียนไม่ได้มีแต่ "รู้" กับ "ไม่รู้" เท่านั้น แต่มันมีทะเลของความเข้าใจกึ่งๆ กลางๆ ความคิดสร้างสรรค์ที่ยังไม่ถูกปลุก และการตีความที่แตกต่างหลากหลายซ้อนทับกันอยู่ การสอบแบบกากบาทเลือกข้อเดียวคือการ "วัด" ที่หยาบและรุนแรงเกินไป มันทำลายความเป็นไปได้อื่นๆ ลงอย่างน่าเสียดาย

หากเราเชื่อใน การพัวพัน เราจะพบว่าการเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นภายในกะโหลกศีรษะของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันเกิดขึ้นในพื้นที่ระหว่างคน ในบทสนทนา ในความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ ระหว่างเพื่อนร่วมชั้น และระหว่างชั้นเรียนกับโลกภายนอก เราไม่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนคนหนึ่งโดยตัดบริบททางสังคมและอารมณ์ของเขาออกไปได้

หากเราเชื่อใน ความน่าจะเป็น เราจะไม่ใช้คะแนนสอบครั้งเดียวตัดสินอนาคตของใคร เราจะมองเห็นว่าคะแนนนั้นเป็นเพียงภาพถ่ายของวันหนึ่ง มันไม่ใช่แก่นสารของเขา เราเรียนรู้ที่จะให้โอกาสที่สอง สาม และสี่ เพราะเราเข้าใจว่าศักยภาพของมนุษย์คือการแจกแจงความน่าจะเป็น ไม่ใช่จุดเดียวบนกราฟ

และหากเราเชื่อว่า ผู้สังเกตมีส่วนร่วม เราจะเข้าใจว่าทุกครั้งที่ครูจ้องมองนักเรียนด้วยสายตาที่ติดตรา ทุกครั้งที่สังคมให้ฉลากว่า "เด็กเก่ง" หรือ "เด็กแย่" เรากำลังเปลี่ยนเด็กคนนั้นให้เป็นไปตามที่เรามอง เรากำลังร่วมสร้างตัวตนของเขา ครูที่ดีจึงไม่ใช่นักตัดสินที่อยู่เหนือกว่า แต่คือผู้ร่วมเดินทางที่ตระหนักในพลังของสายตาและคำพูดของตน

โจทย์ใหม่ของสถาบันการศึกษา

ด้วยโลกทัศน์ใหม่นี้ มหาวิทยาลัยไม่ควรตั้งต้นด้วยคำถามว่า "เราจะสอนวิชาอะไรเพิ่ม?" แต่ควรตั้งต้นด้วยคำถามว่า "เรากำลังสร้างมนุษย์แบบไหน?"

เรากำลังสร้างมนุษย์ที่กลัวความไม่แน่นอน หรือมนุษย์ที่เติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอนได้? เรากำลังสร้างมนุษย์ที่คิดเป็นเส้นตรง แก้ปัญหาแบบแยกส่วน หรือมนุษย์ที่มองเห็นระบบ เห็นความเชื่อมโยง และคิดเป็นเครือข่าย? เรากำลังสร้างมนุษย์ที่ถนัดการแข่งขันเอาชนะ หรือมนุษย์ที่รู้จักการร่วมมือและอยู่ร่วมกันบนผืนผ้าที่พัวพัน?

คำตอบของคำถามเหล่านี้จะนำไปสู่การออกแบบหลักสูตร วิธีการสอน วิธีการวัดผล และการออกแบบพื้นที่ทางกายภาพโดยสิ้นเชิง ลองคิดภาพห้องเรียนที่ไม่ได้มีแค่กระดานกับเก้าอี้เรียงแถว แต่มันคือพื้นที่เปิดที่มีการสนทนา มีการจำลองสถานการณ์ มีการทดลองที่ยอมรับความล้มเหลวว่าเป็นแค่ความเป็นไปได้หนึ่งที่ไม่ได้เปิดออก

ลองคิดภาพการประเมินผลที่ไม่ใช่กระดาษข้อสอบ แต่คือการเฝ้าสังเกตการเติบโตของนักศึกษาผ่านกาลเวลา เห็นพัฒนาการของวิธีคิด เห็นความสัมพันธ์ที่เขาสร้าง เห็นโครงการที่เขาทำแล้วล้ม แล้วทำใหม่ จนในที่สุดก็งอกงาม

นี่คือโฉมหน้าของการศึกษาในโลกทัศน์แบบควอนตัมครับ มันไม่ใช่แค่การตั้งศูนย์ควอนตัมคอมพิวติ้ง หรือเปิดสอนวิชากลศาสตร์ควอนตัมเท่านั้น แต่มันคือการปล่อยให้ตรรกะของควอนตัมซึมซาบเข้าไปในเส้นเลือดฝอยของทั้งสถาบัน เข้าไปในกระบวนทัศน์ของคณาจารย์ เข้าไปในประสบการณ์ประจำวันของนักศึกษา และเข้าไปในความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนที่มันตั้งอยู่

บทสรุป: โยนิโสมนสิการในยุคควอนตัม

โลกไม่ใช่เครื่องจักรที่แยกชิ้นส่วนซ่อมได้ แต่มันคือผืนผ้าใยแมงมุมที่สั่นสะเทือนไปทั้งผืนเมื่อมีหยาดน้ำค้างตกลงมา ณ จุดหนึ่ง ตัวตนของเราไม่ใช่ป้อมปราการที่ต้องปกป้อง แต่คือบทสนทนาที่กำลังเกิดขึ้นกับทุกสิ่งรอบตัว ความรู้ไม่ใช่สมบัติที่เราครอบครอง แต่คือการเต้นรำกับความไม่รู้ และอำนาจไม่ใช่การควบคุมที่สมบูรณ์ แต่คือการนำทางที่ถ่อมตนในระบบที่ซับซ้อนเกินกว่าใครจะเข้าใจได้ตามลำพัง

คำว่า "โยนิโสมนสิการ" ในทางพุทธศาสนา แปลว่า การทำไว้ในใจโดยแยบคาย การคิดอย่างถ่องแท้ถึงต้นธารแห่งเหตุปัจจัย ผมเห็นว่ามันมีจิตวิญญาณบางอย่างที่สอดคล้องกับโลกทัศน์แบบควอนตัมอย่างลึกซึ้งครับ โยนิโสมนสิการไม่ใช่การคิดเชิงตรรกะแบบเป็นเส้นตรงที่แห้งแล้ง แต่มันคือการมองเห็นความเชื่อมโยง มองเห็นความไม่เที่ยง มองเห็นความเป็นกระแสแห่งเหตุปัจจัยที่ซับซ้อน และมองเห็นว่าตัวเราก็เป็นส่วนหนึ่งของสายธารนั้น

โลกทัศน์แบบควอนตัมไม่ได้เรียกร้องให้เราละทิ้งภูมิปัญญาเดิม แต่กลับมอบภาษาใหม่ให้กับความเข้าใจที่นักปราชญ์โบราณของเราล่วงรู้มานานแล้ว ว่าทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน ทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน และการเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยสติคือหนทางแห่งการดำเนินชีวิตอย่างประเสริฐ

ถ้าเราสามารถมองโลกด้วยแว่นตาใบนี้ได้ สังคมของเราจะมีความอ่อนโยนต่อกันมากขึ้น เพราะเรารู้ว่าเราเป็นเนื้อเดียวกัน จะมีความกล้าหาญมากขึ้น เพราะเรารู้ว่าในความไม่แน่นอนนั้นเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ และจะมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะเรารู้ว่าทุกย่างก้าวของเราคือการสร้างโลกใบนี้ขึ้นมาพร้อมๆ กัน

โลกทัศน์แบบควอนตัมจึงไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่มันคือศิลปะแห่งการมีชีวิตอยู่อย่างลึกซึ้ง ท่ามกลางจักรวาลที่ลึกลับ เชื่อมโยง และเต็มไปด้วยความเป็นไปได้เสมอ ครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...